ก้าวไกลจวกนโยบายการเมือง-กองทัพ ครม.เศรษฐา เป็น "ส่วนต่อขยายระบอบประยุทธ์"

tv

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

คำบรรยายภาพ, นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชำแหละนโยบายการเมือง-กองทัพ ครม. เศรษฐา 1 เป็น "ส่วนต่อขยายของระบอบประยุทธ์" ปฏิรูปกองทัพไม่เกิดเพราะมีแต่ "นโยบายเขตทหารห้ามเข้า" ที่ปฏิรูปเฉพาะส่วนที่กองทัพอนุญาต ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน ยืนยันใช้คำว่า "พัฒนากองทัพ" เกณฑ์ทหารจะค่อย ๆ ลดหลั่นลงไป

เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดอภิปรายว่า นโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรีนายเศรษฐา ทั้ง "กว้าง ไม่ชัดเจน หลายอย่างไม่มีรูปธรรมหรือเป้าหมาย ตัวชี้วัดว่าจะทำอะไรกันแน่" แต่สำหรับนโยบายการเมือง เขาเห็นว่ามีแง่มุมที่น่าสนใจว่า ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นรากฐานทางการเมือง และความสัมพันธ์ทางอำนาจของรัฐบาลชุดนี้

นายชัยธวัช แจกแจงว่าจากการอ่านนโยบายด้านการเมืองของรัฐบาลพบว่าระบุไว้ทั้งหมด 7 หัวข้อ ตั้งแต่การพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จนถึงการพัฒนากองทัพ เขาระบุว่า สำหรับนโยบายพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้เป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลต้องทำในฐานะที่องค์พระมหากษิตรย์เป็นองค์กระประมุขของประเทศ แต่การที่นายเศรษฐา หยิบยกประเด็นนี้มาเป็นประเด็นแรก รัฐบาลกำลังจะส่งสัญญาณอะไร

"รัฐบาลกำลังจะบอกว่า ปัญหาทางการเมืองที่สำคัญมาก ๆ ขณะนี้ คือ สถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกคุมคามจนกลายเป็นประเด็นสำคัญและภารกิจแรกที่ท่านนายกฯ กล่าวถึง ในนโยบายฉบับนี้ใช่หรือไม่"

เลขาธิการพรรค ก.ก. อภิปรายต่อว่า เมื่อดูนโยบายการเมือง เรื่องที่รัฐบาลกลับไม่กล่าวถึงเลย ได้แก่ ปัญหาใหญ่ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกนำให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112

"ปัญหาใหญ่ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ ปัญหาหารนำเอาสถาบันฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องนี้ ไม่ได้มีการพูดถึงเลย รวมทั้งปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระห่างสถาบันฯ กับประชาชนย่ำแย่ลง และมรดกของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายหลายฉบับที่หมิ่นเหม่ต่อการไปกระทบกับหลักการปกเกล้าไม่ปกครองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเสี่ยงทำให้สถาบันฯ ไม่อยู่ในสถานะที่เคารพสักการะได้" นายชัยธวัชกล่าว

"นี่ถ้าผมปิดตาว่าพารากราฟ (ย่อหน้า) แรกรัฐบาลจะทำอะไร ผมนึกว่าเป็นคำแถลงของรัฐบาลประยุทธ์ 3"

ปฏิรูปกองทัพ ความมุ่งมั่นที่หายไปของเพื่อไทย

นายชัยธวัชกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ามีรัฐบาลชุดนี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนแรกที่เป็นพลเรือนและเป็นคนแรกที่ไม่ใช่นายกฯ จึงทำให้น่าสนใจว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่พลเรือนอยู่เหนือกองทัพหรือเอาเข้าจริงแล้ว การส่งพลเรือนมานั่งกลาโหม เป็นการส่งสัญญาณจากรัฐบาลชุดนี้ว่าจะไม่ยุ่ง ไม่แตะต้องกองทัพ และเครือข่ายรัฐประหาร

นายชัยธวัช ระบุว่า เมื่อตามไปดูเอกสารนโยบายพรรคการเมืองที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะมีการแก้ไขยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่ปรากฏว่า ตอนแถลงนโยบายความมุ่งมันชัดเจนในการปฏิรูปของรัฐบาลหายไปเปลี่ยนจาก "ปฏิรูปกองทัพ" เป็น "พัฒนากองทัพร่วมกัน"

