เสียงร้องของไดโนเสาร์เป็นอย่างไร คำรามน่ากลัวจริงหรือไม่ ?

ไดโนเสาร์

ที่มาของภาพ, Alamy

    • Author, ริชาร์ด เกรย์
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

เรามักจะคิดว่าเสียงร้องของสัตว์ยักษ์ใหญ่อย่างไดโนเสาร์นั้น จะต้องเป็นเสียงคำรามดังกึกก้องจนแผ่นดินสั่นสะเทือน แต่หากสามารถย้อนเวลาไปในยุคครีเทเชียสที่ไดโนเสาร์ครองโลก คลื่นเสียงจากสัตว์ตัวยักษ์ที่เรารับรู้ อาจเป็นแค่ความรู้สึกสั่นไหวในทรวงอกและช่องท้อง มากกว่าจะเป็นเสียงที่ได้ยินทางหูตามปกติ แต่ถึงกระนั้น คลื่นสั่นสะเทือนดังกล่าวก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกได้

เสียงของไดโนเสาร์ที่เราได้ยินจากภาพยนตร์และสื่อต่าง ๆ แท้จริงแล้วเป็นเพียงจินตนาการของมนุษย์ ซึ่งล้วนไม่เคยได้พบเจอกับไดโนเสาร์ตัวจริงเสียงจริงเลย ตลอดระยะเวลาหลายล้านปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ค้นพบใหม่อย่างเช่นฟอสซิลหายาก รวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ได้ช่วยให้การวิเคราะห์เสียงของไดโนเสาร์เป็นไปได้มากขึ้น นักบรรพชีวินวิทยาเริ่มจะสามารถปะติดปะต่อข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จนพอจะรู้แล้วว่าเสียงร้องที่ไดโนเสาร์ใช้สื่อสารกับพวกเดียวกันเป็นอย่างไร

องค์ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์โลกที่เรามีอยู่ ชี้ว่าไดโนเสาร์ที่เคยครองโลกและสูญพันธุ์ไปเมื่อ 66 ล้านปีก่อน สามารถจะส่งเสียงร้องออกมาได้อย่างแน่นอน แต่การที่ซากฟอสซิลของมันบันทึกไว้ได้แต่เพียงข้อมูลทางกายภาพ อย่างเช่นโครงสร้างร่างกายและผิวหนัง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่ามันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และมีพละกำลังมากน้อยแค่ไหน ทว่าไม่อาจจะแน่ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเสียงของมันเป็นอย่างไรกันแน่

แม้ไม่มีกล่องเสียงและหลอดลม แต่พาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ก็ยังสามารถเปล่งเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาจากหงอนได้

ที่มาของภาพ, Tom Williamson

คำบรรยายภาพ, แม้ไม่มีกล่องเสียงและหลอดลม แต่พาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ก็ยังสามารถเปล่งเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาจากหงอนได้

คำถามข้างต้นไม่อาจจะตอบได้ด้วยคำอธิบายที่แน่นอนตายตัวเพียงคำตอบเดียว เพราะเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ที่เคยครองโลกอยู่นานถึง 179 ล้านปีนั้น มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลาย ตั้งแต่ไดโนเสาร์ขนาดเล็กอย่าง "อัลบินีคัส" (Albinykus) ซึ่งมีน้ำหนักตัวไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม และมีความยาวของลำตัวเพียง 60 เซนติเมตร ไปจนถึงไดโนเสาร์ขนาดมหึมาที่วิ่งด้วยสองขาได้อย่าง "พาตาโกไททัน มายอรัม" (Patagotitan Mayorum) ซึ่งหนักอึ้งถึง 72 ตัน และยังเป็นสัตว์บกตัวใหญ่ที่สุดที่โลกเคยมีมา

รูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ไดโนเสาร์แต่ละตัวมีเสียงร้องที่ไม่เหมือนกันไปด้วย บางชนิดพันธุ์ยังมีคอยาวได้ถึง 16 เมตร อย่างเช่นไดโนเสาร์จำพวกซอโรพอด (sauropods) ซึ่งคอที่ยาวเป็นพิเศษนี้จะทำให้เสียงที่เปล่งออกมาจากอวัยวะภายในเปลี่ยนแปรไปได้มาก ไม่ต่างจากเสียงของเครื่องดนตรีอย่างทรอมโบน เมื่อท่อลมถูกชักออกให้ขยายยาวขึ้น

