You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จัดตั้งรัฐบาล: 3 เดือนหลังเลือกตั้ง ย้อน “วรรคทอง” ของ “ตัวแสดง” ใน 12 เหตุการณ์เด่น
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ผ่านมา 3 เดือนนับจากวันเลือกตั้งทั่วไป 14 พ.ค. 2566 ประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ และเกิดเหตุพลิกผันขึ้นมากมายให้คนไทยได้ติดตาม โดยมีการเปรียบเปรยว่าเป็นประหนึ่งการดูละครหลังข่าว
แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมายืนยันหลายครั้งว่า การทำหน้าที่ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำอย่าง “เปิดเผย” และ “ใช้ต้นทุนสูงมาก” ในภารกิจนี้เนื่องจากมีทางเลือกไม่มาก และ “ไม่ใช่การสร้างฉากเล่นละคร” หลังแฮชแท็ก #เพื่อไทยการละครขึ้นเทรนด์ยอดนิยมในเอกซ์ (ทวิตเตอร์เดิม) ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
วันนี้ (12 ส.ค.) สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า พรรค พท. ปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลผสม 12 พรรค รวม 315 เสียง โดยมีพรรค “2 ลุง” อยู่ในสมการด้วย ถึงขณะนี้ยังไม่มีคนการเมืองรายใดออกมาปฏิเสธ
แม้ยังไม่ได้เปิดตัวพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ แต่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท. บอกว่า “คณิตศาสตร์การเมืองชัดเจนอยู่แล้ว ลองไปดู เป็นเกณฑ์บังคับให้เราต้องเดิน” พร้อมตั้งเป้าหมายปิดเกมตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อนเดือน ต.ค.
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอด 90 วันที่ผ่านมา มีทั้งแบบที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว กับแบบที่พลิกความคาดหมายของผู้คนในสังคม
บีบีซีไทยรวบรวม 12 เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในศึกชิงเสียงจัดตั้งรัฐบาล แต่ละ “ฉาก” แต่ละ “ช็อต” บรรดาตัวแสดงทิ้ง “วรรคทอง” อธิบายความเอาไว้อย่างไรบ้าง
1) “ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย"
"ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย..." พิธา หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เริ่มต้นประโยคแรกในระหว่างเปิดแถลงประกาศชัยชนะเมื่อ 15 พ.ค. โดยนำ สส. เข้าสภาได้ 151 คน มีคะแนนมหาชน 14 ล้านเสียง ตามด้วยพรรคเพื่อไทย (พท.) 141 คน
พรรค ก.ก. ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นพรรคอันดับ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร หยุดสถิติ "พรรคที่ไม่เคยแพ้” ในสนามเลือกตั้งของเพื่อไทยเอาไว้เพียง 2 ทศวรรษ พร้อมยัดเยียดความปราชัยแบบหมดรูปให้แก่พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมที่ก่อรูปขึ้นภายหลังรัฐประหาร 2557
อย่างไรก็ตาม การชิงประกาศสถานะ “ว่าที่นายกฯ” ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นบ่อยนักในหมู่นักการเมืองไทย เพราะแม้ชนะการเลือกตั้ง แต่ยังมีขั้นตอนทางกฎหมายภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พิธา วัย 42 ปี เปิดเผยว่า ได้ติดต่อแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมเพื่อเชิญร่วมจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย รวมถึงพรรคพลังธรรม รวม 309 เสียง (ในเวลานั้น)
“เพียงพอแล้วในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก" และ "ปิดประตูการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างแน่แท้แล้ว" หัวหน้าพรรค ก.ก.ระบุ
วันเดียวกัน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พท. แถลงยอมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีแนวความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคก้าวไกล”
