วุฒิชาติ กัลยาณมิตร จากผู้ตั้งคำถามปม ม.112 สู่การโหวต "เห็นชอบ" ให้ สิริพรรณ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, PR SENATE
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 3 นาที
"ผมมีหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมคุณธรรม ผมมีข้อสังเกตตอนประชุมคณะกรรมาธิการ ผมติงตรงที่อาจารย์สิริพรรณไปร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 แต่โดยมารยาทแล้ว ถือว่าผมต้องให้ความ 'เห็นชอบ' ดังนั้นผมไม่มีประเด็นในเรื่องนี้" วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา กล่าวกับบีบีซีไทย
วุฒิชาติ เป็น สว. กลุ่ม 11 (กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว) ซึ่งเข้าสภาสูงได้ด้วยคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม และมีบทบาทสำคัญในวุฒิสภา ทั้งในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม และเลขานุการคณะ กมธ. วิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา ทว่าบทโดดที่ทำให้เขาเด่นกว่าเพื่อนร่วมสภาหลายคน หนีไม่พ้น การเป็นตัวแทนชี้แจงแสดงเหตุผลของ สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า "สว. สีน้ำเงิน" ในหลายกรรมหลายวาระ ทั้งในระหว่างการประชุมวุฒิสภาและการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
ส่วนบทบาทล่าสุดใน "เกมคว่ำ 2 ตุลาการ" ที่ วุฒิชาติ เข้าไปเกี่ยวข้อง มาจากการนั่งเป็นเลขานุการ กมธ. สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา ที่มี พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ เป็นประธาน
วานนี้ (18 มี.ค.) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 136 ต่อ 43 เสียง "ไม่เห็นชอบ" ให้ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีมติ 115 ต่อ 47 เสียง "ไม่เห็นชอบ" ให้นายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล และอดีตเอกอัครราชทูต ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เฉลยเป็นคนตั้งประเด็น ม. 112
ในฐานะ 1 ใน 15 กมธ. ทำให้ วุฒิชาติ มีโอกาสปะหน้า-สบตา-ซักถาม 2 แคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในระหว่างเชิญมาให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา เมื่อ 6 มี.ค.
"ผมเป็นคนถามอาจารย์สิริพรรณเองละ ผมถามท่าน แล้วเอาข้อมูลมาวางให้กรรมาธิการทุกท่านพิจารณา ส่วนใครจะตัดสินใจอย่างไรก็ว่ากันไป" วุฒิชาติ เฉลยเบื้องหลังในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่าเขาคือผู้ยิงคำถามใส่นักรัฐศาสตร์หญิง กรณีปรากฏข่าวว่าเคยร่วมลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กับเพื่อนนักวิชาการเมื่อปี 2555
อย่างไรก็ตาม สว. รายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า กมธ. มีหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมภายใต้กรอบ 5 ด้านเท่านั้น จึงไม่สามารถทำเกินเลยไปจากกรอบนี้ได้

ที่มาของภาพ, PR SENATE
เขายังเล่าถึงบรรยากาศในการประชุม กมธ. ตรวจสอบประวัติฯ ด้วยว่าทั้ง 15 คนต้องนั่งคุยกันว่าอำนาจหน้าที่มีแบบนี้ ห้ามเอาความรู้สึกส่วนตัวมากำหนด
"เวลาทำหน้าที่ เราไม่เอาความรู้สึกไปกำหนดแล้วบอกว่าไม่เอา แม้ความรู้สึกส่วนตัวตงิด ๆ อยู่แล้วเรื่อง 112 แต่ในเมื่อกรอบ 5 ด้านที่กฎหมายกำหนดให้เราตรวจสอบ เขาไม่ผิดไง ผมก็ต้องให้ความเห็นชอบ แต่ผมขอให้บันทึกข้อสังเกตของผมเอาไว้ในรายงานการประชุมของกรรมาธิการ" วุฒิชาติ กล่าวยืนยันว่าเขาให้ความเห็นชอบแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 2 คน
อย่างไรก็ตามบีบีซีไทยไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ได้ เนื่องจากการลงมติรับรองแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของ สว. ใช้วิธีลงคะแนนลับโดยใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและช่างภาพบันทึกภาพในระหว่างที่สมาชิกลงคะแนน และไม่มีบันทึกผลการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่อย่างใด
สำหรับกรอบ 5 ด้านที่ วุฒิชาติ พูดถึง ได้นำมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระฯ มาใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ (ข้อ 5-10), มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก (ข้อ 11-20), จริยธรรมทั่วไป (ข้อ 21-26) โดยเทียบเคียงกับ "พฤติกรรมที่ปรากฏ" แล้วให้คะแนนเป็น 5 ระดับคือ ปฏิบัติมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และไม่ปฏิบัติ นอกจากนี้ยังพิจารณาเรื่องความประพฤติ อุปนิสัย ครอบครัว สังคมของแคนดิเดตด้วย
เลขานุการ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ยืนยันว่า มี "ข้อมูลเชิงลึก แต่ไม่สามารถอภิปรายในช่วงประชุมเปิดเผยได้ ก็มีการพูดกันในช่วงประชุมลับ" และเขาไม่สามารถให้รายละเอียดใด ๆ ได้
ประเด็นที่น่าสนใจคือ คำตอบ-คำชี้แจงที่ได้รับจาก ศ.ดร.สิริพรรณ ในชั้น กมธ. ถือว่า "ฟังขึ้น" ใช่หรือไม่ เขาถึงตัดสินใจโหวต "เห็นชอบ" ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
วุฒิชาติ บอกว่า "เราก็ติด สำหรับผมอะไรก็ได้ แต่ถ้าเกี่ยวกับสถาบันฯ เกี่ยวกับมาตรา 112 ผมค่อนข้างไม่นั่นเลย เพราะผมเคยเป็นหัวหน้าหน่วยงานมาก่อน มีโอกาสรับสนองงานในหลาย ๆ เรื่อง ดังนั้นความผูกพันกับสถาบันฯ ผมเต็มที่ และนามสกุลของผมก็เป็นนามสกุลพระราชทาน... แต่บางทีเหตุผลกับความถูกต้องมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อกรอบกำหนดมาอย่างนั้น เขาไม่มีอะไรนอกเหนือจากกรอบนั้น เราจะเอาความรู้สึกส่วนตัวมากำหนด มันไม่ได้ ในฐานะกรรมาธิการคัดกรอง ก็ต้องพิจารณาไปตามกรอบ"
"สื่อทำให้ สว. ชุดใหญ่กลายเป็นจำเลยสังคม"
ผลการลงมติของวุฒิสภาที่ออกมาสะท้อนว่า วุฒิชาติ คือ สว. "เสียงข้างน้อย" จำนวน 43 เสียงที่โหวตรับรองชื่ออาจารย์สิริพรรณ ท่ามกลางข้อวิเคราะห์-คาดการณ์ว่า "สว. สีน้ำเงิน" น่าจะเป็นเจ้าของเสียง 136 เสียงที่โหวตคว่ำชื่อนักรัฐศาสตร์หญิง ผู้ฝ่าด่านหิน-ได้รับมติเอกฉันท์ในชั้นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วุฒิชาติ ระบุว่า ต้องขอติงสื่อนิดหนึ่ง เวลามีปัญหา สื่อเชิญแต่ฝั่งนั้นไปออก สัมภาษณ์แต่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ไม่เคยมาถามพวกตนเลย
"สื่อทำให้ สว. ชุดใหญ่กลายเป็นจำเลยสังคม บอกเป็น สว. สีน้ำเงิน เป็นนั่นเป็นนี่ ผมบอกเลยว่าในความเห็นของผม ถ้าสีน้ำเงินหมายถึงชาติ ใช่เลย เราเป็น สว. สีน้ำเงิน แต่ถ้าไปเกี่ยวโยงกับพรรคการเมือง มันไม่ใช่" วุฒิชาติ ยืนยัน
สว. ผู้มีชื่อเล่นว่า "แจ็ค" ยังพูดเลยไปถึงกรณีที่ถูกสื่อมวลชนรุ่นใหญ่สถาปนาให้เขาเป็นแกนนำกลุ่มการเมืองที่เรียกชื่อว่า "แก๊งแจ็ค" โดยบอกว่าใครไปตั้งอะไร เขาไม่เคยออกมาตอบโต้หรือต่อว่า เพราะถือหลักว่าทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมั่นคง