ไดโนเสาร์บางชนิดพันธุ์มีกะโหลกศีรษะรูปทรงประหลาดคล้ายเครื่องดนตรีจำพวกเครื่องเป่า ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนโทนเสียงของมันได้ อย่างเช่นไดโนเสาร์ปากเป็ดที่กินพืช (hadrosaur) ชื่อว่า "พาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน" (Parasaurolophus tubicen) สามารถจะทำให้สัตว์อื่นที่ได้ยินเสียงของมัน รู้สึกถึงคลื่นสั่นสะเทือนที่น่ากลัวในทรวงอกและช่องท้องได้ (ผู้อ่านสามารถรับฟังเสียงของไดโนเสาร์ชนิดนี้ ในคลิปเสียงที่ลิงก์นี้)

พาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน มีหงอนยักษ์บนหัวที่ยาวเกือบ 1 เมตร โดยหงอนนี้ยื่นออกมาจากด้านหลังของกะโหลกศีรษะ ภายในหงอนมีท่อกลวง 3 คู่ ซึ่งทอดตัวยาวตั้งแต่โพรงจมูกไปจนจรดส่วนบนสุดของหงอน ก่อนที่ท่อกลวง 2 คู่ในจำนวนนั้นจะโค้งงอเป็นรูปตัวยู (U) วกกลับมายังฐานของกะโหลกศีรษะและทางเดินหายใจของมัน ส่วนท่อกลวงอีกคู่ที่เหลือ จะขยายกว้างขึ้นเป็นโพรงใหญ่ใกล้กับด้านบนสุดของหงอน ซึ่งกล่าวโดยสรุปแล้ว อวัยวะทั้งหมดนี้ได้รวมตัวกันเป็น "ห้องเสียงสะท้อน" ที่ยาวถึง 2.9 เมตร

เมื่อปี 1995 ทีมนักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยาแห่งนิวเม็กซิโก (NMMNHS) ได้ขุดพบฟอสซิลกะโหลกศีรษะของพาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จากนั้นได้ใช้เครื่องซีทีสแกน (CT scan) ศึกษาโครงสร้างด้านในของมัน โดยสามารถถ่ายภาพรายละเอียดออกมาได้ถึง 350 ภาพ ก่อนจะนำไปประกอบสร้างใหม่ด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ จนสามารถทดสอบได้ว่าหงอนของไดโนเสาร์ชนิดนี้จะให้กำเนิดเสียงแบบใด หากมีการเป่าลมผ่านเข้าไปในนั้น

"ผมขอบอกเลยว่าเสียงนั้นฟังดูหลอนมาก เหมือนกับเสียงที่มาจากต่างดาว จำได้ว่ามันทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบเสียวสันหลัง" ทอม วิลเลียมสัน หนึ่งในทีมขุดค้นที่พบฟอสซิลกะโหลกศีรษะของพาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นภัณฑารักษ์ด้านบรรพชีวินวิทยาของ NMMNHS กล่าว

หากจะให้เปรียบเทียบกับเสียงของสัตว์ในยุคปัจจุบันแล้ว วิลเลียมสันบอกว่ามันน่าจะคล้ายกับเสียงของนกคาสโซวารีใต้ (southern cassowary) ซึ่งมีอยู่เฉพาะในทวีปออสเตรเลียมากที่สุด นกที่บินไม่ได้ชนิดนี้ ส่งเสียงแผดร้องคำรามเป็นคลื่นสั่นสะเทือน ซึ่งแผ่ขยายไปทั่วป่าทึบที่เป็นบ้านของมัน

"ผมนึกภาพออกเลยว่า ในป่าฝนที่มีหมอกปกคลุมช่วงปลายยุคครีเทเชียส จะมีเสียงคำรามที่หลอนประสาทนี้ดังอยู่เป็นฉากหลัง" วิลเลียมสันกล่าว "เสียงนี้มีความถี่ต่ำ ทำให้มันสามารถเดินทางโดยทะลุผ่านสุมทุมพุ่มไม้ในป่าทึบได้"

