"เอาลูกไปทรมาน เอาไปหาเงินแล้ว... ยังถูกจับไปฆ่าอีก" เปิดใจญาติตัวประกันไทยในกาซาที่เสียชีวิตเพิ่ม

ที่มาของภาพ, ครอบครัวอัครศรีและครอบครัวรินทลักษ์/Handout
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"เมื่อวานตอนบ่ายสามโมง ขณะที่นำควายไปเลี้ยงในทุ่งนา ก็มีเบอร์โทรมาจากต่างประเทศขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายบวก ก็ดีใจว่า จะมีการแจ้งข่าวดี แต่พอทราบว่าข่าวร้าย ก็ทำอะไรไม่ถูก นอกจากพากันกุมมือร้องไห้กับพ่อของเขาที่กลางทุ่งนานั้น"
นางอมร อัครศรี แม่ของนายสนธยา 1 ใน 8 ตัวประกันคนไทยที่ถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ย้อนเล่าให้บีบีซีไทยฟังทางโทรศัพท์ถึงวินาทีที่เธอทราบข่าวว่า ที่จริงแล้วลูกชายของเธอจากไปแล้วตั้งแต่ 7 เดือนก่อน
แต่โทรศัพท์ทางไกลสายตรงจากเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศจากอิสราเอลเมื่อวานนี้ (16 พ.ค.) เป็นเพียงการยืนยันว่า ลูกชายคนโตของเธอเสียชีวิตแล้วนับตั้งแต่กลุ่มฮามาสโจมตีพื้นที่การเกษตรในอิสราเอล แล้วจับกุมตัวเขาไปก่อนโดยไม่ทราบชะตากรรม ทั้ง ๆ ที่เขากำลังจะครบกำหนดสัญญาทำงาน 5 ปี ในเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว และกำลังจะเดินทางกลับมาบ้านเกิด ที่บ้านโคกม่วย ต.บ้านพร้าว อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
ขณะที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่บ้านของนายทองมา รินทลักษ์ ใน ต.พระบาทนาสิงห์ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ก็ได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของลูกชาย นายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ เช่นกัน
การแจ้งข่าวกับญาติผู้เสียชีวิตเพื่อแสดงความเสียใจดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อเวลาประมาณ 01.40 น. ของวันนี้ (17 พ.ค.) โดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แถลงหลังจากได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟว่า คณะกรรมการด้านการประเมินสถานภาพตัวประกันของรัฐบาลอิสราเอลได้พิจารณาหลักฐานแวดล้อมที่เชื่อถือได้ และแจ้งว่าตัวประกันคนไทย 2 คน จากจำนวนที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว 8 คน ได้เสียชีวิตแล้ว ได้แก่ นายสนธยา อัครศรี และนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ โดยคาดว่าเป็นการเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงต้นของเหตุการณ์เมื่อเดือน ต.ค. 2566

ที่มาของภาพ, YouTube/MFA Thailand Channel
ในแถลงการณ์ของ กต. ยังเน้นย้ำการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมดโดยเร็วที่สุด รวมถึงตัวประกันคนไทยอีก 6 คน ให้กลับคืนสู่มาตุภูมิโดยปลอดภัย รวมถึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างสูงสุดเพื่อบรรลุการเจรจา และนำไปสู่การแก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมในกาซาโดยทันที
ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างคำแถลงของ พล.ร.ต.แดเนียล ฮาการี โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ระบุว่า ตัวประกันชาวไทยทั้งสองทำงานด้านเกษตรกรรมอยู่ที่นิคมเกษตรเบเอรี ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนฉนวนกาซาราว 4 กิโลเมตร และทั้งคู่ได้รับการยืนยันว่าถูกสังหารในระหว่างการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 และศพของพวกเขาถูกนำไปยังฉนวนกาซา
รอความชัดเจนเกี่ยวกับการนำร่างกลับสู่บ้านเกิด
จากการสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ระหว่างผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยกับญาติแรงงานไทยที่เสียชีวิตทางโทรศัพท์ พบว่า ครอบครัวของนายสุทธิศักดิ์กำลังตระเตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับการนำร่างของผู้เสียชีวิตกลับมา ขณะที่ครอบครัวของนายสนธยายังคงไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพราะยังรอความชัดเจนจากภาครัฐก่อน
"แม่ก็ได้เพียงแค่รอว่า ทางการไทยจะได้ศพออกมาวันใด โดยกระทรวงต่างประเทศบอกว่าจะดำเนินการให้ทุกอย่าง แม่ทำอะไรตอนนี้ไม่ได้ ได้แค่รอ" นางอมร มารดาของนายสนธยากล่าว และบอกเพิ่มเติมว่า
"ผ่านมาเจ็ดเดือนแล้ว ตอนนี้ [ร่าง]จะเหลืออะไรบ้าง ถ้าร่างไม่สมบูรณ์ แม่ก็อยากให้นำกระดูกหรือชิ้นส่วนอะไรก็ได้ แม่ก็ไม่ว่าอะไร แต่ขอให้ยืนยันว่าเป็นชิ้นส่วนของร่างกายที่แท้จริงของลูก ของนายสนธยาก็พอแล้ว" เธอเล่า

ที่มาของภาพ, ครอบครัวอัครศรี/handout
ขณะที่นายทองมา บิดาของนายสุทธิศักดิ์ เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ตอนที่เขารับสายของสถานทูตไทย ตนได้สอบถามถึงสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย แต่ปลายสายก็ยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้ บอกเพียงว่า ถูกเขายิง ทั้งนี้ หลังรับทราบข่าวลูกชายแล้วเขาก็ดำเนินการไปแจ้งเรื่องราวนี้กับนายอำเภอ กำนัน และเจ้าหน้าที่ยังบอกว่าจะนำศพของลูกชายมาที่บ้าน
แต่นายทองมาถามเจ้าหน้าที่กลับไปว่า เป็นศพหรือเป็นกระดูก และได้รับคำตอบว่า "ยังบอกไม่ได้" แต่ที่บ้านก็ได้ตระเตรียมสถานที่ไว้รอต้อนรับการกลับมาของลูกชายแล้ว
เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฝรั่งเศสได้รับทราบข่าวดังกล่าวแล้ว เขากล่าวว่ารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ได้รับรายงานการเสียชีวิตของตัวประกันชาวไทย 2 คน ในกาซา
“ผมได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ครับ รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินทุกวิถีทางให้ตัวประกันที่เหลือทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุดครับ” นายกรัฐมนตรีระบุ
เสาหลักครอบครัวที่หายไป
นับตั้งแต่การหายตัวไปของลูกชายในครอบครัวอัครศรีและครอบครัวรินทลักษ์โดยไม่ทราบชะตากรรมตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีคำแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศครั้งล่าสุดถึงการจากไปแบบไม่มีวันกลับของพวกเขา สำหรับครอบครัวทั้งสอง นี่เปรียบได้กับ "เสาหลักครอบครัวที่หายไป"
นายทองมาในวัย 74 ปี ที่ตอนนี้ได้รับเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 700 บาทต่อเดือน ส่วนภรรยาวัย 76 ปี ที่ร้องไห้เสียใจจนนอนไม่หลับตั้งแต่ทราบข่าวว่าลูกชายเสียชีวิต ก็ได้รับการช่วยเหลือจากเบี้ยยังชีพผู้สูงวัยและเบี้ยความพิการรวมกันราว 1,500 บาทต่อเดือนเท่านั้น และตอนนี้ก็ไม่ได้ทำงานใด ๆ
"ตอนลูกชายยังมีชีวิตอยู่ ส่งเงินมาให้เดือนละ10,000-25,000 ก็ทำให้พอกินพอใช้ไปได้ พอได้ใช้หนี้ ธกส. ที่เคยหยิบยืมมา แต่ตอนนี้เขาก็มาทวงหนี้อยู่ พอขาดเสาหลักครอบครัวไป ยอมรับว่าตอนนี้ลำบาก แทบไม่มีเงินเสียค่าไฟ" นายทองมาอธิบายถึงสถานการณ์ในครอบครัวที่ต้องเผชิญในตอนนี้

ที่มาของภาพ, ครอบครัวรินทลักษ์/handout
เขาเล่าเพิ่มเติมด้วยว่า นายสุทธิศักดิ์วัย 43 ปี ไปเป็นแรงงานเก็บผลไม้ที่อิสราเอลมาแล้ว 6 ปี ก่อนที่เจ้านายจะย้ายเขาไปที่ไร่เกษตรใกล้ชายแดนกาซาได้ไม่ถึงสามเดือน ก่อนที่จะถูกจับ ลูกชายเคยบอกเขาว่า งานที่ทำถือว่าเบากว่างานเก่าที่เขาทำที่เมืองไทยในโรงงานทอผ้าสำลี และได้รายได้มากกว่า แต่น่าเสียดายที่ลูกชายเสียชีวิตก่อน เพราะเงินประกันสังคมที่เขาส่งไปอาจจะไม่ได้คืน เพราะเจ้าตัวจะต้องเป็นผู้ดำเนินการถอนออกเอง
ดังนั้น นายทองมาจึงเรียกร้องให้รัฐเข้ามาให้การช่วยเหลือพวกเขาที่ต้องสูญเสียเสาหลักไป
"หมดปัญญาแล้ว ทุกวันนี้ ถ้าลูก[ตาย]ไป ก็ยิ่งจะแย่ลงไปอีก" เขาพูดพร้อมถอนหายใจ
ส่วนครอบครัวของนางอมร ซึ่งมีลูกสองคนเป็นเสาหลักครอบครัว ลูกชายคนโตคือ นายสนธยา อายุ 31 ปี เดินทางไปทำงานเก็บอะโวคาโดที่อิสราเอลมาแล้ว 5 ปี ซึ่งครบกำหนดตามสัญญาจ้างแล้ว แต่นายจ้างได้ต่อสัญญาให้ลูกชายอีก 5 เดือน และเมื่อครบกำหนดแล้วก็จะเดินทางกลับ ซึ่งตรงกับเดือน ต.ค. 2566 แต่ไม่ทันได้กลับก็เกิดเรื่องเสียก่อน ส่วนลูกชายอีกคนตอนนี้ไปทำงานที่โรงงานพลาสติกที่ไต้หวัน
"ในแต่ละเดือน สนธยา จะส่งเงินมาให้แม่ประจำทุกเดือน เดือนละ 40,000 บาท ไม่เคยขาด เก็บหอมรอมริบไว้ให้เขา เพื่อซื้อควายไว้ให้เขาตั้งแต่สามปีที่แล้ว เพื่อเป็นอาชีพของเขาตอนกลับมาอยู่ที่บ้าน และเขาบอกว่าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ตอนนี้ซื้อควายให้เขาได้แล้ว 15 ตัว" เธอเล่าให้ฟัง
"ส่วนพ่อของเขาก็ได้แต่บ่นว่า โอ้ย... เอาลูกไปทรมาน เอาไปหาเงิน ไปเป็นลูกจ้าง ไปลำบากแล้ว ยังถูกจับไปฆ่าอีก" นางอมรพูดถึงคำพูดของสามีที่พร่ำบ่นถึงลูกที่มีชะตากรรมอันเลวร้ายขณะที่ต้องไปทำงานต่างแดนเพื่อช่วยเหลือเจือจุนครอบครัว และลูกสาวตัวเล็ก ๆ ที่รอการกลับมาของพ่อที่บ้าน
7 เดือนที่ไม่สิ้นหวัง
ตลอดระยะเวลา 7 เดือนนับตั้งแต่นางอมรเห็นคลิปคนงานไทยในอิสราเอลถูกจับ โดยหนึ่งในนั้นมีลูกชายของเธอรวมอยู่ด้วย ในเสื้อสีเทาขาว เธอก็ยังคงหวังว่า ลูกชายของเธอยังคงปลอดภัย
เธอเล่าว่า นายสนธยาเป็นคนพูดน้อย ตอนที่โทรมาพูดคุยก็ถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบกันธรรมดา ส่วนบทสนทนาสุดท้ายก็ไม่ได้มีนัยอะไร เพียงแค่บอกว่า เขาต้องไปเก็บผลอะโวคาโดแล้ว และบอกว่าใกล้จะได้กลับบ้านแล้วก็เท่านั้น
ด้วยความหวังที่มีตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา นางอมรพยายามโทรหาลูกชายหลายต่อหลายครั้ง ส่งคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาดี ๆ ให้กำลังใจไปให้ทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยหวังว่าจะได้เห็นข้อความตอบกลับหรืออย่างน้อยก็มีข้อความแจ้งว่าข้อความที่ส่งไปถูกอ่านแล้ว เพื่อให้ทราบว่าปลายทางยังปลอดภัย

ที่มาของภาพ, ครอบครัวอัครศรี/handout
ขณะที่ สายด่วนสำหรับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ (Hotline for Refugees and Migrants - HRM) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรซึ่งทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในอิสราเอล ได้ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชีเอ็กซ์เป็นภาษาฮีบรูเพื่อแสดงความเสียใจต่อการจากไปของแรงงานไทยด้วย โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า วันที่ 16 พ.ค. เป็นวันเกิดอายุครบ 31 ปีของนายสนธยาพอดี