"ไม่แม้แต่จะพูดถึงคำว่ารัฐประหารสักคำในการแถลงนโยบายของรัฐบาลพลเรือนครั้งแรก หลังการรัฐประหารปี 57... ทำไมหรือครับ คำว่ารัฐประหารมันน่าแสลงใจจนพูดไม่ได้เลยหรือครับ หรือนายกฯ เศรษฐา เกรงใจ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐประหารมากขนาดนั้นเลยหรือ"

ตั้งสุทินเป็น "โฆษกกองทัพ" ลดเกณฑ์ทหาร คลุมเครือ ไม่ชัดเจน

เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังกล่าวถึงนโยบายเกณฑ์ทหารอย่างสมัครใจว่า "คลุมเครือ ไม่ชัดเจน" ว่าจะเอาอย่างไร จะไม่มีการแก้ไขกฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหารแล้วใช่หรือไม่

"การเลิกกับการลดการเกณฑ์ทหารมันต่างกันนะครับ ถ้านโยบายของรัฐบาล คือการลดการเกณฑ์ทหารเท่านั้น ผมก็สงสัยว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีอะไรใหม่ เพราะต่อให้ไม่มีรัฐบาลชุดนี้ กองทัพก็มีแนวทางลดการเกณฑ์ทหารอยู่แล้ว"

นายชัยธวัช อ้างอิงไปยังที่ประชุมสภากลาโหม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นหัวโต๊ะ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 ก็ประกาศแผนเดียวกันนี้ว่า เป็นแผนที่ทำอยู่แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องว่าใครจะมาหรือไป

"นายกฯ เศรษฐา กับรัฐมนตรีสุทิน ได้ยินไหมว่า กองทัพมีแผนปฏฺรูปของตัวเองอยู่แล้ว แบบนี้รัฐบาลใหม่จะให้รัฐมนตรีสุทินไปนั่งเป็นแค่โฆษกกองทัพอย่างนั้นหรือครับ"

เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้กล่าวถึงแนวนโยบาย ลดนายทหารชั้นสัญญาบัตร กำหนดอัตรากำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ว่าลดอย่างไร และแตกต่างจากแผนปฏิรูปของสภากลาโหมหรือไม่ รวมทั้งรัฐบาลจะไม่ทบทวนการมีอยู่ของ กอ.รมน.ใช่หรือไม่

"ปัญหาหลักของ กอ.รมน. ไม่ใช่เรื่องกำลังพล แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าหน่วยงานนี้มันถูกรื้อฟื้นขึ้นมาหลังจากรัฐประหารปี 49 กลายเป็นองค์กรรัฐซ้อนรัฐ ทำให้รัฐทหารเข้ามาควบคุมเหนือพลเรือนอีกชั้นหนึ่ง"

ครม.เศรษฐา 1 "ส่วนต่อขยายระบอบประยุทธ์"

ในตอนท้าย เลขาธิการพรรค ก.ก. กล่าวว่า เหตุที่คำแถลงนโยบายด้านการเมืองและด้านอื่น ๆ ของรัฐบาลเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตระบัดสัตย์ หรือนโยบายที่เคยประกาศไว้เป็นเทคนิคการหาเสียง และไม่ใช่เพราะเป็นรัฐบาลผสม แต่สะท้อนให้เห็นรากฐานทางการเมืองหรือความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เป็นจริง ของรัฐบาลเศรษฐาฯ 1

"การแถลงนโยบายในครั้งนี้ มันชวนให้คิดได้ว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว รัฐบาลเศรษฐา 1 ได้กลายเป็น ส่วนต่อขยายของระบอบประยุทธ์ เพื่อพยายามหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่าน เหนี่ยวรั้งสังคมไทยให้สังคมไทยเป็นแบบเดิม"

เขาชี้ด้วยว่า "นี่คือนโยบายของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความสยบยอม หรือไม่ก็สมยอมกัน เป็นการสามัคคีปรองดองระหว่างชนชั้นนำทางการเมือง ชั้นนำทางเศรษฐกิจ และชนชั้นนำจารีต เพื่อรักษาระบบเดิมเอาไว้ นั่นคือ ระบบที่อำนาจสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน ทหารมีอำนาจเหนือสังคม รัฐราชการรวมศูนย์ กฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ความมั่นคงอยู่เหนือพลเมือง ทุนใหญ่มีอำนาจเหนือระบบเศรษฐกิจ" นายชัยธวัชระบุ

tnp

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

เศรษฐา ขออย่าด้อยค่ากองทัพ

ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่า รัฐบาลของประชาชนภายใต้การนำของเขา ใช้คำว่าพัฒนากองทัพ เชื่อว่าความหมายใกล้เคียงกัน ผลลัพธ์ออกมาอาจจะแตกต่างกันบ้างตามกาลที่เปลี่ยนไปเวลาและขีดจำกัดในการทำงาน แต่สังคมเดินไปข้างหน้าได้ ลดความขัดแย้ง และลดการใช้วาทกรรมที่มีการด้อยค่าในสภาอันทรงเกียรติ