2) “เจ้าสาวสวย ๆ” ขอเปลี่ยน “ดีลลับ” เป็น “ดีลรัก”
4 วันนับจากวันเข้าคูหา 8 พรรคเปิดหน้า-ประกาศเจตนารมณ์จัดตั้ง “รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน” เมื่อ 18 พ.ค. และสนับสนุนหัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นนายกฯ คนที่ 30
สำหรับ 8 พรรคการเมือง มีเสียงรวมกัน 313 เสียง (ในขณะนั้น ก่อนลดเหลือ 312 เสียงเมื่อ กกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ) ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล (152 ที่นั่ง ต่อมาเหลือ 151 ที่นั่ง), พรรคเพื่อไทย (141 ที่นั่ง), พรรคประชาชาติ (9 ที่นั่ง), พรรคไทยสร้างไทย (6 ที่นั่ง), พรรคเพื่อไทรวมพลัง (2 ที่นั่ง), พรรคเสรีรวมไทย (1 ที่นั่ง), พรรคเป็นธรรม (1 ที่นั่ง) และพรรคพลังสังคมใหม่ (1 ที่นั่ง)
ในระหว่างนี้ ได้เกิดกระแสข่าว-ข้อวิเคราะห์ไปต่าง ๆ นานาว่า พรรค พท. แอบปันใจ-ซุ่ม “ดีลลับ” เพื่อจับมือกับพรรคการเมือง “ขั้วเดิม” ร้อนถึง นพ.ชลน่านต้องออกมาปฏิเสธในหลายกรรมหลายวาระ
17 พ.ค. หัวหน้าพรรค พท. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามถึงโอกาสที่เพื่อไทยจะจับมือกับขั้วรัฐบาลเดิมว่า “ไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้” โดยให้เหตุผลว่ายอมรับฉันทามติของประชาชน และไม่มีเงื่อนไขใด ๆ
“แม้เราจะเป็นเจ้าสาวสวย ๆ แต่เราไม่เคยกำหนดว่าจะต้องเอาสินสอดทองหมั้น จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่เคยเสนอก่อน เราเพียงแค่บอกว่าคุณก็เสนอมาสิ เราจะดูว่าเหมาะสมกับเราหรือไม่เท่านั้นเอง” นพ.ชลน่านกล่าว
18 พ.ค. หัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า “ขออนุญาตยืนยัน พรรคเพื่อไทยสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ให้ยืนยันเป็นครั้งที่ 100 500 หรือ 600 ก็ยอม เพราะกระแสปั่นเยอะ”
30 พ.ค. หัวหน้าพรรค พท. เน้นย้ำว่า 25 ล้านเสียงที่เลือกพรรค พท. กับพรรค ก.ก. เป็นเจตจำนงของประชาชน
“ขอให้ความมั่นใจว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
“เราขอย้ำว่า ‘ดีลลับ’ อะไรต่าง ๆ พรรคเพื่อไทยยืนยันเราจะเปลี่ยนเป็น ‘ดีลรัก’ ให้หมด เพื่อรัฐบาลของประชาชน” นพ.ชลน่านกล่าว พร้อมส่งยิ้มหวาน พลางทำท่าประกบมือเป็นรูปหัวใจกับหัวหน้าพรรค ก.ก. ให้ช่างภาพสื่อมวลชนได้ถ่ายรูป
3) “พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค” เหตุคว่ำดีล ชพก.
แม้รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาล่างแล้ว แต่พรรค ก.ก. ยังไม่หยุดเจรจา-หาพันธมิตรการเมืองเพิ่มเติม เพื่อการันตีโอกาสเข้าทำเนียบรัฐบาลของพิธา เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้การโหวตนายกฯ ต้องได้รับคะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ของสองสภา หรือ 376 จาก 750 เสียง (สส. 500 คน และ สว. 250 คน)
พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ซึ่งมี 2 เสียง เป็นหนึ่งในพรรคที่ได้รับการต่อสาย-ส่งเทียบเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลเมื่อ 19 พ.ค. ก่อนยุติการเจรจาในวันเดียวกัน หลังสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรค ก.ก. ที่ถูกเรียกขานว่า “ด้อมส้ม” รุมคัดค้าน-ต่อต้านอย่างกว้างขวางผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากภาพลักษณ์ในอดีตของ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค ชพก. โดยเฉพาะการ “เป่านกหวีด” ร่วมกับกลุ่ม กปปส. เมื่อปี 2556-2557 เมื่อครั้งเป็น สส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำให้แฮชแท็ก “มีกรณ์ไม่มีกู” ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ยอดนิยมของไทย
