เมื่อสิงโตกลายเป็นสัตว์เลี้ยง ผู้ครอบครองต้องอยู่ใต้หลักเกณฑ์อะไรบ้าง

ที่มาของภาพ, TIKTOK/paga.gennari
ภาพลูกสิงโตพร้อมปลอกคอสำหรับสัตว์เลี้ยงนั่งอยู่ท้ายรถเปิดประทุนกลางเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ไม่ได้เพียงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่พบเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคำถามที่ว่า เหตุใด “สัตว์ป่า” จึงถูกนำออกมาสู่พื้นที่สาธารณะได้ รวมถึงคำถามต่อความปลอดภัยของผู้คนที่อยู่ใกล้เคียง
ต่อมา เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจป่าไม้ ได้เดินทางไปตรวจสอบบ้านของเจ้าของผู้เลี้ยงสิงโตตัวดังกล่าว หลังจากได้รับข้อมูลว่าเจ้าของรถและเจ้าของสิงโตคือชายชาวต่างชาติ ที่เลี้ยงสัตว์ตัวนี้ภายในบ้านหลังนี้มากว่า 1 เดือนแล้ว ขณะที่สภาพของบ้านหลังดังกล่าว เป็นลักษณะบ้านเดี่ยวที่มีกำแพงล้อมรอบทั้งหมด
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า จากการตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้พบลูกสิงโตเพศเมียหนึ่งตัวภายในกรงขังข้าง ๆ กรงขังสุนัข โดยคาดว่าลูกสิงโตน่าจะมีอายุราว ๆ 4 เดือน ซึ่งคาดว่าเป็นตัวเดียวกับที่ปรากฏในข่าว
ขณะที่ทนายความของผู้ครอบครองสิงโตตัวดังกล่าวแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า ผู้ครอบครองสิงโตคือ น.ส.สว่างจิต โกสูงเนิน โดยซื้อสิงโตมาจากชายคนหนึ่งที่ จ.ราชบุรี โดยอ้างว่าได้ยื่นคำขอกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เพื่อนำสิงโตมาครอบครองที่บ้านพักใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เรียบร้อยแล้ว
เปิดสารพัดหลักเกณฑ์การครอบครองสิงโต

ที่มาของภาพ, Getty Images
สิงโต (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Panthera leo) ถูกจัดเป็น “สัตว์ป่าควบคุม” ชนิด ก. ที่หมายถึง สัตว์สายพันธุ์ที่มีลักษณะนิสัยดุร้าย มีพฤติกรรมที่อาจสร้างความหวาดกลัว หรือเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของมนุษย์ ตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการแจ้งและการรับแจ้ง และการครอบครอง ซึ่งสัตว์ป่าควบคุมและซากสัตว์ป่าควบคุม พ.ศ.2565
ระเบียบนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการผ่านราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2565 ซึ่งเปิดทางให้สามารถครอบครองสิงโตได้ แต่ผู้ที่ประสงค์จะครอบครองต้องนำส่งหลักฐานการได้มาอย่างถูกกฎหมายให้กับเจ้าหน้าที่ เช่น ใบนำเข้า ใบกำกับการจำหน่าย หรือใบเสร็จจากร้านค้า
ทั้งนี้ การครอบครองสัตว์ป่าควบคุม จะถูกพิจารณาจากทั้งปัจจัยเรื่องสายพันธุ์ของสัตว์ป่าว่าอยู่ในบัญชีที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่ รวมถึงพิจารณาหลักฐานการได้มาซึ่งสัตว์ป่าควบคุมที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนการตรวจสอบสถานที่สำหรับการครอบครองสัตว์ป่าด้วยเช่นกัน
“ในการพิจารณาการตรวจสอบสถานที่ครอบครองสัตว์ป่าควบคุมนั้น ให้คำนึกถึงความเหมาะสมของสถานที่ต่อชนิดสัตว์ พฤติกรรม มีความปลอดภัย มีการจัดสวัสดิภาพสัตว์อย่างเหมาะสม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึกถึงผลกระทบต่อผู้อื่นและชุมชน” คือข้อความในระเบียบจากกรมอุทยานฯ
สำหรับบทลงโทษกรณีไม่แจ้งการครอบครองนั้น ระเบียบนี้ระบุว่า ผู้ที่กระทำผิดจะต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ครอบครองสิงโตต้องดูแลสถานที่ให้เหมาะสม-แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเคลื่อนย้าย
นอกจากนี้ การครอบครองสัตว์ป่าควบคุมต้องมีการให้ที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่เพียงพอที่จะทำให้สัตว์สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความทรมาน
ทั้งนี้ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า สถานที่ครอบครองสัตว์ป่าควบคุมหรือสถานที่เก็บรักษาซากสัตว์ป่าควบคุมดังกล่าว ไม่มีสวัสดิภาพและความเหมาะสม หรือความปลอดภัยเพียงพอ เจ้าหน้าที่สามารถสั่งให้ผู้ที่ขอแจ้งการครอบครองแก้ไขสถานที่ให้เหมาะสมกับชนิด และจำนวนของสัตว์ป่าควบคุมภายในระยะเวลาที่กำหนด
ไม่เพียงแค่นั้น ระเบียบจากกรมอุทยานฯ ยังกำหนดด้วยว่า ในกรณีการครอบครองสัตว์ป่าชนิดเลี้ยงลูกด้วยนม ผู้ที่ขอครอบครองจะต้องดำเนินการจัดทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ใน 2 วิธีการ คือ การฝังไมโครชิปใต้ผิวหนังของหูด้านซ้าย หรือใต้ผิวหนังระหว่างกระดูกสะบักทางด้านซ้ายของกระดูกสันหลัง ยกเว้นสัตว์กินเนื้อให้ฝังที่โคนหางด้านซ้าย และสัตว์กลุ่มลิงให้ฝังที่หลังมือหรือหลังตีนด้านซ้าย และอีกวิธีการหนึ่งคือ ติดเครื่องหมายที่ใบหู
ระเบียบกรมอุทยานฯ ยังครอบคลุมไปถึงหลักเกณฑ์สำหรับการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าควบคุมด้วยว่า ผู้ครอบครองต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเคลื่อนย้ายสัตว์ออกจากสถานที่ดูแลทุกครั้ง และถ้าหากต้องการจะเปลี่ยนสถานที่ดูแลจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 15 วัน
บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์การครอบครอง รวมถึงการไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าควบคุม จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรมอุทยานฯ จ่อทบทวนระเบียบการครองครองสัตว์ป่าควบคุม