นายเศรษฐา กล่าวว่า ในฐานะผู้นำรัฐบาล มีความเป็นห่วงเรื่องการใช้วาทกรรมที่มีการด้อยค่ากัน แต่การพัฒนากองทัพร่วมกัน เป็นเรื่องที่ต้องให้เกียรติกองทัพ และภาคการเมืองที่ต้องมีเวลาในการทำงานร่วมกัน พร้อมยืนยันว่านโยบายการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจจะค่อย ๆ ดำเนินการ

"การเกณฑ์ทหารสมัครใจค่อย ๆ ลดหลั่นกันไป ยืนยันเพื่อให้พี่น้องประชาชนชายไทยทุกคนมีสิทธิในการเลือกประกอบอาชีพอย่างสมศักดิ์ศรี"

ในส่วนของการใช้งบประมาณจัดซื้ออาวุธ นายกฯ กล่าวว่าได้มีการพูดคุยกับผู้นำกองทัพว่าจะดำเนินการ "เท่าที่จำเป็นเท่านั้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง" และช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องการงบจัดสรรไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า และยืนยันว่า "ได้รับการตอบรับที่ดีจากภาคทหาร" ในเรื่องงานด้านการพัฒนาช่วยเหลือประชาชน การนำพื้นที่ทหารไปใช้ประโยชน์

"ขอเวลาหน่อยครับ วันนี้เพิ่งเข้ามา ไม่อยากได้ยินการด้อยค่าของกันและกัน เตือนกันนิดนึง โต ๆ กันแล้ว เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เข้าใจครับ"

ส่วนปัญหาเรื่องเครื่องยนต์เรือดำน้ำ ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศนัดหมายตัวแทนรัฐบาลเยอรมนี เพื่อเจรจาระหว่างที่เดินทางไปประชุมสหประชาชาตที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือน ก.ย. นี้ ส่วนนโยบายเกี่ยวกับกองทัพ รัฐบาลจะมีการแถลงที่ชัดเจนถึงลำดับเวลาในแต่ละประเด็นหลังจากนี้

ต่อมาในช่วงเวลาเกือบเที่ยงคืน นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงการอภิปรายของฝ่ายค้านว่า การปรับลดกำลังพลทำแน่นอนภายใน 4 ปี เชื่อว่าจะเห็นว่ากองทัพเล็กลง และไม่กระทบต่อศักยภาพ ทั้งจำนวนนายพลและการเกณฑ์ทหาร

"ท่านบอกว่าต้องหยุดการเกณฑ์ทหาร กราบเรียนว่า ภายใน 4 ปี ต่อจากนี้ การเกณฑ์ทหารจะลดลง จนเกือบจะไม่มีเกณฑ์... ท่านติดใจว่าผมจะถูกหลอกไหม ถ้าผมถูกหลอกและทำได้ไม่จริง การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นโอกาสของท่าน" รมว.กลาโหม กล่าว

พริษฐ์ ถามยังแก้รัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่-ภูมิธรรม แจงเอาเข้า ครม.นัดแรก

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายทวงถามนายเศรษฐาว่า จะสนับสนุนให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จะให้ใครเป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญจะยังเริ่มต้นในการประชุม ครม.นัดแรกหรือไม่

พริษฐ์กล่าวว่า หลังจากนายเศรษฐา รับตำแหน่งนายกฯ ได้มีการตอบคำถามต่อสื่อต่าง ๆ ที่นำมาสู่ความกังวลว่า นโยบายก่อนหน้านี้ที่จะจัดให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อาจกลับลำจาก ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง มาเป็น ส.ส.ร. ที่มีส่วนผสมของการแต่งตั้ง เพื่อเปิดช่องให้เครือข่ายอำนาจเดิมเข้ามา "แทรกแซง ควบคุม และล็อกสเปก ส.ส.ร." หรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อด้วยว่า ตกลงแล้วรัฐบาลจะล็อกเนื้อหาอะไรบ้างในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมัยเลือกตั้ง นายเศรษฐาระบุถึงการเปิดกว้างเนื้อหา โดยมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือการคงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่เมื่อเป็นนายกฯ ก็มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมาคือการล็อกไม่ให้แก้ไขในหมวด 1-2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์