ต่อมา พรรค ก.ก. ออกแถลงการณ์น้อมรับคำวิจารณ์ “กราบขออภัยประชาชนที่ทำให้ผิดหวัง” และ “ขอโทษพรรคชาติพัฒนากล้าที่ต้องยุติการเจรจา”
พิธาได้เผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าว พร้อมเขียนบรรยายเพิ่มเติมว่า “ขอโทษครับ ผมจะระลึกไว้เสมอว่า พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค”
4) แก้ ม.112 “วาระเฉพาะ” ของก้าวไกล นอก MOU 8 พรรคร่วมฯ
8 พรรคการเมืองใช้ฤกษ์วันครบรอบเหตุการณ์ยึดอำนาจครั้งล่าสุด 22 พ.ค. ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (Memorandum of Understanding – MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาล และประกาศต่อสาธารณะ โดยหวังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่กดทับประวัติศาสตร์หน้าเดิม
นี่ถือเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการเซ็นเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาล วางแนวทางการบริหารประเทศร่วมกัน 23 ข้อ ทว่าไม่มีวาระแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามคาด หลังแกนนำพรรคร่วมฯ แสดงความไม่เห็นด้วย
ในระหว่างการแถลงข่าว พิธายอมรับว่า การแก้ไขมาตรา 112 เป็น “วาระเฉพาะ” ของก้าวไกลที่จะผลักดันตามนโยบายที่หาเสียงไว้ โดยเป็น 1 ใน 45 ร่างกฎหมายที่พรรคเตรียมยื่นต่อสภา เพื่อให้ได้พูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ
“ยืนยันว่าจะมีการทำอยู่... ครั้งนี้คิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยเป็นการดำเนินการของพรรคก้าวไกล” พิธากล่าวและว่า สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะ ทุกสำนักข่าวตอนนี้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ แตกต่างกับปี 2562-2564
อย่างไรก็ตามนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ได้กลายเป็น “ข้ออ้าง” และ “อุปสรรคหลัก” ในการสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลของก้าวไกลในเวลาต่อมา
5) ก้าวไกลเสียเก้าอี้ ปธ.สภา เหตุเพื่อไทย “ไม่อยากเห็นพระบวชใหม่เป็นเจ้าอาวาส”
เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส. ครบสภา 500 คน จึงได้เวลาเปิดประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และเป็นจังหวะที่ผู้คนในสังคมเห็นความขัดแย้งของ 2 พรรคใหญ่ใน “ขั้วเดียวกัน” อย่างแจ่มชัด จากการเปิดศึกชิงเก้าอี้ประธานสภา
พรรค พท. อ้างว่า พรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 มีคะแนนเสียงใกล้เคียงกันมาก ห่างกันเพียง 10 เสียงเท่านั้น ในเมื่อพรรค ก.ก. ได้ประมุขฝ่ายบริหารแล้ว พรรค พท. ควรได้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะ “กินรวบ” ไม่ได้
ตัวแสดงสมทบที่ปรากฏในฉากนี้ หนีไม่พ้น อดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. เจ้าของวาทะ “ไม่อยากเห็นพระบวชใหม่เป็นเจ้าอาวาส เรามีบุคลากรเยอะ อย่าไปยอมให้เขาง่าย ๆ”
ด้านพรรค ก.ก. ให้เหตุผลว่า ประธานสภาต้องเป็นโควต้าของพรรค เพื่อผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ ซึ่งในช่วงที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ พรรคสีส้มชิงเปิดชื่อ ปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ “หมออ๋อง” สส.พิษณุโลก และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และนำเสนอวิสัยทัศน์ของเขาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในเครือข่ายพรรค เมื่อ 27 มิ.ย.