วิลเลียมสันและคณะได้จำลองเสียงของพาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน โดยใช้คอมพิวเตอร์ทดสอบว่าเสียงนั้นจะเป็นอย่างไร ในกรณีที่ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีอวัยวะเปล่งเสียงในแบบต่าง ๆ กัน เช่นอาจทดลองให้มันมีกล่องเสียง เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานในปัจจุบัน ซึ่งผลปรากฏว่าไดโนเสาร์ชนิดนี้ ส่งเสียงที่เกิดจากการกำทอน (resonance) ของกระแสอากาศในหงอนเสมอ ไม่ว่ามันจะมีกล่องเสียงหรืออวัยวะที่คล้ายกล่องเสียงหรือไม่ โดยมันจะเป่าลมผ่านเข้าไปในหงอน ทำให้เกิดเสียงคล้ายกับตอนที่เราเป่าลมเข้าปากขวดหรือเหยือก

"เนื่องจากไม่มีฟอสซิลเนื้อเยื่ออ่อนของไดโนเสาร์หลงเหลืออยู่ เราจึงไม่รู้แน่ว่ามันมีอวัยวะเปล่งเสียงอย่างที่นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีหรือไม่ แต่ผลการจำลองเสียงพบว่า พาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ไม่จำเป็นต้องมีอวัยวะเปล่งเสียงเลย หงอนของมันเกิดการกำทอนของเสียงได้เอง เพราะมีความยาวมากเป็นพิเศษ" วิลเลียมสันอธิบาย

ไดโนเสาร์ปากเป็ดอีกชนิดพันธุ์หนึ่ง ก็มีหงอนที่คล้ายกับเครื่องดนตรีแบบนี้เช่นกัน แม้จะมีขนาดเล็กกว่าของพาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน แต่หงอนของไดโนเสาร์ชนิดนี้ทำหน้าที่ควบกันสองอย่าง โดยเป็นทั้งเครื่องประดับที่ใช้แสดงออกถึงพฤติกรรมในโอกาสต่าง ๆ และยังเป็นเครื่องกำเนิดเสียงไปในตัวด้วย หงอนเหล่านี้มักเปล่งเสียงความถี่ต่ำ และเคยเป็นแรงบันดาลใจให้มีคนสร้างเครื่องดนตรีชนิดใหม่ โดนเลียนแบบกะโหลกศีรษะที่มีหงอนของไดโนเสาร์จำพวกนี้มาแล้ว

แต่ใช่ว่าไดโนเสาร์ทุกตัวจะมีหงอนที่เปล่งเสียงได้ นอกจากนี้ นักบรรพชีวินวิทยาแทบจะไม่พบฟอสซิลของกล่องเสียงไดโนเสาร์ เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่ออ่อนที่มักจะสูญสลายไปตามกาลเวลา ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับสันนิษฐานว่า อันที่จริงไดโนเสาร์อาจเป็นใบ้ ไม่สามารถจะส่งเสียงใด ๆ ออกมาเลยก็เป็นได้

ดร.จูเลีย คลาร์ก นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส วิทยาเขตออสติน บอกว่า "สิ่งที่เรามีคือร่องรอยหลักฐานจากฟอสซิล ซึ่งให้ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงลักษณะบางอย่างของทางเดินหายใจไดโนเสาร์ เช่นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาว เราสามารถนำข้อมูลเชิงเรขาคณิตเหล่านี้ มาเปรียบเทียบว่ามันเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับนก ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้อย่างไร"

ทอม วิลเลียมสัน นักบรรพชีวินวิทยาชาวอเมริกันบอกว่า เสียงของพาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นใหม่ ฟังดูหลอนเหมือนเสียงจากต่างดาว

ที่มาของภาพ, Tom Williamson

คำบรรยายภาพ, ทอม วิลเลียมสัน นักบรรพชีวินวิทยาชาวอเมริกันบอกว่า เสียงของพาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นใหม่ ฟังดูหลอนเหมือนเสียงจากต่างดาว

ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ดร.คลาร์กและคณะเคยศึกษาฟอสซิลกะโหลกศีรษะของนกยุคดึกดำบรรพ์ ที่พบบนเกาะเวกา (Vega Island) บริเวณปลายคาบสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งซากฟอสซิลที่ฝังอยู่ในหินก้อนใหญ่นั้นชี้ว่า ต้นตระกูลของนกรุ่นแรก ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคไดโนเสาร์ครองโลก มีอวัยวะเปล่งเสียงที่เรียกว่า syrinx เหมือนกับนกในยุคปัจจุบันไม่ผิดเพี้ยน

