10 ปีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง : คณะก้าวหน้าเสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม-ปฏิรูปกองทัพ-"เปิดประวัติศาสตร์บาดแผล"

เสื้อแดง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกิจกรรมผูกผ้าแดงและจุดเทียนรำลึกแก่ผู้เสียชีวิต ในวันครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 19 บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อ 19 พ.ค. 2563
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

อดีตนักการเมืองที่มาเคลื่อนไหวทางสังคมในนามคณะก้าวหน้า เสนอ 3 ข้อเรียกร้องในวาระ 10 ปีสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในจำนวนนี้คือการ "เปิดประวัติศาสตร์บาดแผล" พร้อมตั้งคำถามต่อวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลที่ทำให้นายพล ศอฉ. ไม่ตกเป็นจำเลยแม้แต่คดีเดียว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำคณะก้าวหน้า ระบุว่า เหตุสลายการชุมนุม นปช. ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย และบาดเจ็บอีกนับพัน โดยที่ยังไม่รู้ว่าใครทำ ถือเป็นความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวงของรัฐและกระบวนการยุติธรรม เพราะนี่คือ "สงครามกลางเมืองขนาดย่อม"

แคมเปญ "ตามหาความจริง" ในเหตุการณ์การเมืองเดือน พ.ค. ของคณะก้าวหน้า เกิดขึ้นเพื่อให้ "ประชาชนจดจำ เรียนรู้ข้อผิดพลาด และแย่งชิงพื้นที่ความทรงจำ" ตามคำอธิบายของนายธนาธร หลังเขาพบว่าฝ่าย "อภิสิทธิ์ชน" ต้องการให้ประชาชนลืมอดีตเพื่อความปรองดองสามัคคี

"คุณต้องสยบยอม จำนนต่อปัจจุบันเสียเถอะ อย่าริอ่านมาท้าทายอำนาจแบบนี้ นี่คือความปรองดองแบบเขา" นายธนาธรกล่าว

ก่อนหน้านี้ คณะก้าวหน้าออกมายอมรับว่าข้อความปริศนา "ตามหาความจริง" ที่ถูกยิงเลเซอร์ฉายทับใน 6 สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุม นปช. เมื่อ 10 ปีก่อน เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์กิจกรรมนี้ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องเก็บรวบรวมหลักฐานและพิจารณาว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

ขณะเดียวกัน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช และคณะก้าวหน้า ที่ สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี ในข้อหากระทำความผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ กรณีออกมาให้ร้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่าสืบทอดอำนาจ และมองว่าข้อความที่คณะก้าวหน้าเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ "เป็นการยุยงปลุกปั่นให้คนไทยลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล"

วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 6 ราย หลังแกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมบ่ายวันที่ 19 พ.ค. 2553

ที่มาของภาพ, กองโฆษก คณะก้าวหน้า

คำบรรยายภาพ, วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 6 ราย หลังแกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมบ่ายวันที่ 19 พ.ค. 2553 คือ 1 ใน 6 จุดใน กทม. ที่คณะก้าวหน้าทำแคมเปญรณรงค์ "ตามหาความจริง" จนถูกฝ่ายความมั่นคงรวบรวมหลักฐานเพื่อหาทางเอาผิดตามกฎหมาย

ข้อเสนอของผู้นำคณะก้าวหน้าเพื่อปลดล็อกความขัดแย้งทางการเมืองในวาระ 10 ปีสลายการชุมนุม นปช. คือ

  • ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อย่าประวิงเวลา หรือใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อ ทำให้กลุ่มที่มีส่วนร่วมในการปราบปรามประชาชนรอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด เช่น 6 ต.ค. 2519, พ.ค. 2535 และ พ.ค. 2553 ซ้ำอีก
  • ปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเคยเป็นฉันทามติของสังคมหลังเหตุการณ์ พ.ค. 2535 มาแล้ว แต่อาจหลงลืมไป จึงต้องทำให้รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพ
  • เปิดประวัติศาสตร์บาดแผล ทำให้เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างมีเหตุผล พูดด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ความเกลียดชัง

ข้อเสนอนี้ถูกโยนขึ้นกลางวงเสวนา "เลิกวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล จาก The Look of Silence ถึงความเงียบแห่งเดือนพฤษภาคม" จัดขึ้นที่อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ที่ทำการของคณะก้าวหน้า

นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และภรรยา จุดเทียนรำลึกครบรอบ 10 ปี การเสียชีวิตของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ บุตรชายวัย 17 ปีในขณะนั้น ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณริม ถ.ราชปรารภฝั่งตรงข้ามซอยรางน้ำ ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร "กระชับพื้นที่" การชุมนุมของ นปช. วันที่ 15 พ.ค. 2553