แต่สุดท้าย พรรคสีส้มต้องเสียเก้าอี้ไปประธานสภาให้หัวหน้าพรรคอันดับ 8 ของสภาคือ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งมี สส. พรรคประชาชาติ อยู่เพียง 9 เสียง โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท. เป็นตัวชงสูตร “ประธานสภาคนกลาง” และมี ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก. เป็นผู้สนองตอบ-รุดไปเจรจาพูดคุยวันนอร์ที่บ้านพักกลางดึก
ภายหลังที่ประชุมสภา 4 ก.ค. มีมติเลือกนายวันมูหะมัดนอร์เป็นประธานแบบไร้คู่แข่ง วิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช. ให้ความเห็นว่า "อาจารย์วันนอร์ก็คือเพื่อไทย เป็นคนของเพื่อไทย เพราะท่านแยกมาจากที่นั่น”
เมื่อบีบีซีไทยถาม มองว่าพรรค พท. ไม่ได้ถอยจริง ๆ เรื่องตำแหน่งประธานสภาใช่หรือไม่ วิทยาตอบว่า “ถอยยังไงอะ เขาเรียกว่าเดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ สักพักเดี๋ยวก็หมดจาน”
6) สว.-สส. “ขั้วเดิม” อ้างนโยบายแก้ ม.112 “โหวตคว่ำ” พิธาเป็นนายกฯ
และแล้วฉากสำคัญที่ประชาชนรอคอยก็มาถึง กับการโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 ทว่าตอนจบของเอพิโสด (ep) นี้ สร้างความผิดหวังให้แก่ประชาชนคนดู โดยเฉพาะ “ด้อมส้ม”
ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา 13 ก.ค. มีมติ “ไม่เห็นชอบ” ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ โดยมี สส. และ สว. ลงคะแนนเห็นชอบ 324 ต่อ 182 งดออกเสียง 199 และมีสมาชิกรัฐสภาขาดประชุม/ไม่ลงคะแนน 43 คน ยังขาดไป 51 เสียงจึงจะถึงเกณฑ์ขั้นตามรัฐธรรมนูญ
แม้พอคาดเดาผลได้ล่วงหน้า เพราะ สว. หลายคนออกมาประกาศว่าจะ “ปิดสวิตช์ตัวเอง” ด้วยการลงมติ “งดออกเสียง” ขณะที่อีกหลายคนก็ประกาศ “โหวตสวน” หากพรรค ก.ก. ไม่ยอมลดเพดานเรื่องนโยบายแก้ไขมาตรา 112
นอกจากนี้ยังมี สส. 3 พรรคหลักในขั้วรัฐบาลเดิม ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่พร้อมใจกัน “โหวตคว่ำ” ชื่อพิธา โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ นั่นทำให้เวทีอภิปรายและแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกฯ จากก้าวไกล คล้ายแปรสภาพเป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจก้าวไกลต่อนโยบายแก้ไขมาตรา 112
ในวันนั้น ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ภท. คือตัวแสดงที่เปิดฉากอภิปรายอย่างดุเดือด ก่อนระบุตอนหนึ่งว่า “ถ้าท่านหลุดคำนี้คำเดียว ไม่ยุ่งกับ 112 ภูมิใจไทยจะลงให้ท่านครับ”
ด้าน สส. ก้าวไกลช่วยกันอภิปรายแก้ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า นโยบายแก้ไขมาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง แต่ต้องการพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และประชาชน และอธิบายสาระสำคัญของร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
7) จากเสียงโวยเพื่อไทย “เหมือนมัดมือฉกเรา” ถึงโหวตพิธาเป็น “ญัตติซ้ำ”
พลันที่ชื่อพิธาถูกโหวตคว่ำกลางรัฐสภาในยกแรก เจ้าตัวบอกว่า “ยอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้” และขอใช้เวลาคิดยุทธศาสตร์เพื่อรวบรวมเสียงในการโหวตครั้งต่อไป โดยหารู้ไม่ว่าคนการเมืองร่วมรัฐสภาซุ่มเตรียมวิธี “ฝัง” แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ก.ก. ไม่ให้กลับมาแจ้งเกิด-เสนอชื่อซ้ำได้ในการลงมติครั้งต่อไป
ในระหว่างยังไม่มีบทสรุปชัดเจนว่าพันธมิตร 8 พรรคจะเสนอชื่อพิธากี่ครั้ง หัวหน้าพรรค ก.ก. ได้ปล่อย “คลิปเดี่ยว” เมื่อ 15 ก.ค. ประกาศขอต่อสู้ใน 2 สมรภูมิคือ สมรภูมิโหวตนายกฯ 19 ก.ค. กับสมรภูมิแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อ “ปิดสวิตช์ สว.” ในการร่วมเลือกนายกฯ สร้างความไม่พอใจให้แกนนำพรรค
ภูมิธรรม หนึ่งในทีมเจรจาตั้งรัฐบาลของเพื่อไทย ออกอาการฉุนขาด-ออกมาตำหนิก้าวไกล 3 วันติดต่อกันว่า “เสนอประเด็นที่อยู่นอกเหนือเอ็มโอยู” และมองว่าการแก้ไขมาตรา 272 เป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่ได้รับชัยชนะ
“มันไม่ใช่วาระของทั้ง 2 พรรค เราตกลงกันว่าจะกลับไปคุยในพรรคตัวเอง แต่ที่คุณพิธาออกมาพูดเช่นนี้ เหมือนมัดมือชกเรา” ภูมิธรรมกล่าวเมื่อ 17 ก.ค.