"บางทีเราต้องทนเจ็บ ทนให้สังคมต่อว่าแม้สิ่งที่เราไม่ได้ทำ" เขากล่าว
ในวันที่ สว. สีน้ำเงิน ตกเป็น "จำเลยสังคม" จากการตีตกชื่อ 2 แคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิชาติ กล่าวย้ำว่า มีบางเรื่องที่สังคมยังไม่รับรู้ เพราะส่วนใหญ่เป็นการประชุมลับ เอารายละเอียดส่วนบุคคลมาคุยกัน แต่มาเปิดเผยไม่ได้ พวกเราไม่ตอบโต้ ปล่อยไป ถือว่าทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคะแนนไม่เห็นชอบ 136 เสียงนั้น เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับยอด สว. กลุ่มใหญ่ 138 คนที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบตามกฎหมายฟอกเงินหลังตั้งข้อสันนิษฐานเรื่องการ "ฮั้วเลือก สว." จึงไม่แปลกหากสังคมจะอนุมานว่า สว. กลุ่มไหนคือผู้โหวตคว่ำชื่อแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทว่า วุฒิชาติ ขอให้ไปย้อนดูผลการลงมติทุกครั้ง
"ถ้าล็อกจริง ทำไมคะแนนไม่เท่ากัน จะบอกว่าเป็นกลุ่มเป็นก้อนไปกำหนดหรือว่าคนนี้ให้เท่านี้ คนนั้นให้เท่านั้น ก็คิดกันไปเอง เราไปห้ามความคิดใครไม่ได้ ก็มโนกันไป" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, PR SENATE
นอกจากเน้นย้ำหลายครั้งว่า "ผมไม่เคยเอาความรู้สึกมาใช้ในเวลาทำงาน" วุฒิชาติ ยังพูดถึง "มารยาทในการประชุม" หลังจากวานนี้เขาลุกขึ้นโต้เถียง-โต้แย้งญัตติของ นันทนา นันทวโรภาส สว. ที่เรียกตัวเองว่า "สว. พันธุ์ใหม่" ที่เสนอให้วุฒิสภาชะลอการลงมติเลือก 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกไปก่อน เพื่อให้ดีเอสไอและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบที่มาของ สว. ทุกคนให้สิ้นสงสัยก่อน
วุฒิชาติ ยืนยันว่า สว. ต้องทำหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ส่วนตัวไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ
"ถ้าเรื่องทั้งหมดถึงคนกลางก็ว่ากันไป เราไม่เคยไปอะไรเลย ไม่เคยคิดจองล้าง จองผลาญ จองเวรใคร เมื่อวันนี้กรอบหน้าที่เรามี ก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นถ้าวันหนึ่ง ผมจะหาแสง สี เสียง เสนอญัตติด่วนขึ้นมาแล้วมีผู้รับรองครบ ผมจะเกเร ลุกขึ้นมาพูดอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่" วุฒิชาติ กล่าวทิ้งท้าย
ตกทัศนคติ
นอกจาก วุฒิชาติ บีบีซีไทยยังติดต่อไปยังแกนนำ สว. สีน้ำเงินอีกหลายคนเพื่อขอให้ชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจโหวตรับ/ไม่รับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครรับสายโทรศัพท์
อย่างไรก็ตามมี สว. "สีน้ำเงิน" 2 คน ที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ กล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่า เขาลงมติ "ไม่เห็นชอบ" ให้แคนดิเดตทั้ง 2 คนเป็นตุลาการ เพราะในระหว่างการประชุมลับ มีการนำเสนอรายงานลับของ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ เมื่อ สว. ทุกคนเปิดอ่านแล้วก็มีการอภิปรายซักถามกันอยู่นาน
"เหตุผลส่วนตัวที่ตัดสินใจเลยคือเรื่องทัศนคติ ก็คือเกี่ยวกับการเทิดทูนสถาบันฯ หลัก ๆ คือเรื่องนี้ ทั้ง 2 ท่านไม่ปรากฎข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องนี้" สว. สีน้ำเงิน กล่าวกับบีบีซีไทย
อย่างไรก็ตาม สว. รายนี้ไม่ได้อธิบายขยายความว่าเขาใช้ "ข้อมูล" อะไรมาตัดสินให้แคนดิเดตสอบตกเรื่องทัศนคติ