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และภรรยา จุดเทียนรำลึกครบรอบ 10 ปี การเสียชีวิตของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ บุตรชายวัย 17 ปีในขณะนั้น ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณริม ถ.ราชปรารภฝั่งตรงข้ามซอยรางน้ำ ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร "กระชับพื้นที่" การชุมนุมของ นปช. วันที่ 15 พ.ค. 2553

นายธนาธรกล่าวกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่เขาคาดหวังให้สังคมไทย "เลือกจำ" ในเหตุการณ์ พ.ค. 2553 คือข้อเท็จจริงที่ว่า "มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง" เห็นได้ชัดจากกรณีการปลดนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ตามด้วยการทำให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ได้ และพ้นจากอำนาจด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) จากนั้นจึงมีการตั้งรัฐบาลใหม่ในค่ายทหาร และการพลิกขั้วการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม และนี่คือชนวนเหตุให้ นปช. ออกมาชุมนุม

ส่วนสิ่งที่เขาอยากให้สังคม "เลือกลืม" คือวาทกรรมที่ปลูกฝังโดยอำนาจรัฐและอภิสิทธิ์ชนที่พยายามเขียน "นิทานเรื่องใหม่" ขึ้นมา

เมื่อ "ฆาตกร" เผชิญหน้า "เหยื่อ"

The Look of Silence เป็นภาพยนตร์สารคดีความยาว 103 นาที กำกับโดย โจชัว ออพเพนไฮเมอร์ โดยบอกเล่าเรื่องราวในช่วงปฏิบัติการกวาดล้างและเข่นฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซียอย่างน้อย 5 แสนคน ในช่วงปี 2508-2509

ชายผู้มีอาชีพประกอบแว่นสายตาหิ้วกระเป๋าของเขาไปบริการเพื่อนบ้าน โดยพบว่าหลายคนเกี่ยวข้องกับเหตุสังหารหมู่ และหลายคนคือผู้สั่งการ-ลงมือฆ่าพี่ชายแท้ ๆ ของเขาอย่างเหี้ยมโหด ซ้ำยังจำลองวิธีปลิดวิญญาณและบรรยายเหตุการณ์อย่างหฤหรรษ์

สิ่งที่ "ฆาตกร" ทำ เมื่อจำต้องสบตา เผชิญหน้ากับครอบครัวของ "เหยื่อ" คือ "มันเป็นอดีตไปแล้ว" และ "ถ้ายังดื้อด้านขุดคุ้ยอดีตแบบนี้อีก มันก็จะเกิดซ้ำอีกแน่"

Indo protest

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงชาวอินโดนีเซียชุมนุมอยู่นอกทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2548 เรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวนายพลซูฮาร์โตขึ้นสู่ศาลในคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังปราบปรามประชาชนหลายแสนคนด้วยการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในช่วงปี 2508-2509

ประโยคเหล่านี้เองที่ทำให้เหตุสังหารหมู่ครั้งประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้ความเงียบงัน ซึ่งนายธนาธรเห็นว่า เหตุการณ์สังหารหมู่ที่อินโดนีเซียมีลักษณะคล้ายคลึงกับหลายเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะเหตุล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนเมื่อ 6 ต.ค. 2519 ที่ถูกเข้าใจในช่วงต้นว่าเป็นการกำจัดคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นผู้ไม่หวังดีต่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ กว่าจะสถาปนาได้ว่านี่คือการก่อ "อาชญากรรมโดยรัฐ" ก็ใช้เวลาถึง 20 ปี

ความเงียบที่เกิดขึ้น สัมพันธ์กับอิทธิพลทางการเมืองของ "ระบอบซูฮาร์โต" ตามทัศนะของ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ผ่านมากว่า 40 ปี แต่เธอชี้ว่า "เหยื่อ" ยังต้องตกอยู่ในความเงียบและกลัว ซึ่งเป็นบรรยากาศไม่ต่างจากช่วง 32 ปีที่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตเรืองอำนาจหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่อินโดนีเซีย เพราะขณะนี้กองกำลังสำคัญ ๆ ที่เคยสนับสนุนระบอบซูฮาร์โตก็ยังมีอำนาจในอินโดนีเซีย

ซูฮาร์โต

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซูฮาร์โตถูกโค่นอำนาจในปี 2531 หลังปกครองประเทศยาวนานถึง 32 ปี โดยหลังจากนั้น เขาไม่เคยถูกนำตัวไปสอบสวนและเอาผิดต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุสังหารหมู่ 5 แสนคน