แต่ถึงกระนั้น เมื่อถึงวันโหวตเลือกนายกฯ รอบ 2 คนเพื่อไทยอย่าง สุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ ก็ลุกขึ้นเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ อีกครั้ง จงใจแสดงให้เห็นว่าพรรคสีแดงทำตามคำมั่นที่ประกาศว่าจะ “สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ อย่างสุดความสามารถ” แล้ว
ทว่าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา 19 ก.ค. มีมติ 395 ต่อ 312 ว่า การเสนอชื่อพิธาให้สมาชิกรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทำไม่ได้ตลอดสมัยประชุมนี้ เพราะถือเป็น “ญัตติต้องห้าม” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41
แม้ สส. เพื่อไทย-ก้าวไกล ช่วยกันอภิปรายว่า การเลือกนายกฯ อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ซึ่งมีศักดิ์ใหญ่กว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และในข้อบังคับการประชุม ก็มีการแยกหมวดการเลือกนายกฯ ออกมาต่างหาก ไม่ได้อยู่ในหมวดการเสนอญัตติ กรณีนี้จึงไม่ใช่การเสนอ “ญัตติซ้ำ” แต่ก็ไม่อาจโน้มน้าวใจเพื่อน สส. และ สว. ให้โหวตสนับสนุนพิธาได้
ต่อมา ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติรัฐสภาเมื่อ 19 ก.ค. เข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอให้ออกมาตรการชั่วคราวเพื่อชะลอการให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นเป็นนายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว และนัดพิจารณาวินิจฉัย 16 ส.ค. นี้ ทำให้ประธานรัฐสภาต้องสั่งเลื่อนวาระโหวตเลือกนายกฯ รอบ 3 มาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งที่ได้ออกหนังสือนัดประชุมวันที่ 27 ก.ค. และ 4 ส.ค.
8) “ประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.”
นอกจากถูก “แช่แข็งชื่อ” ด้วยมติรัฐสภา 19 ก.ค. ยังเป็นวันสุดท้ายที่พิธามีโอกาสนั่งในห้องประชุมรัฐสภา ก่อนถูกสั่ง “เว้นวรรค” การปฏิบัติหน้าที่ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาว่าสมาชิกภาพ สส. ของพิธาสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากปมถือหุ้น บมจ. ไอทีวี และมีมติ 7 ต่อ 2 ให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะวินิจฉัย
เวลา 14.43 น. แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ก.ก. ลุกขึ้นขออนุญาตพูดกับประธานว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น และกล่าวอำลาประธาน
“ผมคิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. และถ้าประชาชนชนะมาได้แล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง แม้ผมไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ก็ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยกันอยู่ดูแลประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ” พิธากล่าวทิ้งท้าย
จากนั้นเขาได้เดินออกจากห้องประชุม ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องจากลูกพรรคก้าวไกลและพันธมิตรอีก 7 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล
สำหรับ “คดีหุ้นไอทีวี” เป็นอีกอุปสรรคที่สกัดกั้นโอกาสนั่งเก้าอี้นายกฯ ของพิธา โดยรัฐธรรมนูญกำหนดห้าม สส. และรัฐมนตรีถือครองหุ้นสื่อ ทั้งนี้ภายหลังเลือกตั้ง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส. พปชร. เจ้าของฉายา “นักร้องการเมือง” ได้ตั้งเรื่อง-ยื่นคำร้องต่อ กกต. กล่าวหาพิธาถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ 7 เม.ย. 2566
อย่างไรก็ตามพิธากับพวกต่อสู้ว่า ไอทีวีสิ้นสุดความเป็นสื่อมวลชนตั้งแต่ 7 มี.ค. 2550 เนื่องจากถูกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) บอกเลิกสัญญาร่วมงาน แต่มี “ขบวนการปลุกผีไอทีวี” ให้ฟื้นชีพเป็นสื่อ อีกทั้งการถือหุ้นไอทีวีของพิธาทำในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดา
9) เสรีพิศุทธ์เปรียบ “เรือมันล่ม” คนหนุ่มต้องเสียสละ