นกโบราณดังกล่าวเป็นสัตว์ปีกคล้ายห่านที่มีชื่อว่า Vegavis iaai มันน่าจะเคยใช้ชีวิตร่วมยุคสมัยกับไดโนเสาร์ที่บินไม่ได้ ในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเชียสเมื่อ 66-68 ล้านปีก่อน ในตอนนั้นทวีปแอนตาร์กติกายังคงเป็นป่าในเขตอากาศอบอุ่น โดยมีทะเลตื้น ๆ โอบล้อมป่าแห่งนี้อยู่ ซึ่งเราอาจจะจินตนาการได้ว่า ภูมิทัศน์อันงดงามนี้มีเสียงห่านร้องของ Vegavis iaai ดังก้องอยู่เป็นฉากหลัง

นอกจากข้อมูลดังกล่าวแล้ว การค้นพบครั้งนี้ของดร.คลาร์กและคณะ ยังชี้ให้เห็นว่าอวัยวะเปล่งเสียงของสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ก็สามารถกลายเป็นฟอสซิลได้ อันที่จริงแล้วไดโนเสาร์มีปีกและนกในยุคปัจจุบัน ล้วนวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์จำพวกเทอโรพอด (Theropods) ตั้งแต่ราว 165-150 ล้านปีก่อนในยุคจูราสสิก แต่น่าสงสัยว่าเหตุใดกล่องเสียงของไดโนเสาร์ที่บินไม่ได้ในยุคเดียวกัน อย่างเช่นของทีเร็กซ์ (Tyrannosaurus rex) จึงแทบไม่เหลือให้พบเห็นในทุกวันนี้เลย ?

น่าสงสัยว่าทีเร็กซ์จะมีเสียงคำรามกึกก้องน่ากลัว เหมือนกับที่เราได้ยินในภาพยนตร์ดังหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Roger Harris/SPL/Getty Images

คำบรรยายภาพ, น่าสงสัยว่าทีเร็กซ์จะมีเสียงคำรามกึกก้องน่ากลัว เหมือนกับที่เราได้ยินในภาพยนตร์ดังหรือไม่ ?

ฟอสซิลกล่องเสียงไดโนเสาร์ชิ้นเดียวที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ เป็นของไดโนเสาร์ที่บินไม่ได้ชื่อว่า "พินาโคซอรัส เกรนเจอรี" (Pinacosaurus grangeri) สัตว์มีแผ่นเกราะหุ้มกายเดินสี่ขาและมีหางเหมือนไม้กระบอง ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อราว 80 ล้านปีที่แล้ว มีการขุดพบฟอสซิลกล่องเสียงของมันที่มองโกเลียเมื่อปี 2005 โดยอวัยวะเปล่งเสียงนี้น่าจะมีกลไกการทำงานเหมือนกับ syrinx ของนกยุคปัจจุบัน ผลวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2023 ชี้ว่าพินาโคซอรัส เกรนเจอรี สามารถระเบิดเสียงแผดดังและทำเสียงที่ซับซ้อนเหมือนนกได้ โดยใช้กล่องเสียงของมันปรับเปลี่ยนโทนเสียงได้เหมือนนกแก้ว

ยิ่งดร.คลาร์ก ศึกษาเจาะลึกลงไปถึงกลไกการเปล่งเสียงของนกยุคใหม่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งนำพาให้เข้าใกล้การค้นพบความจริงว่าไดโนเสาร์มีเสียงเป็นอย่างไรกันแน่ "ทุกวันนี้โลกของเรามีนกอยู่หลากหลายระหว่าง 10,000-18,000 ชนิดพันธุ์ แต่น่าประหลาดใจว่ากลับมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเสียงและวิธีการเปล่งเสียงของนกน้อยมาก" ดร.คลาร์กกล่าว ผลวิจัยของเธอทำให้เด็ก ๆ และแฟนภาพยนตร์ทั่วโลกต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าไดโนเสาร์ไม่ได้ร้องคำรามอย่างน่าเกรงกลัว แต่กลับส่งเสียงคูขันคล้ายนกเขา นกพิราบ และนกกระจอกเทศแทน

