อุโมงค์ยักษ์ทำงานคุ้มงบหลายหมื่นล้านหรือไม่ ในวันที่น้ำท่วม กทม. หนัก

ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

น้ำท่วมปี 2565 สูงจนต้องใช้เรือสัญจร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, น้ำท่วมปี 2565 สูงจนต้องใช้เรือสัญจร

อุโมงค์ยักษ์ ที่เคยเป็นความหวังของคนกรุงเทพฯ ทำงานได้เต็มที่หรือไม่ ในช่วงที่คน กทม. เผชิญน้ำท่วมและน้ำรอการระบายแบบรายวัน นับแต่สัปดาห์ที่แล้ว กับคำถามที่คนสงสัยว่า งบประมาณหลายหมื่นล้านที่ทุ่มไปกับโครงการอุโมงค์ ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่

วันที่ 15 ก.พ. 2554 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นประธานเปิดอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำแห่งแรกของ กทม. พระรามเก้า-รามคำแหง เพื่อระบายน้ำช่วงคลองแสนแสบถึงคลองลาดพร้าว

“อุโมงค์ยักษ์ 4 แห่ง จะทำให้ กทม. มีศักยภาพในการระบายน้ำเพิ่มอีกมหาศาล” ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ กล่าว

“ระบายน้ำออกจากสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 4 สระในเวลาไม่ถึง 1 วินาที”

ผ่านมา 11 ปี ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเปิดใช้อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำแล้ว 4 แห่ง รวมมีประสิทธิภาพการระบายน้ำรวม 195 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง แต่ก็เกิดคำถามมาเสมอว่า ทำไมปัญหาน้ำท่วมดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกปี แม้ กทม. มีอุโมงค์ยักษ์เพิ่มขึ้น

นายสมศักดิ์ มีอุดมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ บอกกับบีบีซีไทยว่า อุโมงค์ยักษ์เป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งของการรับมือฝนตกหนักและน้ำรอระบายสูง

“มันไม่ใช่ว่ามีอุโมงค์ (ยักษ์) ระบายน้ำแล้ว จะระบายได้ทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ มันระบายได้เพียงบางพื้นที่”

นายสมศักดิ์ยืนยันว่า “อุโมงค์ยักษ์ทั้ง 4 แห่ง ตอนนี้ เปิดใช้งานเต็มกำลัง ตลอด 24 ชั่วโมง” นับแต่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศ “4 วันอันตราย” ให้ทุกภาคส่วนรับมือสถานการณ์น้ำ 9-12 ก.ย. และยังเดินหน้าระบายน้ำต่อ หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ฝนจะตกหนักต่อไปอีกตลอดสัปดาห์นี้ถึงวันที่ 17 ก.ย.

“บางสถานีมีเครื่องสูบน้ำเสียบ้าง เพราะเดินเครื่องไม่ได้พักเลย เราก็ทยอยซ่อมและนำมาสลับสับเปลี่ยน เพราะต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองให้เร็ว เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ฝนจะตกอีกในช่วงไม่กี่วันนี้” นายสมศักดิ์ บอกกับบีบีซีไทย

ท้ายสุด ผ่านมา 11 ปี นับแต่มหาอุทกภัยปี 2554 ที่อุโมงค์ยักษ์เปิดใช้ แต่ “น้ำมาไม่ถึง” จนถึงปี 2565 ที่ กทม. มีอุโมงค์ยักษ์ถึง 4 แห่ง กับการทุ่มงบประมาณเกือบ 7 หมื่นล้านบาทป้องกันเมืองหลวงไทยจมน้ำ แล้วทางออกของปัญหาน้ำที่เรื้อรังอยู่ตรงไหน บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ ดังนี้

ระบบระบายน้ำของ กทม. ในปัจจุบัน

อ้างอิงงบประมาณสำนักระบายน้ำระหว่างปี 2552-2564 หรือช่วง 13 ปีที่ผ่านมา กทม. ลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วมและระบบบริหารจัดการน้ำเป็นเงินสูงถึง 68,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ระบบ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ดังนี้