จุดไคลแม็กซ์ของเรื่องเดินทางมาถึง 21 ก.ค. เมื่อพรรค ก.ก. ประกาศ “ส่งไม้ต่อ” ให้พรรคอันดับ 2 อย่างเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน และนำไปสู่การเปลี่ยนโครงเรื่อง-รื้อโครงสร้างจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังจากนั้น
พรรค พท. เรียกประชุม 8 พรรคพันธมิตรร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดเดิม ก่อนแถลง 3 แนวทางเพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมให้ครบ 375 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 498 คน สรุปได้ ดังนี้
- แนวทางที่ 1 แสวงหาเสียงสนับสนุนจาก สว. ให้ครบตามจำนวน
- แนวทางที่ 2 กรณีได้เสียงจาก สว. ไม่พอ ก็ให้สิทธิพรรค พท. ดำเนินการพูดคุยกับพรรคอื่นตามที่พรรค พท. เห็นควร
- แนวทางที่ 3 แนวทางอื่นนอกเหนือจากนี้ ให้สิทธิพรรค พท. ไปดำเนินการได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่ง นพ.ชลน่านกล่าวว่า แนวทางนี้ “อาจจะไม่มีพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมครบทั้งหมด 8 พรรคในสมการนี้ ซึ่งแนวทางที่ 3 จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแนวทางที่ 1 และ 2 ไม่สำเร็จ”
ในระหว่างแถลงข่าวของ 8 พรรค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เดมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้สวมบท “นักแสดงสมทบยอดเยี่ยม” กดไมโครโฟนกล่าวเรียกร้องให้พรรค ก.ก. สนับสนุนพรรค พท. และตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้
“เรืออยู่กลางทะเล เรือมันล่ม มีคนแก่ ผู้หญิง มีเด็กต่าง ๆ เราคนหนุ่มจะขึ้นเรือเหรอ ต้องให้เด็ก คนแก่ ผู้หญิงขึ้นไปก่อน ไม่ใช่หนุ่มกระโดดขึ้นเรือก่อน ดังนั้นต้องมีผู้เสียสละให้ประชาธิปไตยไปได้ ถ้าไม่เสียสละไปไม่ได้” หัวหน้าพรรคเสียงเดียวกล่าวในเชิงเปรียบเปรย โดยมีเลขาธิการพรรค ก.ก. นั่งฟังอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยและมองต่ำหลายครั้ง
จากนั้น 22-23 ก.ค. แกนนำพรรค พท. ได้เปิดที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ต้อนรับแกนนำ 5 พรรคการเมืองที่อยู่ “ขั้วรัฐบาลเดิม” โดยแจ้งสื่อมวลชนว่าเป็นการ “พูดคุยหาทางออกให้ประเทศ ไม่ใช่การเชิญเข้าร่วมรัฐบาล”
นพ.ชลน่านชี้แจงว่า เหตุที่เชิญแกนนำพรรคต่าง ๆ มาที่ทำการพรรค เพราะเกรงว่าจะตีความผิดว่า “ไปส่งเทียบเชิญ” เหมือนไป “สู่ขอ” จึงขอให้มาที่พรรค พท. แทน
แกนนำทุกพรรคแถลงย้ำจุดยืนว่า ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 และไม่ร่วมมือด้วยตราบที่ยังมีพรรค ก.ก. ร่วมรัฐบาล นั่นทำให้วลี “มีลุง ไม่มีเรา” ที่พรรค ก.ก. ใช้หาเสียงจนชนะเลือกตั้ง ถูกอีกขั้วการเมืองย้อนศรกลับไปด้วยวลี “มีก้าวไกล ไม่มีเรา”
อย่างไรก็ตามเจ้าของบ้านอย่างหมอชลน่านปฏิเสธสมมติฐานของพิธาที่ว่า พรรค พท. ยืมปากพรรคอื่น ๆ มาบีบให้พรรค ก.ก. ไม่อยู่ในสมการของการจัดตั้งรัฐบาล โดยยืนยันว่าพรรค พท. “ทำงานไม่มีลับลมคมใน”
10) “ผัวไปมีเมียน้อย ยังจะต้องตามไปปูที่นอนให้อีกหรือ”
2 ส.ค. แกนนำพรรค ก.ก. และพรรค พท. พบปะกันในรอบ 12 วันหลังเพื่อไทย “รับไม้ต่อ” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เองที่กลายเป็นวันประกาศข่าว “บอกเลิกกัน” ต่อสาธารณชน
แกนนำพรรค พท. แถลง “ขอถอนตัวจากการร่วมมือ” กับพรรค ก.ก. และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วมใหม่ เสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ดำรงตำแหน่งนายกฯ
“พรรคเพื่อไทย และนายเศรษฐา ทวีสิน ขอยืนยันชัดเจนว่าเราจะไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ในพรรคร่วมฯ พรรคเพื่อไทยจะใช้ความพยายามรวบรวมเสียงให้เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเหมาะสม และพรรคก้าวไกลจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน” นพ.ชลน่านอ่านแถลงการณ์ของพรรค พท. เมื่อ 2 ส.ค.