ที่มาของภาพ, กรมอุทยานแห่งชาติฯ
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า กรณีดังกล่าว ผู้ที่ครอบครองลูกสิงโตอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามระเบียบของกรมอุทยานฯ ปี 2565 โดยเบื้องต้นเชื่อว่า ผู้ครอบครองได้เคลื่อนย้ายลูกสิงโตโดยไม่ได้รับอนุญาต
อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะมีการประชุมเพื่อหารือถึงระเบียบการแจ้งครอบครองสัตว์ป่าควบคุมชนิด ก. ว่าจะปรับเปลี่ยนเป็นการให้อนุญาตเพียงแค่การนำเข้า และครอบครองภายในสวนสัตว์หรือไม่
นายอรรถพล เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีบุคคลและสวนสัตว์รวม 24 รายที่กำลังครอบครองสิงโตตามระเบียบของกรมอุทยาน โดยมีสิงโตที่ถูกครอบครองทั้งหมด 153 ตัวทั่วประเทศไทย
เมื่อสัตว์ป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยงของเศรษฐี

ที่มาของภาพ, Getty Images
บางประเทศในเอเชียมีค่านิยมการเลี้ยงเสือและสิงโตในฐาะสัตว์เลี้ยงที่หรูหรา เช่นในประเทศกลุ่มอาหรับผู้ค้าน้ำมันเป็นหลัก เคยมีรายงานว่า เศรษฐีหลายคนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มักจะนำเสือที่เป็นสัตว์เลี้ยงของตนออกมาเดินตามท้องถนน รวมถึงนำพวกมันขึ้นไปอยู่บนรถยนต์ส่วนตัว พวกเขามักนำรูปภาพของเสือเหล่านี้ไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย เพื่อแสดงออกถึงฐานะทางสังคมของตนเอง คู่กับสินค้าหรูหราอื่น ๆ เช่น รถยนต์
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ผู้คนและองค์กรพิทักษ์สัตว์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้แสดงออกถึงความกังวลต่อเรื่องนี้ โดยมองว่าสัตว์ป่าเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในที่สาธารณะได้ รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ออกกฎหมายห้ามเลี้ยงสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาดเมื่อปี 2017 พร้อมกับกำหนดให้ประชาชนที่ครอบครองสัตว์ป่ามาก่อนหน้ากฎหมายฉบับนี้ จะต้องทำการส่งสัตว์ในครอบครองของตัวเองให้กับทางการดูแลแทน
กฎหมายฉบับดังกล่าว กำหนดว่า ห้ามบุคคลใดก็ตามครอบครองสัตว์ป่าทุกชนิด โดยจะอนุญาตให้มีการครอบครองได้โดยเฉพาะสวนสัตว์ คณะละครสัตว์ อุทยาน และการเลี้ยงสำหรับการวิจัยเท่านั้น หากผู้ใดฝ่าฝืน อาจมีโทษจำคุกถึงหกเดือน และปรับเป็นเงินจำนวนกว่า 500,000 เดอร์แฮม (ประมาณ 4.85 ล้านบาท) และโทษจะหนักขึ้นเป็นค่าปรับถึง 700,000 เดอร์แฮม (ประมาณ 6.8 ล้านบาท) หากพบว่ามีการนำสัตว์ป่าภายใต้การครอบครองไปใช้เพื่อ “คุกคาม” บุคคลอื่น