  • ระบบป้องกันน้ำท่วม ด้วยการสร้างคันป้องกันน้ำท่วมปิดล้อมพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำหลากและน้ำทะเลหนุนสูง อาทิ คันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และคันกั้นน้ำฝั่งตะวันออก
  • ระบบระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังเนื่องจากน้ำฝน ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ แก้มลิง สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ และคูคลอง
ชาวเขตลาดกระบังยังเผชิญน้ำรอการระบายสูง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ชาวเขตลาดกระบังยังเผชิญน้ำรอการระบายสูง

ตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2565 ในส่วนที่สำนักการระบายน้ำรับผิดชอบ ระบุว่า ขีดความสามารถในปัจจุบันของระบบระบายน้ำ รองรับปริมาณฝนตกสะสมรวมได้ไม่เกิน 78 มิลลิเมตรใน 1 วัน (ใน 1 วันเฉลี่ยฝนตกประมาณ 3 ชั่วโมง) หรือแปลงเป็นความเข้มข้นของฝนไม่เกิน 58.7 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น โดยระบบระบายน้ำในปัจจุบัน มีดังนี้

  • คู คลองระบายน้ำ จำนวน 1,980 คลอง ความยาวรวมประมาณ 2,743 กิโลเมตร
  • ท่อระบายน้ำ ความยาวประมาณ 6,564 กิโลเมตร แบ่งเป็นถนนสายหลัก 2,050 กิโลเมตร และในตรอก ซอย ประมาณ 4,514 กิโลเมตร
  • สถานีสูบน้ำ ประตูระบายย้ำ บ่อสูบน้ำ เพื่อระบายน้ำท่วมขังออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีสถานีสูบน้ำ 190 แห่ง ประตูระบายน้ำ 244 แห่ง และบ่อสูบน้ำ 316 แห่ง
  • อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “อุโมงค์ยักษ์” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปัจุบัน ดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์แล้ว 4 แห่ง ความยาวรวม 19.37 กิโลเมตร และมีประสิทธิภาพการระบายน้ำรวม 195 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และตอนนี้ กำลังดำเนินการก่อสร้างอีก 4 แห่ง และรอจัดสรรงบประมาณอีก 2 แห่ง

บทบาทอุโมงค์ยักษ์

อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำเคยเป็นความหวังของชาว กทม. ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำรอการระบายเรื้อรังได้ โดยอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 ถือเป็นอุโมงค์ยักษ์แห่งแรกของคนกรุง เปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2554 ก่อนเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปีเดียวกัน

สำนักการระบายน้ำ / Team Group

ที่มาของภาพ, สำนักการระบายน้ำ / Team Group

คำบรรยายภาพ, โครงการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์บึงหนองบอน

อุโมงค์ระบายน้ำที่เป็นอุโมงค์ยักษ์ จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 3 เมตร ทำให้ขีดความสามารถในการระบายน้ำเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าทวี ยกตัวอย่าง อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าวสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระบายน้ำได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่อุโมงค์ระบบระบายน้ำพื้นที่เขตพญาไท ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.4 เมตร ระบายน้ำได้ 4.50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น

ปัจจุบัน อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำที่สร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานใน กทม. มีอยู่ 4 แห่ง คือ