ด้าน ชัยธวัช เลขาธิการพรรค ก.ก. เปิดเผยสาระสำคัญในการพูดคุยกับแกนนำพรรค พท. สรุปได้ว่า พรรคพท. แจ้งว่า “ขอออกจากเอ็มโอยู” ที่ได้ทำร่วมกันทั้ง 2 ฉบับ และพรรค พท. ไม่ได้ขอให้พรรค ก.ก. โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรค
“แกนนำพรรคเพื่อไทย บางท่านยังได้แสดงความกังวลใจด้วยซ้ำว่าหากพรรคก้าวไกลจะโหวตให้กับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย อาจจะทำให้ สว. ไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทยได้ เพราะกังวลว่าหากก้าวไกลไปโหวตให้ หลังเลือกนายกฯ เสร็จแล้ว เพื่อไทยจะดึงก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลอีก” ชัยธวัชกล่าว
ถึงขณะนี้พรรค ก.ก. ยังไม่มีมติพรรคชัดเจนว่าจะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. หรือไม่
“ผัวไปมีเมียน้อย ยังจะต้องตามไปปูที่นอนให้อีกหรือ” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.ก้าวไกล ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเชิงอุปมาอุปไมย เมื่อ 8 ส.ค.
11) “ไล่หนู ตีงูเห่า” แค่ “เทคนิคการหาเสียง”
หลังยุติความสัมพันธ์กับพรรคสีส้ม พรรค พท. เปิดบ้านอีกครั้งเพื่อเชื้อเชิญพรรคสีน้ำเงินร่วมเป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลเป็นพรรคแรก ล็อก 71 เสียงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประเดิมจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเริ่มต้น 212 เสียง เมื่อ 7 ส.ค.
พรรค ภท. อยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” มา 4 ปีเต็ม ทำให้แกนนำพรรค พท. ฉวยใช้ภาพการจับมือของ 2 พรรคชี้ชวนให้สังคมเห็น “จุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้” โดยบอกว่า หลังจากนี้จะได้เสียงเพิ่มเติมจากทั้ง 2 ขั้ว ทั้งจาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิม 312 เสียง และพรรคขั้วเก่า 188 เสียง
ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค ภท. ได้ฟ้องดำเนินคดีกับ เศรษฐา ทวีสิน ในข้อหาปราศรัยใส่ร้ายพรรค กรณีกล่าวหาว่ามีนโยบาย “กัญชาเสรี” แต่ล่าสุด อนุทินเปิดเผยว่าได้ถอนฟ้องเศรษฐาแล้ว
เช่นเดียวกับการออกแคมเปญ “ไล่หนู ตีงูเห่า” ของพรรค พท. ในระหว่างตั้งเวทีปราศรัยที่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่ง นพ.ชลน่านอธิบายว่า เป็นภาพการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงการเลือกตั้ง กิจกรรมแต่ละครั้งจัดขึ้นบนวัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นในกรณีนั้น ๆ แต่วิถีการเมืองของพรรค พท. “เราไม่เคยประกาศว่าเราเป็นศัตรูกับใคร เราเป็นคู่แข่งกันจริง เทคนิคการหาเสียงต่างฝ่ายต่างมี เพื่อไทยไม่เคยคิดว่าเป็นศัตรูกับใคร” แต่ทุกพรรคเป็นคู่แข่งทางการเมือง และยุติลงหลังประชาชนตัดสินใจว่ามอบอำนาจให้ใครผ่านการเลือกตั้ง
สำหรับ “หนู” เป็นชื่อเล่นของหัวหน้าพรรค ภท. ส่วน “งูเห่า” คือคำเรียกขานบรรดา สส. ที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค
12) “คณิตศาสตร์การเมืองชัดเจนอยู่แล้ว”
