กฎมัสต์แครี่ คืออะไร เหตุใดจึงเป็นต้นตอให้ TrueID ฟ้อง กสทช. ล่าสุดศาลสั่งจำคุก พิรงรอง 2 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ได้ประกันในชั้นอุทธรณ์

พิรงรอง รามสูต vs ทรูไอดี

ที่มาของภาพ, BBC THAI/FACEBOOK/กสทช.

ในวันนี้ (6 ก.พ.) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน ได้มีการนัดฟังคำพิพากษา ในคดีระหว่างฝ่ายโจทก์ คือ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด และจำเลย คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีออกหนังสือเตือนการโฆษณาแทรกในรายการที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ "ทรูไอดี (TrueID)"

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาสั่งจำคุก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยศาลชี้ว่า มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์หรือ บริษัท ทรู ดิจิทัลฯ ให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยมีอำนาจการปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

ส่วน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ และต่อมาได้รับการประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ค้ำประกัน 120,000 บาท โดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ จึงทำให้ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ไม่ได้รับผลกระทบ

ไทม์ไลน์-ที่มาของคดี

จุดเริ่มต้นของคดีมาจากการมีผู้บริโภคร้องเรียนมาที่สำนักงาน กสทช. ในปี 2566 หลังจากพบว่า แพลตฟอร์มของแอปพลิเคชัน "ทรูไอดี" มีโฆษณาแทรกในช่องรายการทีวีดิจิทัลของผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์จาก กสทช. หรือ ฟรีทีวี ซึ่งเป็นการนำรายการจากฟรีทีวีมาถ่ายทอดผ่านแอปฯ ดังกล่าว ซึ่งผู้ให้บริการคือ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด

บริษัท ทรูดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน "ทรูไอดี" แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่ง

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน "ทรูไอดี"

หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ได้พิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าว และสำนักงาน กสทช. ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์จำนวน 127 ราย ให้ตรวจสอบว่ามีการนำช่องรายการที่ได้รับอนุญาตไปออกอากาศผ่านโครงข่ายใดหรือนำไปแพร่ภาพในแพลตฟอร์มใด และให้ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. ที่เรียกว่า กฎ "มัสต์แครี่" (Must Carry)

อย่างไรก็ตาม บริษัท ทรู ดิจิทัลฯ กลับเข้าใจด้วยตัวเองว่า บริษัทฯ อาจเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย และอาจถูกระงับเนื้อหารายการที่ได้ส่งไปออกอากาศได้ และมองว่าการกระทำของ กรรมการ กสทช. คนดังกล่าว มีพฤติการณ์หรือเหตุที่มีสภาพร้ายแรงที่แสดงถึงความมีอคติและความไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ จึงนำมาสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายในเวลาต่อมา ตามไทม์ไลน์ดังนี้

  • วันที่ 14 มี.ค. 2567 บริษัทฯ ตัดสินใจยื่นฟ้อง ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ในข้อหาเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ต่อมาบริษัทฯ ยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยุติการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. และประธานอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง อธิบายผ่านสื่อมวลชนในวันที่ 14 มี.ค. 2567 ว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นอย่างรอบด้านโดยอิสระก่อนจะมีมติให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตช่องโทรทัศน์ดิจิทัลปฏิบัติตามประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องและเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด เนื่องจากทรูไอดียังมิได้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายประเภท IPTV จาก กสทช. ซึ่งจะทำให้ได้รับสิทธิตามประกาศ Must Carry ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องนำพาสัญญาณของช่องรายการทีวีดิจิทัลไปโดยไม่มีการแทรกเนื้อหาใด ๆ

นอกจากนี้ ยังมีมติให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า มีการให้บริการในลักษณะเดียวกับทรูไอดีอีกหรือไม่ ซึ่งภายหลังได้มีการออกหนังสือในรูปแบบเดียวกันไปยังผู้ประกอบการอีกรายที่มีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกัน ทางสำนักงาน กสทช. จึงไม่ได้เลือกปฏิบัติกับบริษัท ทรู ดิจิทัลฯ

"การทำหน้าที่ของดิฉัน และคณะอนุกรรมการฯ ข้างต้น มุ่งหมายหาแนวทางแก้ไขปัญหาของผู้บริโภคตามที่มีข้อร้องเรียน และประสงค์ให้มีการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย รวมถึงต้องการให้ผู้รับใบอนุญาตช่องรายการตรวจสอบและตระหนักถึงการป้องกันตนเองมิให้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ในเนื้อหารายการ" ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวในแถลงการณ์

เธอยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว เป็นเพียงการให้ข้อเสนอแนะต่อสำนักงาน กสทช. คณะอนุกรรมการฯ ไม่มีอำนาจสั่งการแต่อย่างใด การที่สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งเวียนผู้รับใบอนุญาตช่องรายการให้ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. และเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน กสทช.

