เปิดเหตุผล ธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ทำให้ศาลเลื่อนอ่านฎีกา 5 ครั้ง คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แจ้งข้อหา อภิสิทธิ์-สุเทพ สั่งฆ่าประชาชน

สุเทพ ธาริต

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ (ซ้าย) กับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ (ขวา) เมื่อครั้งยังทำงานเคียงบาเคียงไหล่กันเมื่อปี 2553 แต่วันนี้นายสุเทพกลายเป็นโจทก์ร่วมฟ้องอดีตอธิบดีดีเอสไอ

ศาลอาญาเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นครั้งที่ 5 คดีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ กับพวก ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หลังอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ปรากฏตัวที่ศาล ส่งทนายโชว์ใบรับรองแพทย์ว่าติดเชื้อโควิด-19

วันนี้ (7 ก.ย.) ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดอ่านคำพิพากษาศาลศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.310/2556 หลังมีเหตุให้เลื่อนอ่านมาแล้ว 4 ครั้ง และต้องเลื่อนอ่านอีกครั้งในวันนี้ เนื่องจากนายธาริตไม่มาปรากฏตัวที่ศาล โดยทนายของเขาได้ยื่นคำร้อง พร้อมใบรับรองแพทย์ว่าลูกความติดเชื้อโควิด-19 ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยทนายโจทก์ก็ไม่คัดค้าน

ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตตามคำร้อง

สื่อหลายสำนัก อาทิ ไทยโพสต์ ไทยพีบีเอส และมติชน รายงานตรงกัน โดยอ้างความเห็นของศาลที่ระบุตอนหนึ่งบุว่า “ห้ามใช้เทคนิคทางกฎหมายมาขัดขวางการอ่านคำสั่งของศาลอีก” หากจำเลยที่ 1 ใช้เหตุผลการป่วยในการขอเลื่อนการฟังคำสั่งคดีอีกในครั้งหน้า ศาลจะไม่อนุญาต แล้วจะไต่สวนคำร้องและอ่านคำพิพากษาทันที ซึ่งได้นัดหมายให้ฟังคำพิพากษาอีกครั้งวันที่ 9 ธ.ค. 2565

คดีนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับพวกรวม 4 คน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง

ศาลอาญา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เส้นทางคดี

การลุกขึ้นมาเป็นโจทก์ร่วมกันฟ้อง 4 อดีต/ข้าราชการดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553 เกิดขึ้นหลังจากนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ชนะคดีที่ดีเอสไอสั่งฟ้องพวกเขา ในความผิดฐาน “ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่า และพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” ทว่าต่อมาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ซึ่งถือเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อ 31 ส.ค. 2560 ทำให้อดีตนายกฯ และอดีตรองนายกฯ ฟ้องกลับนายธาริต กับพวกรวม 4 คน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

  • จำเลยที่ 1 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ
  • จำเลยที่ 2 พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดสอบสวน คดีการเสียชีวิตของประชาชน
  • จำเลยที่ 3 พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ พนักงานสอบสวน
  • จำเลยที่ 4 ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวน

คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปใจความสำคัญได้ว่า เมื่อเดือน ก.ค. 2554-13 ธ.ค. 2555 จำเลยทั้งสี่ ในฐานะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้สืบสวน สอบสวน และตั้งข้อหากับโจทก์ทั้งสอง ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่า และพยายามฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากการที่ ศอฉ. ออกคำสั่งให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการแจ้งข้อหาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง และเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ต้องรับโทษ

การชุมนุมของกลุ่ม นปช.หรือม็อบเสื้อแดงปี 2553

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 เป็นไปเพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ

บีบีซีไทยสรุปเส้นทางคดีเอาไว้ ดังนี้

9 มิ.ย. 2560 ศาลประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

25 ก.ย. 2561 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสี่

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การสอบสวนของจำเลยที่ 1-4 เป็นการกระทำในรูปแบบของคณะกรรมการดีเอสไอ มีพนักงานอัยการร่วมแจ้งข้อกล่าวหาอีก 2 คน ไม่ได้ทำตามลำพัง อีกทั้งคดีนี้ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดพฤติการณ์แห่งคดี และศาลเห็นว่าแต่ละชั้นศาลยังมีข้อวินิจฉัยเรื่องกฎหมายแตกต่างกัน

“คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองยังไม่มีหลักฐานชี้ให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1-4 มีพฤติการณ์จงใจกลั่นแกล้งให้โจทก์ทั้งสองต้องได้รับโทษทางอาญาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง” ศาลอาญาระบุ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์