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรค พท. ทยอยเปิดชื่อพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลต่อเนื่อง เฉพาะที่แถลงข่าวอย่างเป็นทางการมี 9 พรรค มีเสียงในสภาล่างรวมกัน 238 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (141 เสียง), พรรคภูมิใจไทย (71 เสียง), พรรคชาติไทยพัฒนา (10 เสียง), พรรคประชาชาติ (9 เสียง), พรรคชาติพัฒนากล้า (2 เสียง), พรรคเพื่อไทรวมพลัง (2 เสียง), พรรคเสรีรวมไทย (1 เสียง), พรรคพลังสังคมใหม่ (1 เสียง) และพรรคท้องที่ไทย (1 เสียง)
นอกจากนี้ยังมีอีก 3 พรรค รวม 77 เสียงที่จ่อมาร่วมด้วย โดยรอเวลาที่เหมาะสมในการเปิดตัว ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ (40 เสียง), พรรครวมไทยสร้างชาติ (36 เสียง) และประชาธิปไตยใหม่ (1 เสียง)
เบื้องต้นได้ 40 เสียงของ พปชร. แสดงตัวพร้อมโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย โดย ไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และกรรมการบริหาร พปชร. ประกาศเมื่อ 10 ส.ค. ว่า เป็นจุดยืนที่จะไปด้วยกันทั้งหมด ไม่ขาดแม้แต่คนเดียว เพราะเห็นว่าประเทศต้องเดินไปข้างหน้า โดยไม่มีข้อแม้เรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล
เช่นเดียวกับ ธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค รทสช. ที่ออกมาเปิดเผยเมื่อ 11 ส.ค. ว่า สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค พท. ชวนไปร่วมรัฐบาล แต่ถ้าไปก็ต้องไปทั้งพรรค
ในระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย ทั้ง แพทองธาร ชินวัตร และ เศรษฐา ทวีสิน ต่างประกาศว่าจะไม่จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรค “2 ลุง” ไม่ว่าพรรค พปชร. หรือ รทสช.
ทีมเจรจาตั้งรัฐบาลของพรรค พท. จึงจำเป็นต้องสร้างวาทกรรมชุดใหม่ขึ้นมากลบเสียงวิจารณ์เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล “ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว” โดยภูมิธรรม ตัวละครเอกจากเพื่อไทย เรียกขานมันว่า “รัฐบาลพิเศษ” สลายขั้วทุกขั้วการเมือง พร้อมให้เหตุผลว่าประเทศต้องเดินไปข้างหน้า ต้องมีรัฐบาลโดยเร็ว ต้องเอาวาระประชาชนเป็นที่ตั้ง
เมื่อถูกถามว่า ดีลกับพรรค 2 ลุงจบแล้วใช่หรือไม่ เขาปฏิเสธว่าไม่มีดีล ดีลคือเลือกนายกฯ ให้พรรค พท. เป็นแกนนำ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อตกลง เมื่อเลือกได้แล้ว ถึงจะดำเนินการ
“ใครเลือกเรา ก็อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องคุยกันว่าจะมีส่วนร่วมกันได้ขนาดไหน ไม่เลือกก็ชัดเจนว่าไม่เอาเรา ไม่เป็นไร ถือว่าเราไม่มีพรรคเหล่านั้นในสมการ” ภูมิธรรมกล่าวเมื่อ 11 ส.ค.
สรุปแล้วรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ต้องมี 2 ลุงอยู่ในสมการหรือไม่?
“คณิตศาสตร์การเมืองชัดเจนอยู่แล้ว ลองไปดู เป็นเกณฑ์บังคับให้เราต้องเดิน” เขาตอบ
ฉากต่อไปที่จะเกิดขึ้นของละครการเมือง คนก้าวไกลอย่าง อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล มองว่าเป็นเพียง “ละครฉากหนึ่งเพื่อหาข้ออ้างหรู ๆ เปิดประตูให้พรรค 2 ลุงเข้าร่วมรัฐบาล”
เจี๊ยบ-อมรัตน์สรุปว่า รัฐบาลที่ประชาชนกำลังจะได้ “ไม่ใช่รัฐบาลใหม่ แต่เป็นรัฐบาลเดิม เพิ่มเติมคือเพื่อไทย”