บาดแผลจากเหตุสังหารหมู่คอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย

  • ทศวรรษ 2500 พล.อ.มูฮัมหมัด ซูฮาร์โต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย บัญญัติศัพท์ "Komunisto-fobia" หรือโรคเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ เพื่อวิจารณ์พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจของเขา
  • 2508-2509 เหตุสังหารหมู่บุคคลต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI)
  • 2509 สภาที่ปรึกษาประชาชนของอินโดนีเซียมีคำสั่งห้ามตั้งพรรคการเมือง หรือเผยแพร่ความคิดลัทธิสังคมนิยมมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์โดยเด็ดขาด
  • 2524 รัฐบาลอินโดนีเซียจัดฉายภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อเรื่อง "การทรยศของขบวนการ 30 ก.ย. - พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย" (G30S-PKI) ทุกวันที่ 1 ต.ค. ให้คนรุ่นใหม่ได้ดู โดยวาดภาพให้ PKI เป็นผู้ร้ายที่ลงมือสังหารกองทัพ จนซูฮาร์โตต้องทำรัฐประหารเพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง
  • 2542-2544 ประธานาธิบดีอับดุลเราะห์มาน วาฮิด พยายามสร้างความปรองดองด้วยการชำระสะสางบาดแผลในอดีต ด้วยการเอ่ยขอโทษในนาม Nahdatul Ulama องค์กรมุสลิมที่เขาเป็นผู้นำ สำหรับความรุนแรงที่องค์กรนี้เคยมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สังหารหมู่ และให้ยกเลิกคำสั่งของสภาที่ปรึกษาประชาชนที่ให้ PKI เป็นพรรคผิดกฎหมาย ทว่าถูกรัฐสภาลงมติปฏิเสธเรื่องนี้และยังถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจาก "ชำระประวัติศาสตร์บาดแผล บทเรียนจากอินโดนีเซีย" ในหนังสือ "การเมืองวัฒนธรรมไทยว่าด้วยความทรงจำ/วาทกรรม/อำนาจ" โดย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

เจ้าหน้าที่เตรียมจอฉายภาพยนตร์ “การทรยศของขบวนการ 30 ก.ย. – พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI)” หรือ G30S/PKI ซึ่งสร้างโดยรัฐบาลและจัดฉายให้ดูเป็นประจำทุกวันที่ 1 ต.ค. เนื้อเรื่องบอกเล่าถึงการเข้ายึดอำนาจและสังหารผู้นำกองทัพโดยพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย เมื่อ 30 ก.ย. 2508

ที่มาของภาพ, NurPhoto/Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่เตรียมจอฉายภาพยนตร์ “การทรยศของขบวนการ 30 ก.ย. – พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI)” หรือ G30S/PKI ซึ่งสร้างโดยรัฐบาลและจัดฉายให้ดูเป็นประจำทุกวันที่ 1 ต.ค. เนื้อเรื่องบอกเล่าถึงการเข้ายึดอำนาจและสังหารผู้นำกองทัพโดยพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย เมื่อ 30 ก.ย. 2508

ความจริง 2 ชุดจาก คอป. VS ศปช.

สารคดีเรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามผูกขาดความจริงโดยรัฐ และสถาปนาประวัติศาสตร์ "ชาตินิยม" ผ่านตำราเรียนของเด็ก ๆ อินโดนีเซียด้วยการระบุว่าคอมมิวนิสต์คือ "ผู้ร้าย" ใครเข่นฆ่าคอมมิวนิสต์ได้คือ "ฮีโร่"

เมื่อมองย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ "กระชับวงล้อม" นปช. เมื่อ พ.ค. 2553 ได้ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างน้อย 2 ชุดขึ้นในสังคมไทย ทว่าเป็น "ความจริงคนละชุดกัน" นั่นคือ รายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ก.ค. 2555 กับรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งตั้งโดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เผยแพร่รายงานเมื่อ ก.ย. 2555

รศ.ดร.พวงทอง ในฐานะผู้ร่วมจัดทำรายงาน ศปช. กล่าวว่า รายงานของ คอป. คือ "ใบอนุญาตให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะโยนความผิดให้ผู้ชุมนุมและชายชุดดำ โดยทุกจุดที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น จะมีชายชุดดำโผล่มา" ขณะที่รายงานของ ศปช. ยืนยันได้แค่จุดเดียวว่ามีชายชุดดำโผล่มาในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 2553 ส่วนอื่น ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด นอกจากนี้ ศปช. ยังยืนยันด้วยว่าประชาชน 84 รายที่เสียชีวิต ไม่มีใครมีอาวุธร้ายแรงในมือที่จะทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตได้ ขณะที่ข้อมูลที่พบบางส่วนเสียชีวิตด้วยการถูกยิงที่ศีรษะ ซึ่งถือเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ

"ดังนั้นจะบอกว่าเป็นความจริง 2 ชุดก็ได้ เราคิดว่า 10 ปีที่ผ่านมา หลาย ๆ เรื่องที่เราค้นพบได้รับคำยืนยันโดยศาล ในการไต่สวนการตายมี 18 รายที่ศาลระบุว่าเสียชีวิตโดยกระสุนฝั่งทหาร รวมถึง 6 ศพในวัดปทุมวนารามฯ ด้วย ซึ่ง คอป. อธิบายว่ามีชายชุดดำ แต่ในการไต่สวนการตาย ศาลระบุว่าไม่มีชายชุดดำ" รศ.ดร.พวงทองกล่าว

การประชุม ครม. 4 พ.ค. 2553 เกิดขึ้นภายใน ร. 11 โดยมี ครม. และกรรมการ ศอฉ. เข้าร่วมพร้อมเพรียง - นายถวิล เปลี่ยนศรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายปณิธาน วัฒนายากร, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การประชุม ครม. 4 พ.ค. 2553 เกิดขึ้นภายใน ร. 11 โดยมี ครม. และกรรมการ ศอฉ. เข้าร่วมพร้อมเพรียง - นายถวิล เปลี่ยนศรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายปณิธาน วัฒนายากร, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

เธอยังบอกด้วยว่า เคยพูดคุยกับที่ปรึกษา คอป. ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศว่าจะเปิดดีเบตในเวทีสาธารณะระหว่าง ศปช.กับ คอป. เกี่ยวกับข้อค้นพบต่าง ๆ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ อย่างไรก็ตามนักวิชาการผู้จัดทำรายงานคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ที่ไม่ถูกป้ายสีการเมือง จะนำรายงานของ ศปช. ไปทำต่อในอนาคต

"แม้วันนี้ยังไม่มีความหวังกับกระบวนยุติธรรม แต่เชื่อว่าข้อเท็จจริงและเวลาอยู่ข้างเรา อีก 5 ปี 10 ปีก็ไม่สาย" รศ.ดร.พวงทองกล่าว

รศ.ดร.พวงทอง ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องถูกทำให้ชะงักงัน โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 2557 ศาลอาญาที่รับฟ้องคดี โดยมีนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศอฉ. เป็นจำเลยในข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม กลับบอกว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณา ทำให้อำนาจการพิจารณากลับไปอยู่ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เป็นเพียงข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงมองว่า "การรัฐประหาร 2557 แยกไม่ออกจากกระบวนการยุติธรรมสลายชุมนุมปี 2553"

"มือของผู้มีอำนาจเปื้อนเลือดมากเกินไป"

10 ปีหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีคนในกองทัพตกเป็นจำเลยแม้แต่รายเดียว ซ้ำนายพลที่เคยอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อรับมือกับการชุมนุม นปช. ยังได้ดิบได้ดี-มีตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน

เธอยืนยันว่าไม่ได้ต้องการตามล่า สะกิดแผล หรือดิสเครดิตการเมืองใคร แต่ไม่ต้องการให้โศกนาฏกรรมล้อมปราบประชาชนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก "การพ้นผิดลอยนวลเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นนำ หากรัฐประหารแล้วไม่ถูกลงโทษ ล้อมปราบประชาชนแล้วไม่ถูกลงโทษ นี่ก็จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต"

กองโฆษก คณะก้าวหน้า

ที่มาของภาพ, กองโฆษก คณะก้าวหน้า

ขณะที่นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระและผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี เห็นว่า "หนทางเดียวที่จะคืนความยุติธรรมให้ประชาชนได้คือผู้มีอำนาจต้องพ้นจากอำนาจไป เพราะมือของผู้มีอำนาจเปื้อนเลือดมากเกินไป"

เขายังแสดงความคลางแคลงใจต่อบทบาทของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระภายหลังรัฐประหาร 2549 ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์เรื่องตุลาการภิวัฒน์อย่างกว้างขวาง และชี้ว่าทางออกของเรื่องนี้คือการ "ปลดล็อกครั้งใหญ่" ให้ประเทศพ้นจากวังวนความขัดแย้ง และจากการที่ความยุติธรรมถูกเหยียบให้อยู่ใต้อำนาจการเมือง ซึ่งต้องปลดล็อกตรงนี้ และมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก่อน จึงจะพูดกันได้อย่างตรงไปตรงมา

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์