วิธีส่งเสียงคูขันดัง "จุ๊กกรู๊" ของไดโนเสาร์ คล้ายกับการเปล่งเสียงร้องโดยไม่เปิดปากที่นกยุคใหม่จำนวนมากชอบทำกัน แต่เสียงนี้เกิดจากการทำให้ลำคอพองตัวขึ้น มากกว่าจะเกิดจากการเป่าลมผ่านกล่องเสียงของนกหรือ syrinx ตามปกติ ส่วนจระเข้ซึ่งเป็นญาติที่แยกสายวิวัฒนาการออกจากไดโนเสาร์เมื่อ 240 ล้านปีที่แล้ว ก็ใช้วิธีเปล่งเสียงโดยไม่เปิดปากแบบเดียวกัน ทำให้เกิดเสียงก้องออกมาจากส่วนลึกภายในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้มวลน้ำรอบตัวจระเข้ "เต้นรำ" หรือไหวสะเทือนตามไปด้วย แม้จระเข้จะมีกล่องเสียงที่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่านก แต่มันจะทำเสียงก้องโดยไม่เปิดปากและไม่ใช้กล่องเสียงในบางเวลา เช่นในตอนที่เรียกหาคู่ในฤดูผสมพันธุ์

ดร.คลาร์กกล่าวพร้อมกับหัวเราะขำไปด้วยว่า "หนังจูราสสิกพาร์กเข้าใจเรื่องนี้ผิดหมดเลย การจำลองเสียงไดโนเสาร์ในยุคแรก ๆ ส่วนมากจะได้รับอิทธิพลมาจากเสียงคำรามน่ากลัวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นผู้ล่า อย่างเช่นเสือหรือสิงโต และแม้หนังจูราสสิกพาร์กจะเปลี่ยนมาใช้เสียงของจระเข้กับไดโนเสาร์ตัวใหญ่ แต่กลับวางท่าทางให้พวกมันอ้าปากกว้างขณะส่งเสียงร้องเหมือนสิงโตคำราม ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย ไม่มีสัตว์ผู้ล่าชนิดไหนทำแบบนั้นก่อนเข้าโจมตีและกินเหยื่อ เพราะจะทำให้เหยื่อแตกตื่นหนีไป แถมยังเท่ากับประกาศให้ศัตรูในละแวกนั้นรู้ตัวและเข้ามาแย่งอาหาร"

อันที่จริงดร.คลาร์กเชื่อว่า ไดโนเสาร์ที่บินไม่ได้ส่วนใหญ่น่าจะเปล่งเสียงโดยไม่เปิดปาก แต่มันจะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนรอบลำคอพองตัวขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่แสดงออกเพื่อดึงดูดใจเพศตรงข้าม ในช่วงระหว่างการจับคู่ผสมพันธุ์ แต่อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าไดโนเสาร์จะส่งเสียงร้องแบบเปิดปากในบางสถานการณ์ด้วย เช่นการส่งเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน "พวกมันน่าจะส่งเสียงได้หลายแบบ หากใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมของช่วงปลายยุคจูราสสิกหรือช่วงต้นยุคครีเทเชียส" ดร.คลาร์กกล่าว

แนวคิดข้างต้นยังได้รับการสนับสนุน จากหลักฐานที่ปรากฏในการศึกษาโครงสร้างด้านในของหูไดโนเสาร์ ฟอสซิลกะโหลกศีรษะที่รักษาอวัยวะดังกล่าวเอาไว้ได้ ชี้ว่ามีกระดูกชิ้นบาง ๆ ภายในหูชั้นกลาง ที่ช่วยให้พวกมันได้ยินเสียง ซึ่งก็คือกระดูกโกลน (stapes) นั่นเอง

"ไดโนเสาร์มีกระดูกชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียวในหูชั้นกลาง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยแปลงคลื่นสั่นสะเทือนในอากาศหรือคลื่นเสียง ให้กลายเป็นสัญญาณประสาทที่ถูกส่งเข้าหูชั้นใน และส่งต่อไปยังสมองเพื่อประมวลผลต่อไป" ศาสตราจารย์ ฟิล แมนนิง นักธรรมชาติวิทยาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์กล่าว "แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเรา มีกระดูกในหูชั้นกลาง 3 ชิ้น คือค้อน ทั่ง และโกลน"

Scientists have been able to digitally reconstruct the Parasaurolophus tubes to help figure out what sounds it might have made (Credit: Tom Williamson)

ที่มาของภาพ, Tom Williamson

คำบรรยายภาพ, ภาพที่ได้จากการประกอบโครงสร้างภายในของหงอนไดโนเสาร์ พาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน ขึ้นมาใหม่ด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ว่ามันเปล่งเสียงร้องแบบไหน

หากไม่มีกระดูกโกลนชิ้นนี้แล้ว ไดโนเสาร์อาจได้ยินเพียงเสียงในบางคลื่นความถี่เป็นช่วงแคบ ๆ ภายในขอบเขตที่จำกัดกว่าการได้ยินของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นการพยายามปรับตัวของไดโนเสาร์ เพื่อรับฟังและเปล่งเสียงคลื่นความถี่ต่ำให้ได้ชัดเจนขึ้น "กระดูกโกลนของไดโนเสาร์มักจะมีขนาดใหญ่ โดยกระดูกชิ้นนี้ของทีเร็กซ์เท่ากับก้านไม้ขีดไฟเลยทีเดียว ซึ่งหมายความว่าไดโนเสาร์ตัวใหญ่ปรับจูนการได้ยินของมัน ให้สามารถรับฟังและเปล่งเสียงคลื่นความถี่ต่ำได้ดี" ศ.แมนนิงอธิบาย "ดังนั้นไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์ตัวเล็ก ซึ่งมีกระดูกโกลนเล็กจิ๋วกว่ามาก จะรับฟังและเปล่งเสียงคลื่นความถี่สูงได้ดีกว่า"

ขนาดของท่อในอวัยวะรูปหอยโข่งหรือคอเคลีย (cochlear) ที่อยู่ตรงหูชั้นในของไดโนเสาร์ ยังบ่งชี้ว่าพวกมันสามารถรับฟังเสียงความถี่สูงได้ด้วย "เรารู้ได้จากกายวิภาคของสัตว์ยุคปัจจุบันว่า ยิ่งท่อของคอเคลียยาวมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้ยินเสียงในช่วงที่กว้างขึ้น" ศ.สตีฟ บรูแซตต์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาบรรพชีวินวิทยาและวิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระกล่าว "คอเคลียของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นยาวมาก จนต้องขดไว้เป็นวงเหมือนกับงู เพื่อให้เล็กพอจะบรรจุเข้าหูชั้นในซึ่งมีพื้นที่แคบนิดเดียวได้ แต่ไดโนเสาร์นั้นต่างกัน เพราะบางชนิดมีท่อของคอเคลียที่เหยียดยาวมากทีเดียว"

ไดโนเสาร์นักล่าจำพวกไทแรนโนซอร์ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า "ติมูร์เลนเจีย ยูโอติกา" (Timurlengia euotica) ซึ่งมีการค้นพบฟอสซิลขนาดเท่าม้าของมัน ในทะเลทรายของประเทศอุซเบกิสถาน มีท่อคอเคลียที่ยาวเป็นพิเศษ "แสดงว่ามันสามารถรับฟังเสียงในคลื่นความถี่ต่าง ๆ ได้เป็นช่วงกว้างยิ่งกว่าไดโนเสาร์ทั่วไป" ศ.บรูแซตต์ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่ศึกษาไดโนเสาร์ชนิดนี้ด้วยเครื่องซีทีสแกนกล่าว

นักวิทยาศาสตร์ยังสันนิษฐานว่า ไดโนเสาร์อาจเริ่มปรับตัวให้มีท่อคอเคลียยาว มาตั้งแต่ช่วงต้นสายของวิวัฒนาการในตอนที่ยังเป็นสัตว์เลื้อยคลานโบราณจำพวกอาร์โคซอร์ (Archosaur) เมื่อราว 250 ล้านปีที่แล้ว "ลักษณะของท่อในหูชั้นในที่ยาวเหยียด แสดงถึงความว่องไวในการรับรู้เสียงแหลมที่มีความถี่สูง" รศ.ดร.ภรัต-อัญชัน ภุลลาร์ ภัณฑารักษ์วัตถุทางบรรพชีวินวิทยาที่มีกระดูกสันหลัง ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาพีบอดีแห่งมหาวิทยาลัยเยลกล่าว

ผลการศึกษาวิเคราะห์ช่องหูของอาร์โคซอร์หลายตัวจากภาพสแกนสามมิติ ทำให้รศ.ดร.ภุลลาร์พบว่า "ปัจจัยผลักดันที่เป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งทำให้ไดโนเสาร์มีวิวัฒนาการไปในทิศทางนี้ ก็คือการที่มันเริ่มมีพฤติกรรมเลี้ยงดูลูกอย่างใส่ใจใกล้ชิด ทำให้ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงร้องแหลมสูงของลูกไดโนเสาร์ ที่ใช้ร้องบอกตำแหน่งหรือร้องเรียกพ่อแม่อยู่เสมอ"

รศ.ดร.ภุลลาร์ ยังแสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ลูกไดโนเสาร์จะส่งเสียงร้องจิ๊บ ๆ อยู่ในรัง ไม่ต่างจากลูกนกหรือลูกจระเข้ในยุคปัจจุบัน "มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะอนุมานว่า ลูกไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์ที่บินไม่ได้ ก็ส่งเสียงร้องแหลมเล็กเหมือนลูกนกและลูกจระเข้ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ให้มาคอยดูแลในแบบเดียวกัน แต่ไดโนเสาร์ที่โตเต็มวัยจะสามารถรับรู้เสียงความถี่สูงได้มากน้อยแค่ไหนนั้น เรายังคงไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่ผมจะไม่แปลกใจเลยหากพบว่า ไดโนเสาร์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับนก สามารถจะส่งเสียงร้องแบบต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย"

Parasaurolophus tubicen is thought to have been capable of some loud and imposing calls (Credit: Tom Williamson)

ที่มาของภาพ, Tom Williamson

คำบรรยายภาพ, เชื่อกันว่าพาราซอโรโลฟัส ทูบิเซน สามารถส่งเสียงร้องดังกึกก้องที่สะดุดหูสัตว์อื่นได้ดี

ศ.บรูแซตต์บอกว่า ความสามารถในการได้ยินเสียงหลากหลายรูปแบบนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง เช่นอาจใช้ค้นหาตำแหน่งหรือติดตามเหยื่อ รวมทั้งใช้เฝ้าระวังภัยจากผู้ล่าและภัยคุกคามอื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้ในการสื่อสารเพื่อรวมฝูง เตือนภัย หาคู่ หรือเพื่อข่มขู่ศัตรูด้วย "เรารู้แล้วว่าไทแรนโนซอร์บางชนิดพันธุ์ สามารถเดินทางอพยพเป็นฝูงและออกล่าเป็นกลุ่มได้ ดังนั้นการส่งเสียงร้องเพื่อสื่อสารกันจึงมีความสำคัญมาก"

แม้ไดโนเสาร์จะส่งเสียงร้องได้หลายแบบ แต่ก็ใช่ว่ามนุษย์จะได้ยินเสียงของมันเหมือนกับที่สัตว์อื่นได้ยิน ตัวอย่างเช่นเสียงแผดร้องที่เปล่งออกมาอย่างฉับพลันของจระเข้และนกคาสโซวารีนั้น อยู่ในช่วงความถี่ที่ต่ำเกินไป หรือที่เรียกว่าอินฟราซาวด์ (Infrasound) ซึ่งมนุษย์ไม่อาจได้ยินเสียงดังกล่าวได้ เคยมีรายงานว่าแอลลิเกเตอร์หรือจระเข้ตีนเป็ด ที่อาศัยอยู่ใกล้แหลมคานาเวอรัลซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ขนส่งอวกาศในรัฐฟลอริดา มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงดังกระหึ่มขณะปล่อยกระสวยอวกาศในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยการส่งเสียงอินฟราซาวด์ที่มีความถี่ต่ำเป็นพิเศษออกมา

นอกจากจระเข้แล้ว ช้างก็สามารถใช้เสียงอินฟราซาวด์สื่อสารกันในระยะไกล ส่วนแรดสุมาตราก็ใช้เสียงอินฟราซาวด์ที่คล้ายกับเสียงเพลงดังหวีดหวิวของวาฬ มาเป็น "นกหวีด" ที่สามารถส่งสัญญาณฝ่าทะลุป่าทึบอันเป็นถิ่นที่อาศัยของพวกมันได้ เนื่องจากเสียงความถี่ต่ำนั้นจะเดินทางไปได้ไกล ทั้งในสถานที่โล่งแจ้งและป่าดงดิบที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น ดังนั้นไดโนเสาร์ตัวใหญ่อย่างทีเร็กซ์หรือซอโรพอดยักษ์อย่าง Diplodocus จะมีเสียงทุ้มต่ำกว่าที่เราคิด

