You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จัดตั้งรัฐบาล: เพื่อไทยพร้อมโชว์เสียงโหวตนายกฯ “ม้วนเดียวจบ” ล่าสุด 40 สส.พลังประชารัฐประกาศเทเสียงให้
พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมโชว์เสียงสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกฯ “แบบม้วนเดียวจบ” ก่อนวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยล่าสุดรวมเสียงในสภาล่างได้แล้ว 238 เสียง และยังมีอีก 40 สส. “พรรคลุงป้อม” พร้อมโหวตให้ แต่ยังไม่ได้คุยเรื่องการร่วมรัฐบาล
แม้ยังไม่ได้เปิดตัวเป็นพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดย่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และกรรมการบริหารพรรค พปชร. ออกมายืนยันว่า สส. ทั้งหมดของพรรค 40 คน จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรค พท.
ส่วนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันนี้ (10 ส.ค.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ซึ่งมี สส. 10 เสียง คือพรรคการเมืองลำดับที่ 9 ที่ได้รับเชิญ และตอบรับเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค พท.
นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชทพ. ให้เหตุผลว่า ทั้ง 2 พรรคมีแนวทัศนคติและแนวนโยบายที่ตรงกัน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค พท. ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
คำแถลงจัดตั้งรัฐบาลที่อ่านโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พท. วันนี้ (10 ส.ค.) เน้นย้ำสถานการณ์ของประเทศที่มี 3 วิกฤตสำคัญคือ วิกฤตรัฐธรรมนูญ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตความขัดแย้งในสังคม ก่อนยืนยันว่า “การจะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้ จำเป็นต้องสลายขั้วการเมือง ดึงความร่วมมือจากทุกพรรคทุกฝ่าย เพื่อนำรัฐธรรมนูญออกจากวิกฤต เพื่อนำประชาชนให้พ้นทุกข์ เพื่อสร้างความสามัคคี สมานฉันท์ โดยถือเป็น ‘วาระประเทศ’ ที่สำคัญอย่างสูงสุด”
สำหรับ 9 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลล่าสุดมีเสียงในสภาล่างรวมกัน 238 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (141 ที่นั่ง), พรรคภูมิใจไทย (71 ที่นั่ง), พรรคชาติไทยพัฒนา (10 ที่นั่ง), พรรคประชาชาติ (9 ที่นั่ง), พรรคชาติพัฒนากล้า (2 ที่นั่ง), พรรคเพื่อไทรวมพลัง (2 ที่นั่ง), พรรคเสรีรวมไทย (1 ที่นั่ง), พรรคพลังสังคมใหม่ (1 ที่นั่ง) และพรรคท้องที่ไทย (1 ที่นั่ง)
นั่นหมายความว่า พรรค พท. ต้องตามหาเสียงสนับสนุนไม่ว่ามาจาก สส. หรือ สว. อีกอย่างน้อย 137 เสียง ถึงจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญ เสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. ต่อที่ประชุมรัฐสภา แล้วได้รับแรงสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสองสภา หรือ 375 จาก 747 เสียง (สส. 498 คน และ สว. 249 คน)
“เราไม่เคยเกลียดพรรคก้าวไกล”
วานนี้ (9 ส.ค.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯ อีกคนของพรรค นำทีมคณะเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. เดินข้ามตึกไปพูดคุยกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และคณะ ที่อาคารไทยซัมมิท เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการโหวตให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ คนใหม่ อย่างไรก็ตามพรรค ก.ก. ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะตัดสินใจอย่างไร
นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราไม่เคยเกลียดพรรคก้าวไกล เราไม่ปฏิเสธเสียงที่ประชาชนให้มา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ถ้าพรรค พท. ไม่ดิ้นรนทำอะไรเลย เท่ากับปฏิเสธความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นการแสวงหาเสียงเพิ่มเติม ถือเป็นความชอบธรรมในการได้รับมอบหมายให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ได้พูดคุยกับทุกพรรค ทุกบุคคล ทุกส่วน ไม่ว่าพรรค ก.ก. หรือพรรคอื่น เพื่อขอให้โหวตนายกฯ เนื่องจากติดล็อกวิกฤตรัฐธรรมนูญ
“เมื่อวาน แค่ไปสอบถาม ขอความร่วมมือว่าเป็นไปได้แค่ไหนในการปลดล็อกรัฐธรรมนูญ นี่คือเจตนารมณ์ที่จะทำ เราไม่ได้เชิญมาร่วมรัฐบาล ไม่มีพันธะสัญญาว่าก้าวไกลต้องมาร่วมหลังจากนี้ จึงเชื่อว่าความกังวลของ สว. เราสามารถตอบคำถามได้ได้ด้วยพฤติการณ์พฤติกรรมของเรา”
“อย่าพูดทำนองว่าพรรคเพื่อไทยเล่นละคร เพื่อเอามาเป็นข้ออ้างกับพรรคการเมืองอื่น ๆ... เราทำบนพื้นฐานความเป็นจริง บนข้อเสนอแนะของนักวิชาการ นักการเมืองที่เสนอให้เราทำทุกช่องทาง หากเราไม่ทำจะถูกตำหนิ” หัวหน้าพรรค พท. กล่าว
นพ.ชลน่านยังบอกด้วยว่า พรรค พท. “ใช้ต้นทุนสูงมากในการทำงานครั้งนี้” และ “มีข้อจำกัดในทางเลือกมาก” โดยพยายามเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดบนพื้นฐานความเป็นไปได้ แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ ทางเลือกต่อมาก็ต้องเลือก และย้ำว่าถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติ
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวเสริมว่า การไปพบพรรค ก.ก. “ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ” แต่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพรรค พท. ต้องการสลายขั้วการเมือง และต้องการสร้างมิติใหม่ทางการเมือง จึงเรียนเชิญให้มาร่วมโหวตนายกฯ
ก่อนวันโหวต จะโชว์เสียง “เลือกนายกฯ แบบม้วนเดียวจบ”
นายภูมิธรรมพูดหลายครั้งว่า ไม่ปิดกั้น “ถ้าจะมี สส. และ สว. ในลักษณะเป็นบุคคล หรือกลุ่มบุคคลมาเลือกนายกฯ เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน”
เมื่อถูกถามว่า หาก 151 เสียงของพรรค ก.ก. ไม่โหวตให้ จะพูดคุยกับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ นายภูมิธรรมบอกว่า ได้คุยกับทุกฝ่ายและทุกพรรคแล้ว และในการพูดคุยกับแกนนำพรรค ก.ก. ก็ได้พูดถึงสถานการณ์พิเศษ และเจตจำนงของพรรค พท.
ส่วนจะมีพรรคใดมาเพิ่มแบบ “ยกพรรค” หรือไม่นั้น นายภูมิธรรมไม่ได้ตอบคำถาม แต่บอกเพียงว่า ต้องรอวันโหวตนายกฯ รอประธานรัฐสภานัด 17 ส.ค.
“ก่อนถึงวันเลือกนายกฯ จะมีเสียงจากเราให้เห็นว่าสามารถเลือกนายกฯ แบบม้วนเดียวจบได้” นายภูมิธรรมกล่าว
พปชร. ประกาศ 40 เสียงโหวตหนุนนายกฯ เพื่อไทย
นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยืนยันว่า สส. ทั้งหมดของพรรค 40 คน จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. ซึ่งเป็นจุดยืนที่จะไปด้วยกันทั้งหมด ไม่ขาดแม้แต่คนเดียว เพราะเห็นว่าประเทศต้องเดินไปข้างหน้า และก่อนหน้านี้ที่พรรคก้าวไกล ก.ก. เสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ก็ได้รับการประสานให้โหวตให้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก และยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะขณะนี้ต้องให้การโหวตนายกฯ ผ่านไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน
ส่วนพรรค พปชร. จะได้อะไรตอบแทน หรือมีข้อเสนอให้ร่วมรัฐบาลในภายหลังหรือไม่นั้น นายไผ่กล่าวย้ำว่า เล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะเดินไปลำบาก จึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้
“ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นแม้ว่าจะต้องไปเป็นฝ่ายค้าน” และ “เราไม่ได้โดนหลอก ไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง"
สส. รายนี้ปฏิเสธจะให้ความเห็นว่าการประกาศจุดยืนของ พปชร. จะส่งผลต่อตัดสินใจของ สว. หรือไม่ แต่ยืนยัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ยังคงอยู่กับพรรคดังเดิม
ในระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย ทั้ง น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา ต่างประกาศว่าจะไม่จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรค 2 ลุง ไม่ว่าพรรค พปชร. หรือ รทสช.
อย่างไรก็ตามแกนนำทั้ง 2 พรรคนี้ ได้รับเชิญให้เดินทางไปพูดคุยกับแกนนำพรรค พท. ในช่วง 22-23 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังพรรค พท. "รับไม้ต่อ" เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อจากพรรค ก.ก. ซึ่งหาเสียงด้วยคำขวัญ "มีลุง ไม่มีเรา" จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
สารพัดสมการตั้งรัฐบาล
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำ 2 พรรคขนาดกลาง ไม่ว่าจะเป็น พรรคพลังประชารัฐ (40 ที่นั่ง) หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ (36 ที่นั่ง) ยืนยันชัดเจนว่า “หากจะไป ต้องไปทั้งพรรค” เพื่อสกัดแผน “ผ่าพรรค-ชิงเสียง” จากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (25 ที่นั่ง) ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค พท. หลังเกิด “ศึกใน” จากการชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ปชป. คนใหม่ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ฝ่ายหนึ่ง นำโดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค กับนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ได้เปิดหน้า สส. 21 คนออกมาแล้ว ส่วนอีกฝ่าย มีอดีตหัวหน้าพรรคเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการคัดค้านสูตรรัฐบาลผสมข้ามขั้ว ซึ่งไม่ว่าตัดสินใจอย่างไร แกนนำพรรค ปชป. ยืนยันว่าต้องออกเป็นมติพรรค
หากใช้ 238 เสียงเป็นตัวตั้ง พรรค พท. ต้องตามหาเสียงในรัฐสภาอีกเท่าไร จึงจะสามารถผลักดันให้นายเศรษฐาไปถึงทำเนียบรัฐบาลได้ บีบีซีไทยสรุปสารพัดสมการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการชวนหรือไม่ชวน สส. พรรคไหนเข้าร่วมรัฐบาล ย่อมส่งผลต่อการได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนของสมาชิกสภาสูงด้วย
- กรณีจับกับพรรค พปชร. จะมีเสียงเพิ่มเป็น 278 เสียง ต้องหาเสียง สว. เพิ่มอีก 97 เสียง
- กรณีจับกับพรรค รทสช. จะมีเสียงเพิ่มเป็น 274 เสียง ต้องหาเสียง สว. เพิ่มอีก 101
- กรณีจับกับพรรค ปชป. จะมีเสียงเพิ่มเป็น 260-263 เสียง (แบ่งเป็นกรณีมา 22 เสียง ไม่รวม 3 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ กับมายกพรรค 25 เสียง) ต้องหาเสียง สว. เพิ่มอีก 112-115 เสียง
- กรณีจับกับพรรค พปชร.+รทสช. จะมีเสียงเพิ่มเป็น 314 เสียง ต้องหาเสียง สว. เพิ่มอีก 61 เสียง