สส.ก้าวไกล ยืนยันว่าแก้ไขข้อความในหมวด 1 และหมวด 2 นั้น ไม่ได้เท่ากับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง "เพราะความจริงแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทยทุกครั้งไม่ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็มีการแก้ไขในหมวด 1-2 มาตลอด"

พริษฐ์ อภิปรายด้วยว่า หากมีบุคคลต้องการแก้ไขในสองหมวดนี้ นายกฯ จะตอบว่าอย่างไร

"หากวันหนึ่งที่ ส.ส.ร. กำลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เกิดคนที่อยากจะให้แก้ไขเนื้อหาในหมวด 1-2 กลับไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ท่านนายกฯ ตอบผมได้ไหมครับว่าท่านจะทำอย่างไร ท่านจะยืนยันแข็งขันกลับไปกับบุคลดังกล่าวไหมครับ ว่าขออภัยด้วย เพราะท่านล็อกเนื้อหาในหมวด 1-2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

โทรทัศน์รัฐสภา

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

ต่อมานายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงการอภิปรายของฝ่ายค้านเรื่องนโยบายการแก้รัฐธรรมนูญว่า ฝ่ายค้าน "กังวลใจมากเกินไป มองสิ่งที่รัฐบาลจะทำเสมือนเป็นผู้ร้ายที่จะอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ"

นายภูมิธรรม ยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการให้มีการจัดทำประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันที ขอให้พี่น้องประชาชนอย่ากังวลใจ ในการประชุม ครม. นัดแรกวันพรุ่งนี้ (13 ก.ย.) รัฐบาลจะนำวาระเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่วาระการประชุม ครม. อย่างแน่นอน และจะยึดแนวทางให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ

"รัฐบาลนี้ไม่ลืมว่าเราได้พูดอะไรกับพี่น้องประชาชน และนั่นคือเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าที่สามารถจะทำได้"

รองนายกฯ ภูมิธรรม ชี้แจงด้วยว่า การไม่แก้หมวดพระมหากษัตริย์เป็นการล็อกไว้อยู่แล้วโดยรัฐธรรมนูญ

"ไม่ว่าท่านจะอภิปรายอย่างไรว่า ทำไมต้องมีเงื่อนไขทำไมต้องล็อกข้อนั้นข้อนี้ เราล็อกตามรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนว่าเราไม่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคาระสักการะของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ" นายภูมิธรรม กล่าว

ชวน เตือนเศรษฐา "อย่าโกง" ขอรัฐบาลชดเชยให้คนใต้

นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดอภิปรายด้วยการกล่าวถึงนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าขอแสดงความยินดีเป็นการส่วนตัว แต่การไม่ได้ให้ความเห็นชอบนายเศรษฐาเป็นนายกฯ "ไม่ใช่เพราะคุณสมบัติ แต่เพราะมาจากพรรคการเมืองที่เลือกปฏิบัติต่อประชาชน"

นายชวนย้อนความหลังว่า เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ถือหลักว่า "พัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือก" กระทบต่อความรู้สึกของคนในพื้นที่ภาคใต้ ประชาธิปัตย์จึงรณรงค์ว่าจะต่อสู้ด้วยการไม่เลือกพรรคนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดตนจึงให้ความเห็นชอบนายเศรษฐา เป็นนายกฯ ไม่ได้ และขอพรรคว่าขอออกเสียง “ไม่เห็นชอบ”

"เป็นโอกาสอันดี ที่ท่านนายกฯ น่าจะได้ทบทวนและชดเชยกับสิ่งที่พรรคเคยเลือกปฏิบัติ" นายชวนกล่าว

นายชวนอภิปรายต่อเนื่องว่า ในบรรดานายกฯ คนที่ 24-29 ไม่มีใครถูกตรวจสอบเข้มข้นเท่ากับคนที่ 30 ซึ่งถูกนำประวัติการทำธุรกิจมาเปิดเผย เชื่อว่าผู้ตรวจสอบไม่ละเว้น