  • วันที่ 2 เม.ย. 2567 ศาลฯ ได้นัดคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันเพื่อกำหนดกระบวนการพิธีการพิจารณคดีว่าจะดำเนินการไต่สวนอย่างไร
  • วันที่ 14 พ.ค. 2567 ศาลฯ ได้มีคำตัดสินยกคำร้องให้ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ไม่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. โดยพิจารณาว่า ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ ขัดขวาง หรือกลั่นแกล้งการประกอบธุรกิจของบริษัท ทรู ดิจิทัลฯ ตามที่กล่าวอ้าง ขณะที่บริษัทฯ ชี้แจงเหตุผลว่า "เป็นไปตามกระบวนการตามขั้นตอนปกติในการรักษาสิทธิ์เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง"

ทั้งนี้ บริษัท ทรู ดิจิทัลฯ กล่าวในคำชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า เนื่องจากขณะนี้คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ทางบริษัทฯ จึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เพิ่มเติม โดยจะมอบเป็นอำนาจให้ศาลเป็นผู้พิจารณาพิพากษาต่อไป

  • วันที่ 4 ก.พ. 2568 สภาองค์กรของผู้บริโภคเผยแพร่กำหนดการนัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว ในวันที่ 6 ก.พ. 2568

ทั้งนี้ นางสาวพิรงรองเคยเป็นหนึ่งในเสียงข้างน้อยในการพิจารณาการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือดีแทค (Dtac) ในขณะนั้น ในการประชุม กสทช.นัดพิเศษ ซึ่งผลการควบรวมกิจการดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแง่การลด หรือจำกัดการแข่งขัน และการคุ้มครองผู้บริโภค

กฎมัสต์แครี่ (Must Carry) มูลเหตุหลักในกรณีนี้คืออะไร

นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ในระบบทีวีแอนะล็อก มาสู่ระบบทีวีดิจิทัลผ่านการประมูลคลื่นความถี่ในปี 2556 ภายใต้การกำกับดูแลโดย กสทช. ได้มีการกำหนดกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อรับประกันว่าทุกครัวเรือนจะสามารถเข้าถึงรายการจากสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง

หนึ่งในกลไกดังกล่าว คือ กฎมัสต์แครี่ (Must Carry) ซึ่งชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป ซึ่งประกาศใช้ในปี 2555

ทรูไอดี อ้างว่าเป็นผู้ให้บริการ Over The Top (OTT)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรูไอดี อ้างว่าเป็นผู้ให้บริการ OTT (over-the-top)

สาระสำคัญหลักคือ ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ทั้งในระบบทีวีดิจิทัลและแบบบอกรับสมาชิกที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. (เช่น ทีวีผ่านระบบเคเบิลและระบบดาวเทียม รวมทั้งระบบโครงข่ายไอพีทางสายและไร้สาย) มีหน้าที่ต้องให้สมาชิกได้รับบริการโทรทัศน์เป็นการทั่วไปโดยตรงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ ดัดแปลง ผังรายการและเนื้อหารายการ

สำหรับในกรณีดังกล่าว สำนักงาน กสทช. อธิบายว่า การที่ไม่ได้ส่งหนังสือดังกล่าวถึง บริษัท ทรูดิจิทัลฯ ผู้ให้บริการแอปฯ ทรูไอดี เนื่องจากไม่ได้มาขอรับในอนุญาต โดยบริษัทฯ อ้างว่าเป็นผู้ให้บริการ OTT (over-the-top) หรือวิธีการสตรีมเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ใดก็ได้

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของบีบีซีไทยพบว่า ในปัจจุบัน กสทช. มีแผนที่จะจัดทำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง การให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่จะครอบคลุมถึงการกำกับดูแล OTT โดยจะเน้นการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่โครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566 เพราะรอการบรรจุวาระเข้าที่ประชุม กสทช.