ดร.คลาร์กยังกล่าวเสริมว่า "ไดโนเสาร์มีความสัมพันธ์โดยพื้นฐานระหว่างขนาดของร่างกาย กับความถี่ของคลื่นเสียงที่พวกมันเปล่งออกมา สัตว์ตัวเล็กจะร้องเสียงสูงเพราะมีสายเสียงสั้นกว่า เว้นเสียแต่บางตัวจะมีอวัยวะประหลาดมาช่วยปรับเปลี่ยนเสียงดังกล่าว ส่วนสัตว์ตัวใหญ่ยักษ์อย่างไดโนเสาร์ ซึ่งมีขนาดเท่ากับเอาช้าง 4 ตัววางซ้อนกัน จะเปล่งเสียงทุ้มต่ำถึงระดับอินฟราซาวด์ที่คนไม่อาจได้ยินอย่างแน่นอน แต่เราสามารถจะรับรู้สัมผัสจากคลื่นเสียงนี้ได้"

ไดโนเสาร์บางชนิดที่มีคอยาวเกินใคร อย่างเช่นซูเปอร์ซอรัส (Supersaurus) ที่มีคอยาวถึง 28 เมตร อาจประสบปัญหาด้านการได้ยินและการสื่อสารได้ เพราะสัญญาณประสาทจากสมองซึ่งส่งไปบังคับกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องให้เปล่งเสียงร้อง เกิดการ "ดีเลย์" หรือเดินทางล่าช้า เพราะต้องใช้เวลาเคลื่อนผ่านลำคอยาวหลายสิบเมตร จนอาจส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือได้ไม่ทันการณ์เมื่อมีภัยมา

ด้วยเหตุนี้นักบรรพชีวินวิทยาบางคนจึงเชื่อว่า ไดโนเสาร์ขนาดยักษ์อาจสื่อสารกันภายในฝูง โดยพึ่งพาการสัมผัสจับต้องเป็นหลักมากกว่าการส่งเสียงร้อง ตัวอย่างเช่นซูเปอร์ซอรัสนั้นจะมีหางยาวเป็นพิเศษ ซึ่งพวกมันจะใช้หางแตะตัวเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ขณะอพยพเป็นฝูง โดยทุกตัวจะเดินเบียดชิดกันแน่นไปตลอดทาง

การสร้างเสียงของไดโนเสาร์สำหรับภาพยนตร์และสารคดีทางโทรทัศน์นั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงสำหรับผู้ผลิตสื่อทุกชนิด ซึ่งสารคดีชุดตอนใหม่ของบีบีซี Walking With Dinosaurs ได้เลือกใช้แนวทางในการสร้างเทคนิคพิเศษต่างจากของภาพยนตร์จูราสสิกพาร์ก ซึ่งกำหนดให้ไดโนเสาร์ส่งเสียงคำรามดุร้าย

เจย์ พละมุรุกัน ผู้ช่วยผู้ผลิตสารคดีดังกล่าวบอกว่า "เราอาศัยพึ่งพาเทคนิคและกระบวนการที่เรียกว่า phylogenetic bracketing เป็นอย่างมาก มันคือการตรวจสอบลักษณะของสัตว์ยุคปัจจุบันที่สืบเชื้อสายมาจากสัตว์โบราณ เพื่อพิจารณาว่าญาติของมันในยุคบรรพกาลควรจะมีลักษณะเป็นเช่นไร ในกรณีของไดโนเสาร์ เราได้พิจารณาลักษณะต่าง ๆ รวมทั้งเสียงของนกและจระเข้ เพื่อดูว่าเสียงแบบใดบ้างที่สัตว์ทั้งสองชนิดมีเหมือนกัน เช่นเสียงขู่ฟ่อ เสียงครางทุ้มต่ำในลำคอ และเสียงคำรามดังกระหึ่ม หากสัตว์ทั้งสองชนิดสามารถส่งเสียงแบบเดียวกัน มันก็เป็นไปได้ว่าไดโนเสาร์สามารถทำเสียงเช่นนั้นได้ด้วย"

สารคดี Walking With Dinosaurs เริ่มออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. นี้ ทางช่อง BBC One และสามารถรับชมทุกตอนทางออนไลน์ได้ทาง BBC iPlayer