5 มี.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ คนละ 3 ปี คำเบิกความเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา

คำพิพากษาศาลสรุปใจความได้ว่า ก่อนจะมีความเห็นควรแจ้งข้อหาโจทก์ที่ 1-2 ในความผิดฐานฆ่าเล็งเห็นผล จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 จำเลยทั้งสี่เคยมีความเห็นว่าการชุมนุม นปช. เป็นความผิดกฎหมาย จึงแจ้งข้อหาก่อการร้าย แสดงว่าจำเลยที่ 1-4 เห็นว่าโจทก์ที่ 1-2 กระทำไปตามหน้าที่ แม้ภายหลังการไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง ศาลอาญาจะชี้ว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นความผิด

จากการพิจารณาพฤติการณ์ประกอบกัน ฟังได้ว่าการที่จำเลยทั้งสี่มีความเห็นต่างจากเดิม “เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองเพื่อเอาใจรัฐบาล มีผลในการต่ออายุตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ การที่จำเลยทั้งสี่สืบสวนสอบสวนโจทก์ทั้งสอง พร้อมแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผล ทั้งที่เป็นอำนาจ ป.ป.ช. การกระทำ จึงเป็นความผิดตามฟ้อง”

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา 200 วรรคสอง

จำเลยทั้งสี่ยื่นประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 4 แสนบาท ขอต่อสู้คดีในชั้นฎีกา

ปฏิบัติการกระชับพื้นที่เมื่อ 19 พ.ค. 2553

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปฏิบัติการกระชับพื้นที่เมื่อ 19 พ.ค. 2553 เพื่อขอคืนพื้นที่สวนลุมพินีและบริเวณต่อเนื่อง โดย ผอ.ศอฉ. ให้เหตุผลว่าสวนลุมพินีเป็น "พื้นที่หลบซ่อนของกองกำลังติดอาวุธ นปช."

ธ.ค. 2564-ก.ย. 2565 ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา แต่ถูกเลื่อนอ่านมา 5 ครั้ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 (นายธาริต) แจ้งว่าป่วยไป 3 ครั้ง และไม่ได้หมายศาลอีก 2 ครั้ง

16 ธ.ค. 2564 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทำให้ส่งหมายไม่ได้

10 ก.พ. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายความแจ้งว่า เมื่อ 8 ก.พ. 2565 นายธาริตมีอาการชักเกร็งและหมดสติเป็นเวลากว่า 5 นาที หลังได้สติ มีอาการแขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง ขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นเลือดในสมองอุดตันเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และมีใบรับรองแพทย์มาแสดง

21 เม.ย. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายความแจ้งว่า ลูกความมีอาการหายใจไม่ออก อ่อนเพลีย เนื่องจากผลกระทบภายหลังหายป่วยจากโรคโควิด-19 และแพทย์ลงความเห็นว่าต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 3 เดือน มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และมีใบรับรองแพทย์มาแสดง นอกจากนี้ทนายความของนายธาริตยังยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งสำนวนคดีนี้พร้อม “พยานหลักฐานใหม่” เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา พร้อมวางเงิน 6 แสนบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง คนละ 3 แสนบาท

อย่างไรก็ตามฝ่ายโจทก์คัดค้านการส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา เพราะเป็นเอกสารที่มีอยู่แล้วในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเสนอเอกสารดังกล่าวเข้ามาในสำนวน กลับปล่อยล่วงเลยจนถึงวันที่ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ทนายโจทก์ 1-2 ยังแถลงไม่ขอรับเงินดังกล่าว เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา หากโจทก์ทั้งสองประสงค์จะได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหาย ก็มีสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งได้อยู่แล้ว

22 มิ.ย. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 4 เนื่องจากศาลส่งหมายให้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์แจ้งว่า “ส่งไม่ได้ เขาย้ายไม่ทราบที่อยู่” แต่ทนายความยืนยันว่านายธาริตยังอยู่ที่เดิม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ศาลจึงให้เจ้าหน้าที่ส่งหมายศาลไปอีกครั้ง

7 ก.ย. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 5 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายแจ้งว่านายธาริตติดโรคโควิด-19 ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 อีกทั้งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะเป็นโรคเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดในสมองตีบ และมีใบรับรองแพทย์มาแสดง

9 ธ.ค. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปและเรียบเรียงข้อมูลจากการรายงานข่าวของสื่อหลายสำนัก อาทิ กรุงเทพธุรกิจ, ไทยโพสต์, ผู้จัดการ