นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนา เหตุใดจึงมีสุสานไดโนเสาร์นับพันตัวที่ "แม่น้ำมรณะ" ของแคนาดา

A giant dinosaur toe bone on the banks of a steep rocky river verge in Canada.

ที่มาของภาพ, Kevin Church / BBC

คำบรรยายภาพ, การขุดค้นซากกระดูกไดโนเสาร์ที่ลำธาร Pipestone Creek
    • Author, รีเบกกา มอเรลล์ และ อลิสัน ฟรานซิส
    • Role, บรรณาธิการและผู้สื่อข่าวอาวุโส ข่าววิทยาศาสตร์
    • Reporting from, อัลเบอร์ตา, แคนาดา

ทีมนักบรรพชีวินวิทยาของแคนาดา ค้นพบสุสานขนาดใหญ่ของไดโนเสาร์หลายพันตัว ซ่อนอยู่ใต้เนินเขาที่อุดมไปด้วยแมกไม้เขียวขจีของรัฐอัลเบอร์ตา ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โดยเบื้องต้นคาดว่าไดโนเสาร์เคราะห์ร้ายฝูงใหญ่นี้ ต้องตายลงทั้งหมดในพริบตาด้วยภัยธรรมชาติ เมื่อราว 72 ล้านปีก่อน

บริเวณที่มีการค้นพบสุสานไดโนเสาร์ดังกล่าว คือลำธาร "ไปป์สโตนครีก" (Pipestone Creek) ซึ่งตอนนี้ถูกตั้งฉายาว่า "แม่น้ำมรณะ" ตามเหตุโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นกับฝูงพาคีไรโนซอรัส (Pachyrhinosaurus) ที่ทิ้งซากฟอสซิลกระดูกจำนวนมหาศาลนับหมื่นชิ้นเอาไว้ตรงนั้น

การขุดค้นเริ่มต้นด้วยการใช้ค้อนทุบหิน (sledgehammer) ทุบทำลายชิ้นหินหนาด้านบนอย่างสุดกำลัง เพื่อให้มันแตกออกและเผยให้เห็นซากฟอสซิลที่อยู่ด้านล่าง โดยศาสตราจารย์ เอมิลี แบมฟอร์ธ ผู้นำทีมขุดค้นเรียกซากฟอสซิลอันล้ำค่านี้ว่า "ทองคำยุคบรรพกาล"

เมื่อพบซากฟอสซิลแล้ว ทีมขุดค้นจะเริ่มทำความสะอาดอย่างเบามือ เพื่อเอาเศษดินและฝุ่นละอองที่ติดอยู่ออก จนชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ "กระดูกชิ้นใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาตรงนี้ คาดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสะโพก" ศ.แบมฟอร์ธกล่าว ซึ่งในขณะที่เธอและทีมขุดค้นกำลังทำงานอยู่นั้น "แอสเตอร์" สุนัขเพศเมียของ ศ.แบมฟอร์ธ จะรับหน้าที่เฝ้าระวังภัยจากหมีในป่าให้กับมนุษย์ โดยมันจะเห่าเตือนเสียงดังหากเห็นสัตว์ร้ายเข้ามาใกล้

A hip bone of a Pachyrhinosaur is shown fossilised in stone in Pipestone Creek.

ที่มาของภาพ, Kevin Church / BBC

คำบรรยายภาพ, กระดูกสะโพกของพาคีไรโนซอรัส เป็นหนึ่งในฟอสซิลหลายพันชิ้นที่ขุดพบบริเวณลำธาร Pipestone Creek

"กองกระดูกตรงนี้ คือกระดูกซี่โครงชิ้นยาวเรียวทั้งหมดที่เราขุดพบ ส่วนอันนี้น่าสนใจมาก คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งกระดูกหัวแม่เท้า ส่วนอันนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นชิ้นส่วนไหน" ศ.แบมฟอร์ธกล่าว "นี่คือตัวอย่างฟอสซิลอันน่าทึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในปริศนาลึกลับแห่งลำธารไปป์สโตนครีก"

ทีมข่าวบีบีซีได้มีโอกาสติดตามไปชมการทำงานของเหล่านักบรรพชีวินวิทยา รวมทั้งได้บันทึกภาพและเรื่องราวของการไขปริศนายุคบรรพกาล เพื่อถ่ายทำเป็นสารคดีตอนใหม่ในซีรีส์ "เดินไปกับไดโนเสาร์" (Walking With Dinosaurs) ซึ่งใช้เทคนิคพิเศษสร้างภาพชีวิตยุคบรรพกาลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อจำลองเรื่องราวในอดีตของพาคีไรโนซอรัสฝูงใหญ่นี้

Prof Bamforth's dog, Aster, sits next to her on rocks as she strokes the dog's head, with people digging for fossils in the background.