ต่อมาในวันที่ 2 ม.ค. 2568 นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ ประธาน กสทช. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า OTT เช่นยูทิวบ์และเฟซบุ๊ก ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช. เนื่องจากนิยามตามกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ กสทช. ดูแลกิจการที่เป็นการแพร่ภาพและกระจายเสียงแบบดั้งเดิม แต่ OTT เป็นการนำเสนอคอนเทนต์แบบการเลือกดูเฉพาะเจาะจงตามอัลกอริทึม

นพ.สรณ บอกอีกว่า การกำกับดูแล OTT ควรผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลต้องพิจารณาออกกฎหมายใหม่หรือปรับปรุงกฎหมายเดิมผ่านกระบวนการในรัฐสภา พร้อมทั้งต้องประเมินความเป็นไปได้ของการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่มีฐานในต่างประเทศ

ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพาษาสั่งจำคุก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยศาลชี้ว่า มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์หรือ บริษัท ทรู ดิจิทัลฯ ให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยมีอำนาจการปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

ส่วน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ และต่อมาได้รับการประกันตัว จึงทำให้ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจาก ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 7 (6) และ (7) ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. ไว้ว่า ต้องไม่เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

กสทช. พิรงรอง

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กสทช.

คำบรรยายภาพ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ชี้แจงในวันที่ถูกบริษัท ทรู ดิจิทัลฯ ฟ้องร้องในวันที่ 14 มี.ค. 2567 ว่า การที่สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งเวียนผู้รับใบอนุญาตช่องรายการให้ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. และเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน กสทช.

ศาลฯ กางบันทึกการประชุม ชี้ พิรงรอง มีเจตนากลั่นแกล้งอย่างไร

ภายหลังการพิจารณาคดีแล้วเสร็จ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจกต่อสื่อมวลชน โดยมีสาระสำคัญที่นำไปสู่การพิพากษาจำเลย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และจำคุก 2 ปี ประกอบด้วย พฤติการณ์ของจำเลยในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2566 โดยจำเลยได้ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม มีการต่อว่าและตำหนิฝ่ายเลขานุการที่มีการจัดทำหนังสือ โดยไม่ได้ระบุหรือเจาะจงถึงการให้บริการ True ID ของบริษัท ทรู ดิจิทัลฯ และในรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 3/2566 ไม่ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช. จะต้องมีหนังสือแจ้งไปยังผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์โดยระบุเจาะจงถึงบริการ True ID

แต่ตามบันทึกรายงานการประชุมกลับมีการระบุว่า ที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 3/2566 และเห็นควรมีหนังสือแจ้งผู้ให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงการประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่ 4/2566 ไม่ได้มีมติดังกล่าวแต่อย่างใด อันเป็น "การทำเอกสารรายงานการประชุมอันเป็นเท็จ"

เมื่อศาลฯ พิจารณาประกอบกับถ้อยคำที่จำเลยได้กล่าวในการประชุมคณะอนุกรรมการ ดังกล่าว ครั้งที่ 3/2566 ที่ใช้ถ้อยคำทำนองพยายามโน้มน้าวและรวบรัดการพิจารณา อีกทั้งก่อนจบการประชุมของคณะอนุกรรมการ จำเลยให้เตรียมความพร้อมที่จะล้มหรือระงับการให้บริการแอปพลิเคชัน True ID โดยใช้คำพูดว่า "ต้องเตรียมตัวจะ จะล้มยักษ์"

โดยจำเลยก็ยอมรับว่า คำว่า "ยักษ์" หมายถึงโจทก์ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการสื่อความหมายชัดเจนว่า ประสงค์ให้กิจการของโจทก์ได้รับความเสียหาย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เจตนามุ่งประสงค์กลั่นแกล้งโจทก์และใช้อำนาจหน้าที่ของตนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะภายหลังจากมีหนังสือดังกล่าวแจ้งไปยังผู้ประกอบการรวม 172 รายแล้ว มีผู้ประกอบกิจการหลายรายได้ชะลอหรือขยายระยะเวลาเข้าทำนิติกรรมกับบริษัท ทรู ดิจิทัลฯ