  • อุโมงค์ระบายน้ำประชาราษฎร์ สาย 2 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3.50 ตารางกิโลเมตร มีขีดความสามารถในการระบายน้ำ 30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบายน้ำริมคลองเปรมประชากรเขตบางซื่อ จตุจักร หลักสี่ และดอนเมือง
  • อุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสันลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26 ตารางกิโลเมตร มีขีดความสามารถในการระบายน้ำ 45 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เพื่อระบายน้ำในพื้นที่เขตวัฒนา ปทุมวัน ราชเทวี พญาไท ห้วยขวาง และดินแดง
  • อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร มีขีดความสามารถในการระบายน้ำ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อระบายน้ำในพื้นที่เขตห้วยขวาง บางกะปิ บึงกุ่ม วัฒนา วังทองหลาง และลาดพร้าว
  • อุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ ครอบคลุมพื้นที่ 56 ตารางกิโลเมตร มีขีดความสามารถในการระบายน้ำ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่เขตห้วยขวาง ดินแดง พญาไท จตุจักร ลาดพร้าว วังทองหลาง บางซื่อ และดุสิต

กรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่มอีก 6 แห่ง ความยาวรวม 39.625 กิโลเมตร และมีประสิทธิภาพระบายน้ำรวม 238 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 แห่ง และอยู่ระหว่างจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2566 อีก 2 แห่ง รวมงบประมาณกว่า 26,580.865 ล้านบาท

สำนักการระบายน้ำ

ที่มาของภาพ, สำนักการระบายน้ำ

ดังนั้น หากสร้างอุโมงค์ยักษ์แล้วเสร็จทั้ง 10 แห่ง หมายความว่าประสิทธิภาพการระบายน้ำของอุโมงค์ยักษ์จะอยู่ที่ 433 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เลยทีเดียว

น้ำไปไม่ถึงก็ไม่มีประโยชน์

แม้อุโมงค์ยักษ์สร้างเสร็จครบ 10 แห่ง แต่หากน้ำไปไม่ถึงก็อาจยังไม่ตอบโจทย์

ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. อธิบายถึงเรื่องนี้ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ว่า “อุโมงค์ยักษ์ก็เหมือนทางด่วนน้ำ น้ำต้องไปถึงทางด่วนก่อน”

ยกตัวอย่าง โครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามแผนในเดือน พ.ค. 2565 ส่งผลให้ น้ำจากเขตประเวศ สวนหลวง ลาดกระบัง เข้ามาอุโมงค์นี้ไม่ได้ ทำให้ระบายน้ำได้ค่อนข้างช้า

ดังนั้น หากโครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนเสร็จตามกำหนดตั้งแต่ช่วงกลางปี สถานการณ์ในเขตลาดกระบัง จะไม่หนักหน่วงดังที่เห็นในเวลานี้ ที่น้ำรอการระบายยังท่วมสูงนานหลายวันแล้ว

“อุโมงค์ยักษ์ก็เหมือนทางด่วนน้ำ น้ำต้องไปถึงทางด่วนก่อน”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, “อุโมงค์ยักษ์ก็เหมือนทางด่วนน้ำ น้ำต้องไปถึงทางด่วนก่อน”

ด้าน ผอ.สำนักระบายน้ำ อธิบายว่า จะพึ่งแต่อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับปรุงระบบระบายน้ำในส่วนอื่น ๆ ด้วย 

“ต้องเพิ่มศักยภาพของส่วนอื่นในแต่ละพื้นที่ ที่ยังมีไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มเข้าไป ปรับปรุงให้ทำงานได้ดีขึ้น”

คำกล่าวของนายสมศักดิ์ สอดคล้องกับงบประมาณลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ซึ่งบีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า ช่วงปี 2558-2565 มีโครงการเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมถึง 212 โครงการ รวมงบประมาณกว่า 68,000 ล้านบาท โดยโครงการที่ใช้งบประมาณเกิน 100 ล้านบาท มีดังนี้

  • โครงการระบบระบายน้ำบริเวณถนน งบประมาณ กว่า 600 ล้านบาท
  • โครงการบริหารจัดการอุโมงค์ระบายน้ำ งบประมาณ 590 ล้านบาท
  • โครงการทำความสะอาดท่อระบายน้ำ งบประมาณ 494 ล้านบาท
  • โครงการบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน งบประมาณ 355 ล้านบาท
  • โครงการประตูระบายน้ำ งบประมาณ 308 ล้านบาท
  • โครงการปรับปรุงรางระบายน้ำ งบประมาณ 227 ล้านบาท
  • โครงการบ่อสูบน้ำ งบประมาณ 222 ล้านบาท
  • โครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำ งบประมาณ 196 ล้านบาท
  • โครงการบำรุงรักษาศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร งบประมาณ 149 ล้านบาท
  • โครงการท่อส่งน้ำ (Column Pipe) งบประมาณ 109 ล้านบาท
.

ที่มาของภาพ, .

อีกปัจจัยหนึ่งที่ภาครัฐกำลังเร่งสร้างความตระหนักรู้ คือความร่วมมือของภาคประชาชน ไม่ทิ้งขยะเล็กใหญ่ลงคลองต่าง ๆ เพราะทำให้การระบายน้ำติดขัด เพราะหากดูตัวอย่างในปี 2554 ที่อุโมงค์ยักษ์เริ่มเปิดใช้แล้ว แต่ไม่มีส่วนช่วยระบายน้ำได้เท่าที่ควร เพราะน้ำมาไม่ถึงอุโมงค์ เป็นผลจากท่อระบายน้ำและคูคลองเต็มไปด้วยขยะและสิ่งกีดขวาง

ความเห็นชัชชาติต่ออุโมงค์ยักษ์

วานนี้ (12 ก.ย.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้แถลงความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือฝนตกหนัก แต่กำลังระบายน้ำไม่เพียงพอ

นายชัชชาติยังระบุว่า อุโมงค์ระบายน้ำยังไม่ตอบโจทย์ เพราะฝนตกหลายพื้นที่ และน้ำไปไม่ถึงอุโมงค์ สิ่งสำคัญในเวลานี้ คือการลำเลียงน้ำไปถึงอุโมงค์ จึงอาจต้องหันมาดำเนินการพัฒนาคลองให้มีศักยภาพรับน้ำได้ดีขึ้น

ผู้ว่าฯ กทม. เคยแสดงความเห็นเมื่อปลายเดือน ก.ค. 2565 ว่า กทม. ทุ่มงบประมาณหลายหมื่นล้านไปกับโครงการขนาดใหญ่อย่างอุโมงค์ระบายน้ำ แต่มองข้าม “เส้นเลือดฝอย” อย่างแม่น้ำลำคลองไป

มองข้าม "เส้นเลือดฝอย" มาโดยตลอด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, มองข้าม "เส้นเลือดฝอย" มาโดยตลอด

ดังนั้น ภายใต้การบริหารงานของนายชัชชาติ กทม. จะดูแลเส้นเลือดฝอยให้เข้มแข็ง ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพคลอง ดังนี้

  • จะมุ่งเน้นการขุดลอกคลองที่มีความตื้นเขินให้ลึกขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำ ยกตัวอย่างคลองลาดพร้าวซึ่งได้ร่วมกับทางกองทัพภาคที่ 1 ขุดลอกคูคลอง
  • จะเป็นการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมหรือเขื่อนริมคลอง ซึ่งที่ผ่านมาหากไม่มีแนวป้องกันน้ำท่วมจะเกิดปัญหาน้ำกัดเซาะริมคลอง ทำให้ตะกอนดินจากการกัดเซาะทำให้คลองตื้นเขิน

นายวิศณุ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เห็นปัญหาแล้วว่ามีที่มาอย่างไร การแก้ไขสามารถทำได้ แต่อาจจะไม่ทันใจจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างของราชการ แต่สิ่งที่ได้ทดแทนมาคือความโปร่งใสในโครงการ

“ในอนาคตอันใกล้กรุงเทพมหานครมีแผนที่จะสร้างอุโมงค์ย่อยเพื่อรองรับน้ำมายังอุโมงค์ยักษ์เพิ่มเติม หากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ คือการสร้างทางขึ้นทางด่วนเพิ่มเติมนั่นเอง” นายวิศณุ กล่าว