ที่มาของภาพ, Kevin Church/BBC News

คำบรรยายภาพ, หมาน้อย "แอสเตอร์" ของ ศ.แบมฟอร์ธ รับหน้าที่เฝ้าระวังภัยจากหมีในป่า ให้กับทีมขุดค้นซากฟอสซิล

พาคีไรโนซอรัสเป็นไดโนเสาร์กินพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส และเป็นญาติใกล้ชิดกับไดโนเสาร์สามเขา "ไทรเซราทอปส์" (Triceratops) พาคีไรโนซอรัสมีลำตัวยาว 5 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 2 ตัน มันมีศีรษะใหญ่และมีแผงคอที่มีกระดูกอยู่ภายใน นอกจากนี้มันยังมีสามเขาเหมือนไทรเซราทอปส์ แต่มีสันจมูกนูนเป็นโหนกใหญ่ที่เรียกว่า boss อีกด้วย

ฤดูกาลขุดค้นซากฟอสซิลในสถานที่แห่งนี้ เริ่มขึ้นในช่วงอากาศอบอุ่นปลายฤดูใบไม้ผลิ ไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วงของแต่ละปี โดยที่ผ่านมานักบรรพชีวินวิทยาพบว่า พื้นที่ที่พวกเขากำลังขุดค้นนั้นมีซากฟอสซิลฝังอยู่หนาแน่นมาก โดย ศ.แบมฟอร์ธคาดว่า อาจมีกระดูกไดโนเสาร์ถึง 300 ชิ้น ในทุกหนึ่งตารางเมตรเลยทีเดียว

ในตอนแรกพวกเขาเริ่มขุดค้นในพื้นที่กว้างเท่าสนามเทนนิส แต่ในเวลาต่อมากลับพบว่า สุสานไดโนเสาร์แห่งนี้กว้างใหญ่กว่าที่คาดไว้อย่างเหลือเชื่อ โดยปัจจุบันพื้นที่ขุดค้นได้ขยายออกไปไกลกว่าเดิมถึง 1 กิโลเมตร จนไปจรดกับบริเวณเชิงเขาที่ไกลจากลำธารแล้ว

"ความหนาแน่นของซากฟอสซิล ทำให้เราต้องตะลึงจนอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว เราเชื่อว่านี่คือแหล่งฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคอเมริกาเหนือ" ศ.แบมฟอร์ธ กล่าว "กว่าครึ่งของไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์ต่าง ๆ ที่ถูกค้นพบจากทั่วทุกมุมโลก นักวิทยาศาสตร์สามารถจะระบุถึงตัวตนของมันได้ จากการวิเคราะห์กระดูกที่พบเพียงชิ้นเดียว ส่วนในกรณีของเรานั้น ได้พบกระดูกของพาคีไรโนซอรัสจำนวนมหาศาลที่นี่"

A top shot of researchers digging for fossils among rocks at a mass grave in a creek in Alberta, Canada.

ที่มาของภาพ, Kevin Church/BBC News

คำบรรยายภาพ, ทีมนักบรรพชีวินวิทยาบอกว่า ลำธาร Pipestone Creek ยังคงมีความลับอีกมากที่รอการค้นพบ

ทีมนักบรรพชีวินวิทยาภายใต้การนำของ ศ.แบมฟอร์ธ เชื่อว่าพาคีไรโนซอรัสที่เคราะห์ร้ายฝูงนี้ กำลังอพยพกลับขึ้นมาจากทางตอนใต้ของรัฐอัลเบอร์ตา เพื่อคืนสู่ถิ่นฐานทางตอนเหนือ หลังจากการอพยพหนีหนาวสิ้นสุดลงและถิ่นฐานเดิมทางตอนเหนือเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน

แหล่งที่อยู่อาศัยของพาคีไรโนซอรัสในยุคบรรพกาลนั้น คาดว่ามีภูมิอากาศอบอุ่นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยน่าจะมีพืชพรรณที่เป็นอาหารของมันขึ้นอยู่เต็มอย่างอุดมสมบูรณ์ "นี่คือฝูงหนึ่งของไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์เดียว ที่ดำรงอยู่ในชั่วขณะสั้น ๆ ของกาลเวลา แต่มันก็เป็นกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษาวิจัยที่มีขนาดใหญ่มาก แทบจะไม่เคยมีการค้นพบแบบนี้มาก่อน ในบันทึกสถิติการค้นพบฟอสซิล" ศ.แบมฟอร์ธกล่าว

A computer generated image showing a brown Pachyrhinosaur with its sharp mouth open, horns on its head, with others behind it eating vegetation.

ที่มาของภาพ, Walking with Dinosaurs/BBC Studios

คำบรรยายภาพ, ภาพจำลองที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นว่า พาคีไรโนซอรัสมีเขาเล็ก ๆ ที่หน้าผากคล้ายยูนิคอร์น

ไดโนเสาร์ตัวใหญ่ให้ร่องรอยหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดาเมื่อหลายสิบล้านปีก่อน ไม่ได้มีเพียงพาคีไรโนซอรัสเป็นไดโนเสาร์ชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น แต่ยังมีไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์อื่นที่ตัวใหญ่ยักษ์กว่า ดำรงชีวิตและเที่ยวหากินในระบบนิเวศเดียวกันด้วย

ห่างออกไปจากลำธารไปป์สโตนครีกโดยใช้เวลาขับรถนาน 2 ชั่วโมง ทีมข่าวบีบีซีได้เดินทางมาถึง "เดดฟอลฮิลส์" (Deadfall Hills) หรือ "ผามรณะ" ซึ่งมีแหล่งฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ที่เข้าถึงได้ยากลำบาก เพราะต้องไต่เขาบุกฝ่าป่ารกทึบและลุยข้ามลำธารที่กระแสน้ำไหลเชี่ยว รวมทั้งปีนป่ายข้ามก้อนหินลื่น แม้กระทั่งหมาน้อย "แอสเตอร์" ของ ศ.แบมฟอร์ธ ยังต้องสวมรองเท้าเพื่อบุกฝ่าพื้นที่ทุรกันดารนี้เช่นกัน

ทว่าการเก็บซากฟอสซิลจากสถานที่แห่งนี้นั้นง่ายดาย ไม่ต้องออกแรงขุดค้นลงไปในชั้นหินหนาเหมือนที่ไปป์สโตนครีก เพราะมีลำธารช่วยกัดเซาะชะล้างชั้นหิน จนชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์หลุดออกมากระจายอยู่เต็มที่ริมฝั่งน้ำ ในตอนที่ทีมข่าวบีบีซีไปเยือน นักบรรพชีวินวิทยาสังเกตเห็นกระดูกสันหลังชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งในทันที นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนซี่โครงและฟันกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นโคลน

A large toe bone on the banks of a river snaking around a steep rocky verge, lined with pine trees, where researchers are digging through the riverbanks for dinosaur fossils.

ที่มาของภาพ, Kevin Church/BBC News

คำบรรยายภาพ, กระดูกหัวแม่เท้าชิ้นนี้ ถูกพบที่ Deadfall Hills หรือ "ผามรณะ" แหล่งที่อยู่อาศัยของเอ็ดมอนโตซอรัส

แจ็กสัน สวีเดอร์ หนึ่งในทีมนักบรรพชีวินวิทยาของ ศ.แบมฟอร์ธ ให้ความสนใจกับกะโหลกศีรษะขนาดยักษ์ชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ "ฟอสซิลกระดูกส่วนใหญ่ที่เราพบในบริเวณนี้ เป็นของไดโนเสาร์ปากเป็ดที่เรียกว่าเอ็ดมอนโตซอรัส (Edmontosaurus) หากชิ้นส่วนนี้เป็นกะโหลกศีรษะจริง มันจะมีลำตัวใหญ่ยักษ์ได้ถึง 10 เมตรเลยทีเดียว"

เอ็ดมอนโตซอรัสเป็นไดโนเสาร์กินพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งเดียวกับถิ่นฐานของพาคีไรโนซอรัส โดยการศึกษาความเป็นอยู่ของพวกมันในยุคบรรพกาล จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นเบาะแส เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในอดีตของพาคีไรโนซอรัสได้ด้วย

เมื่อได้พบและเก็บชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์แล้ว สวีเดอร์จะนำมันไปยังพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟิลิป เจ. คูร์รี (Philip J Currie Dinosaur Museum) ที่เขาทำงานเป็นผู้จัดการคลังสะสมฟอสซิลอยู่ เพื่อทำความสะอาดและศึกษาวิเคราะห์เพิ่มเติม ในตอนนี้เขากำลังทุ่มเทศึกษากะโหลกของพาคีไรโนซอรัส ที่มีความยาวถึง 1.5 เมตร โดยเขาตั้งชื่อเล่นให้มันว่า "บิ๊กแซม" (Big Sam)

A man in a blue chequered shirt studies a giant bone in a museum workshop.

