สุเทพ เทือกสุบรรณ “พ้นเคราะห์” หลังศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง คดีทุจริตก่อสร้างโรงพักทดแทน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 6 คน ปิดฉากคดีทุจริตฮั้วก่อสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจ 396 หาง มูลค่ากว่า 5.8 พันล้านบาท หลังต่อสู้คดีมาเกือบ 10 ปี
วันนี้ (20 ก.ย.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อม.22/2565
คดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 6 คน ในความผิดฐานร่วมกันกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (โรงพัก) ทดเเทน และโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก (แฟลต) จำนวน 396 แห่ง หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีฮั้วประมูลก่อสร้างโรงพัก 396 แห่ง” มูลค่าความเสียหาย 5,848 ล้านบาท
นายสุเทพเปิดใจหลังฟังคำพิพากษาของศาลให้ฟ้องว่า "ขอให้ดูกรณีที่เกิดขึ้นกับผม ต้องตกอยู่ใต้กระแสการโจมตีว่าเป็นคนเลว คนทุจริต ตั้ง 8-9 ปี แต่ผมก็อดทนอดกลั้น และอาศัยความจริงเข้ามาต่อสู้"
"คนดีทั้งหลาย ก็สมควรจะมีกำลังใจ ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครอง"
เขายังบอกด้วยว่า “ตอนนี้หมดทุกข์ หมดโศก พ้นเคราะห์ จะเดินหน้าทำงานให้กับประเทศชาติและประชาชนตามอุดมการณ์ต่อไป” และ “ใครที่เคยกล่าวหาโจมตี ผมขอโหสิให้”
ส่วนเส้นทางทางการเมืองต่อจากนี้ นายสุเทพ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และเป็นผู้ก่อตั้งพรรครวมพลัง (ชื่อเดิมคือ รวมพลังประชาชาติไทย) ยืนยันว่า จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่จะเป็นผู้สนับสนุน "คนดี ๆ" มาทำประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ด้วยการสนับสนุนพรรครวมพลังที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำพิพากษาโดยสรุป
จำเลยที่ 1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี : แม้โครงการดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมติอนุมัติหลักการ รวมถึงรับทราบรูปแบบการลงทุนภาครัฐที่กรมธนารักษ์เสนอให้เปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นทรัพย์สิน โดยมีการบประมาณผูกพันข้ามปีเป็นระยะเวลา 3 ปี ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสนอ แต่ ครม. ไม่ได้มีมติกำหนดรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง จากการกระจายสัญญาการก่อสร้างไว้ที่ตำรวจภูธรภาค มาเป็นการรวมสัญญาไว้ที่ส่วนกลางเพียงสัญญาเดียว และมีการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงสามารถดำเนินการได้ตามที่นายสุเทพได้อนุมัติ เพราะรูปแบบและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการที่เห็นชอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจ้าง ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล ตร. จึงไม่เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ตร. ระบบราชการ และระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
จำเลยที่ 2 พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และอดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) : ในฐานะที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ในการกำหนดแนวทางและวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นเมื่อ ครม. ไม่ได้มีมติกำหนดรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างใด ๆ ตร. จึงสามารถดำเนินการเองได้โดยไม่ต้องรับการอนุมัติจาก ครม. ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้อำนาจและดุลพินิจตามหน้าที่ ไม่ใช่การกระทำที่มิชอบตามกฎหมาย จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
จำเลยที่ 3 พล.ต.ต. สัจจะ คชหิรัญ ประธานกรรมการประกวดราคา :
จำเลยที่ 4 พ.ต.ท. สุริยา แจ้งสุวรรณ์ เลขานุการกรรมการประกวดราคา :
เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พิจารณาจากผู้ที่ประเมินราคาต่ำสุด ซึ่งการพิจารณาดังกล่าว ไม่ได้เป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และไม่พบการมีส่วนได้ส่วนเสียจากการกระทำ จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 ด้วย จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
จำเลยที่ 5 บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้ชนะประกวดราคา :
จำเลยที่ 6 นายวิศณุ วิเศษสิงห์ เอกชนผู้ร่วมประมูล ซึ่งยื่นราคาต่ำอย่างผิดปกติ :
เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3-4 กระทำความผิด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5-6 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดจำเลยที่ 3-4 จำเลยที่ 5 และ 6 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สุเทพตัดพ้อตกเป็น “แพะ”