"ท่านเศรษฐา คุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคนอื่นเลย... ถ้าจะเสนอแนะ ก็อย่าไปลำเส้น อย่าไปติดคุก อย่าต้องหนีออกต่างประเทศ อย่าทำอะไรก็ตามที่มีปัญหาเมื่อท่านพ้นจากตำแหน่ง วันนี้ยังวัดไม่ได้ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ ไม่อาจทราบได้" นายชวนกล่าว "สิ่งที่จะแนะนำท่านว่าเราจะหนีชะตากรรมเรื่องคดี คือ การไม่โกง"

tnp

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

อย่างไรก็ดี ระหว่างที่นายชวนกำลังอภิปราย นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ลุกขึ้นประท้วงว่าการแถลงนโยบาย "ให้พูดเรื่องนโยบาย อย่าพูดเรื่องความหลัง และอย่าพูดเรื่องคุณสมบัติ" แต่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ให้นายชวนอภิปรายต่อไป

นายชวน ยังอภิปรายถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า มีตัวเลขผู้เสียชีวิต 7,520 คน นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงเดือน ส.ค. 2566 แต่ใน 14 หน้าของนโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องนี้

โทรทัศน์รัฐสภา

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

หลังจากนายชวนอภิปรายเสร็จสิ้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ลุกขึ้นชี้แจงหลังจากนั้น โดยเริ่มกล่าวต่อนายชวนว่า "ท่านอาจจะไม่รู้จักผมดีพอ เพราะว่าท่านเรียกชื่อผมผิดไปในตอนต้น 'เศรษฐา' ครับ ไม่ใช่ 'เชษฐา'"

นายเศรษฐายืนยันว่า แม้ว่าจะเป็นนักธุรกิจมาก่อน แต่ยืนยันว่าการมาเป็นรัฐบาลเพราะ "รักประเทศไทย ต้องการเห็นพี่น้อง ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น" เขายังกล่าวถึงปัญหาภาคใต้ที่มีผู้สูญเสียกว่า 7,500 คน นับตั้งแต่ปี 2547 ด้วยว่า "เศร้าใจตั้งแต่ก่อนเดินเข้ามาสู่สนามการเมือง" แต่วิธีการแก้ไขปัญหานั้นแตกต่างกัน นายเศรษฐาย้ำด้วยว่า รัฐบาลโดยพรรคร่วม 11 พรรค ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาเรื่องจังหวัดชายแดนใต้ "ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนการเลือกปฏิบัติต่อคนใต้นายเศรษฐา ได้กล่าวชี้แจงว่าในอดีต นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็เข้าไปดูแลประชาชนในพื้นที่ภาคใต้หลังจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 แต่ย้ำว่า การเลือกปฏิบัติต่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของประเทศไทย โดยผู้บริหารสูงสุดของประเทศถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่บังควร

"ไม่ว่ารัฐบาลนี้ จะมี สส. ในภาคใต้หรือไม่มีก็ตามที เป็นความตั้งใจสูงสุดของผมในฐานะนายกฯ ที่ต้องให้ความเสมอภาค ความเท่าเทียมกับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน" นายเศรษฐากล่าว

ในการอภิปรายของฝ่ายค้านยังปรากฏนโยบายด้านอื่น ๆ ได้แก่

นโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล - ไม่มีข้อความที่ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้เลย เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีของ 8 รัฐบาล บ่งชี้ได้สองทาง ได้แก่ เป็นความพยายามลดทอน ไม่แยแส ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ หรือตั้งใจและจงใจหลีกทางให้การกำหนดทิศทางอยู่ในมือของกองทัพ และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่อไป

นโยบายกระจายอำนาจ และผู้ว่าซีอีโอ

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล - นโยบายผู้ว่าซีอีโอเป็นแนวคิดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ และนโยบายดังกล่าวได้มาแทนที่นโยบาย "เลือกตั้งผู้ว่าฯ ในจังหวัดที่พร้อม" ที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้แล้วหรือไม่ นอกจากนี้รัฐบาลจะยืนยันหรือไม่ว่างบประมาณที่จะให้กับผู้ว่าซีอีโอ จะไม่ไปดึงมาจากกระเป๋าของท้องถิ่นที่มีน้อยอยู่แล้ว

การแถลงนโยบายของรัฐบาล ครม.เศรษฐา 1 ปิดท้ายด้วยการกล่าวของนายเศรษฐาว่า พร้อมรับข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากสมาชิกรัฐสภาเข้าไปปรับเสริมกับนโยบายรัฐบาล หลังจากนั้นประธานรัฐสภา ได้ปิดประชุมในเวลา 00.30 น.