ที่มาของภาพ, Kevin Church/BBC News

คำบรรยายภาพ, แจ็กสัน สวีเดอร์ กำลังตรวจสอบฟอสซิลกะโหลกศีรษะขนาดยักษ์ของ "บิ๊กแซม" พาคีไรโนซอรัสอีกตัวหนึ่ง

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมนักบรรพชีวินวิทยาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เก็บสะสมฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์จากสถานที่ทั้งสองแห่งได้ถึงกว่า 8,000 ชิ้นแล้ว จนมีกระดูกของพาคีไรโนซอรัสทุกขนาดและทุกวัย เรียงรายอยู่ทั่วพื้นของห้องปฏิบัติการเต็มไปหมด ทว่าการที่สามารถค้นพบฟอสซิลของไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์หนึ่งเป็นจำนวนมาก ก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นถึงข้อมูลทางชีววิทยาของมัน ทั้งการเจริญเติบโตและลักษณะของสังคมในฝูง

ภัยพิบัติที่มาเยือนอย่างกะทันหัน

A computer generated image showing a brown baby Pachyrhinosaur with its sharp mouth open, horns on its head, rubbing its head against an adult one, the image taken from the side.

ที่มาของภาพ, Walking with Dinosaurs/BBC Studios

คำบรรยายภาพ, พาคีไรโนซอรัสฝูงใหญ่ที่มีสมาชิกหลายพันตัว ต้องตายลงทั้งหมดในพริบตาด้วยภัยธรรมชาติ

ศ.แบมฟอร์ธตอบเรื่องข้อสงสัยที่เป็นปริศนา เกี่ยวกับการตายหมู่ของพาคีไรโนซอรัสฝูงนี้ว่า "เราเชื่อว่าฝูงไดโนเสาร์อพยพได้เจอเข้ากับภัยพิบัติใหญ่หลวงอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุให้พวกมันต้องตายลงทั้งฝูง หรือต้องสูญเสียสมาชิกส่วนใหญ่ของฝูงไปเป็นจำนวนมากในคราวเดียว"

ร่องรอยหลักฐานที่พบ ชี้ว่าน่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก อย่างเช่นน้ำท่วมที่เกิดหลังมีพายุใหญ่บนภูเขา ทำให้เกิดกระแสน้ำไหลบ่าที่ถอนรากถอนโคนต้นไม้ใหญ่ และพัดพาเอาหินก้อนยักษ์ลงมาด้วย ซึ่งเหตุร้ายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้ฝูงพาคีไรโนซอรัสแทบจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลย

"สัตว์พวกนี้เคลื่อนที่ได้ช้าและวิ่งหนีภัยอย่างรวดเร็วแทบจะไม่ได้ เพราะนอกจากจะอยู่รวมกันเป็นฝูงอย่างแน่นขนัดแล้ว ส่วนหัวของมันยังหนักมาก ซ้ำยังว่ายน้ำไม่เก่งอีกด้วย" ศ.แบมฟอร์ธอธิบาย

A wave can be seen in a rock found from the creek.

ที่มาของภาพ, Kevin Church/BBC News

คำบรรยายภาพ, เนื้อหินในลำธารยังคงมีร่องรอยของดินตะกอน ที่ถูกกระแสน้ำป่าพัดพามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ทีมวิจัยยังพบหลักฐานจากเนื้อหินในลำธารหลายก้อน ซึ่งยังคงมีร่องรอยของดินตะกอน ที่ถูกกระแสน้ำป่าพัดพามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนปรากฏเป็นลวดลายของกระแสคลื่นปั่นป่วน เหลือทิ้งไว้ในชั้นหินโบราณที่ถูกลำธารยุคปัจจุบันกัดเซาะจนหลุดออกมา

ศ.แบมฟอร์ธกล่าวทิ้งท้ายว่า "ทุกครั้งที่เรามาที่นี่ เรามั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะพบฟอสซิลกระดูกชิ้นใหม่ ๆ อย่างแน่นอน และทุกปีเราจะค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เกี่ยวกับไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์นี้เสมอ นั่นคือเหตุผลที่เราหวนกลับมาขุดค้นอีกเรื่อย ๆ เพราะเรายังคงค้นพบสิ่งใหม่ในทุกครั้ง"

สารคดี Walking With Dinosaurs จะเริ่มออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. นี้ ทางช่อง BBC One และสามารถรับชมทุกตอนทางออนไลน์ได้ทาง BBC iPlayer

Before disaster struck, the Pachyrhinosaurus are thought to have been migrating, as shown in this computerised image with numerous brown animals crossing a wide rock ledge with sun and clouds casting a moody light on the surrounding lush green mountains.

ที่มาของภาพ, Walking With Dinosaurs/BBC Studios

คำบรรยายภาพ, ภาพจำลองชั่วขณะก่อนวินาทีมรณะ ฝูงพาคีไรโนซอรัสน่าจะกำลังอพยพผ่านมาในเส้นทางของน้ำป่าพอดี