ก่อนการตัดสินยกฟ้องของศาลฎีกา นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ถือว่าเป็นวันที่สำคัญมากสำหรับชีวิต ที่ผ่านมา ได้ต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ได้มีการกล่าวหา ส่วนศาลจะพิพากษาอย่างไร จะขอเคารพศาลและเคารพอำนาจอธิปไตยตุลาการที่เป็นหลักของบ้านเมือง เป็นที่พึ่งของประชาชน
“วันนี้เป็นวันสำคัญในชีวิต มั่นใจว่าผมได้ทำคุณงามความดีให้กับส่วนรวม ให้กับบ้านเมืองมาโดยตลอด ข้อกล่าวหาว่าทุจริตมีมาหลายปี วันนี้หากพิพากษายกฟ้องไม่ลงโทษ ผมก็จะได้เกียรติยศได้ศักดิ์ศรีคืนกลับมา แต่ถ้าโชคร้าย ผมก็ก้มหน้าก้มตารับกรรมไป” อดีตรองนายกฯ กล่าว
นายสุเทพยังไล่เรียงเส้นทางการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในคดีนี้ โดยบอกว่าเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในสมัยนั้น โดยคู่แข่งทางการเมืองยกขึ้นมาโจมตี เพราะตอนนั้นสถานีตำรวจยังสร้างไม่เสร็จ ทำให้ตัวเขาตกเป็น “แพะ” โดยคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีคือ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่แถลงข่าวว่ามีการฮั้วประมูล
จับตาที่ประชุม ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์หรือไม่
แม้มีคำพิพากาษของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่กฎหมายศาลฎีกาณ ฉบับใหม่เปิดช่องให้โจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาได้
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาศาลว่า สำนักงาน ป.ป.ช. จะขอคัดสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มมาพิจารณาและวิเคราะห์ ก่อนส่งให้ที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องรอดูว่าที่ประชุม ป.ป.ช. อุทธรณ์คดีนี้หรือไม่
ลำดับความเป็นมาของคดี
ชนวนเหตุที่นำมาสู่การฟ้องคดีนักการเมืองวัย 73 ปี เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9 มิ.ย. 2552-18 เม.ย. 2556 เมื่อครั้งที่นายสุเทพดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
โครงการก่อสร้างงสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง เกี่ยวข้องกับ ผบ.ตร. หลายคน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตัวประมุขสีกากีบ่อยครั้ง โดยเริ่มต้นเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติจากรัฐบาล ตั้งแต่สมัย พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. คนที่ 6 (2551-2552) ต่อเนื่องมาถึงยุค พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. (2551-2552) และสานต่อยุค พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. คนที่ 7 (2553-2554)

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ต่อมาในปี 2556 ป.ป.ช. ได้ตั้งข้อกล่าวหาและทำการไต่สวน ก่อนชี้มูลความผิดทางอาญานายสุเทพกับพวกในปี 2562 จากนั้นได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุด (อสส.) อย่างไรก็ตาม อสส. มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ทาง ป.ป.ช. จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพกับพวกเอง
- คดีโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน จำนวน 396 หลัง มูลค่าความเสียหาย 1,728 ล้านบาท
- คดีโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจ จำนวน 163 หลัง มูลค่าความเสียหาย 3,994 ล้านบาท
ต่อมาในเดือน ส.ค. 2562 ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 ชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ, คณะกรรมการประกวดราคา และบริษัทเอกชน ในทั้ง 2 คดี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ได้แยกพิจารณาโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง และโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจ 163 หลัง ออกเป็น 2 คดี เนื่องจากมีรายละเอียดและบางตัวละครแตกต่างกัน
พฤติกรรมที่ ป.ป.ช. เห็นว่านายสุเทพกระทำผิดกฎหมายในทั้ง 2 คดีคือ อนุมัติให้ ตร. เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 หลัง และแฟลต 169 หลัง จากเดิมที่แยกการเสนอราคาเป็นรายภาค จำนวนหลายสัญญา เป็นรวมการจัดจ้างที่ส่วนกลางในครั้งเดียวและสัญญาเดียว “โดยไม่เสนอ ครม. พิจารณาเกี่ยวกับวิธีการจัดจ้างก่อสร้างเสียก่อน โดยรู้อยู่แล้วว่าแนวทางที่อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงดังกล่าวการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จ”
ส่วน พล.ต.อ. ปทีป เป็นผู้เสนอขออนุมัติเปลี่ยนแปลงแนวทาง จากเดิมที่ให้กระจายการจัดจ้างไปตามตำรวจภูมิภาค หรือตำรวจภูธรรายจังหวัด เปลี่ยนเป็นการรวมกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว ซึ่งนายสุเทพพิจารณาแล้วได้อนุมัติให้เปลี่ยนแปลง
ขณะที่คณะกรรมการประกวดราคามีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้ชนะประกวดราคา
ป.ป.ช. จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 และ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำเลยที่ 3 และ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10, 12 และลงโทษจำเลยที่ 5 และ 6 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด








