10 ปีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง : คณะก้าวหน้าเสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม-ปฏิรูปกองทัพ-"เปิดประวัติศาสตร์บาดแผล"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
อดีตนักการเมืองที่มาเคลื่อนไหวทางสังคมในนามคณะก้าวหน้า เสนอ 3 ข้อเรียกร้องในวาระ 10 ปีสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในจำนวนนี้คือการ "เปิดประวัติศาสตร์บาดแผล" พร้อมตั้งคำถามต่อวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลที่ทำให้นายพล ศอฉ. ไม่ตกเป็นจำเลยแม้แต่คดีเดียว
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำคณะก้าวหน้า ระบุว่า เหตุสลายการชุมนุม นปช. ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย และบาดเจ็บอีกนับพัน โดยที่ยังไม่รู้ว่าใครทำ ถือเป็นความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวงของรัฐและกระบวนการยุติธรรม เพราะนี่คือ "สงครามกลางเมืองขนาดย่อม"
แคมเปญ "ตามหาความจริง" ในเหตุการณ์การเมืองเดือน พ.ค. ของคณะก้าวหน้า เกิดขึ้นเพื่อให้ "ประชาชนจดจำ เรียนรู้ข้อผิดพลาด และแย่งชิงพื้นที่ความทรงจำ" ตามคำอธิบายของนายธนาธร หลังเขาพบว่าฝ่าย "อภิสิทธิ์ชน" ต้องการให้ประชาชนลืมอดีตเพื่อความปรองดองสามัคคี
"คุณต้องสยบยอม จำนนต่อปัจจุบันเสียเถอะ อย่าริอ่านมาท้าทายอำนาจแบบนี้ นี่คือความปรองดองแบบเขา" นายธนาธรกล่าว
ก่อนหน้านี้ คณะก้าวหน้าออกมายอมรับว่าข้อความปริศนา "ตามหาความจริง" ที่ถูกยิงเลเซอร์ฉายทับใน 6 สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุม นปช. เมื่อ 10 ปีก่อน เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์กิจกรรมนี้ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องเก็บรวบรวมหลักฐานและพิจารณาว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่
ขณะเดียวกัน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช และคณะก้าวหน้า ที่ สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี ในข้อหากระทำความผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ กรณีออกมาให้ร้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่าสืบทอดอำนาจ และมองว่าข้อความที่คณะก้าวหน้าเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ "เป็นการยุยงปลุกปั่นให้คนไทยลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก คณะก้าวหน้า
ข้อเสนอของผู้นำคณะก้าวหน้าเพื่อปลดล็อกความขัดแย้งทางการเมืองในวาระ 10 ปีสลายการชุมนุม นปช. คือ
- ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อย่าประวิงเวลา หรือใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อ ทำให้กลุ่มที่มีส่วนร่วมในการปราบปรามประชาชนรอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด เช่น 6 ต.ค. 2519, พ.ค. 2535 และ พ.ค. 2553 ซ้ำอีก
- ปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเคยเป็นฉันทามติของสังคมหลังเหตุการณ์ พ.ค. 2535 มาแล้ว แต่อาจหลงลืมไป จึงต้องทำให้รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพ
- เปิดประวัติศาสตร์บาดแผล ทำให้เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างมีเหตุผล พูดด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ความเกลียดชัง
ข้อเสนอนี้ถูกโยนขึ้นกลางวงเสวนา "เลิกวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล จาก The Look of Silence ถึงความเงียบแห่งเดือนพฤษภาคม" จัดขึ้นที่อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ที่ทำการของคณะก้าวหน้า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายธนาธรกล่าวกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่เขาคาดหวังให้สังคมไทย "เลือกจำ" ในเหตุการณ์ พ.ค. 2553 คือข้อเท็จจริงที่ว่า "มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง" เห็นได้ชัดจากกรณีการปลดนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ตามด้วยการทำให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ได้ และพ้นจากอำนาจด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) จากนั้นจึงมีการตั้งรัฐบาลใหม่ในค่ายทหาร และการพลิกขั้วการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม และนี่คือชนวนเหตุให้ นปช. ออกมาชุมนุม
ส่วนสิ่งที่เขาอยากให้สังคม "เลือกลืม" คือวาทกรรมที่ปลูกฝังโดยอำนาจรัฐและอภิสิทธิ์ชนที่พยายามเขียน "นิทานเรื่องใหม่" ขึ้นมา
เมื่อ "ฆาตกร" เผชิญหน้า "เหยื่อ"
The Look of Silence เป็นภาพยนตร์สารคดีความยาว 103 นาที กำกับโดย โจชัว ออพเพนไฮเมอร์ โดยบอกเล่าเรื่องราวในช่วงปฏิบัติการกวาดล้างและเข่นฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซียอย่างน้อย 5 แสนคน ในช่วงปี 2508-2509
ชายผู้มีอาชีพประกอบแว่นสายตาหิ้วกระเป๋าของเขาไปบริการเพื่อนบ้าน โดยพบว่าหลายคนเกี่ยวข้องกับเหตุสังหารหมู่ และหลายคนคือผู้สั่งการ-ลงมือฆ่าพี่ชายแท้ ๆ ของเขาอย่างเหี้ยมโหด ซ้ำยังจำลองวิธีปลิดวิญญาณและบรรยายเหตุการณ์อย่างหฤหรรษ์
สิ่งที่ "ฆาตกร" ทำ เมื่อจำต้องสบตา เผชิญหน้ากับครอบครัวของ "เหยื่อ" คือ "มันเป็นอดีตไปแล้ว" และ "ถ้ายังดื้อด้านขุดคุ้ยอดีตแบบนี้อีก มันก็จะเกิดซ้ำอีกแน่"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ประโยคเหล่านี้เองที่ทำให้เหตุสังหารหมู่ครั้งประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้ความเงียบงัน ซึ่งนายธนาธรเห็นว่า เหตุการณ์สังหารหมู่ที่อินโดนีเซียมีลักษณะคล้ายคลึงกับหลายเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะเหตุล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนเมื่อ 6 ต.ค. 2519 ที่ถูกเข้าใจในช่วงต้นว่าเป็นการกำจัดคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นผู้ไม่หวังดีต่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ กว่าจะสถาปนาได้ว่านี่คือการก่อ "อาชญากรรมโดยรัฐ" ก็ใช้เวลาถึง 20 ปี
ความเงียบที่เกิดขึ้น สัมพันธ์กับอิทธิพลทางการเมืองของ "ระบอบซูฮาร์โต" ตามทัศนะของ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ผ่านมากว่า 40 ปี แต่เธอชี้ว่า "เหยื่อ" ยังต้องตกอยู่ในความเงียบและกลัว ซึ่งเป็นบรรยากาศไม่ต่างจากช่วง 32 ปีที่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตเรืองอำนาจหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่อินโดนีเซีย เพราะขณะนี้กองกำลังสำคัญ ๆ ที่เคยสนับสนุนระบอบซูฮาร์โตก็ยังมีอำนาจในอินโดนีเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
บาดแผลจากเหตุสังหารหมู่คอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย
- ทศวรรษ 2500 พล.อ.มูฮัมหมัด ซูฮาร์โต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย บัญญัติศัพท์ "Komunisto-fobia" หรือโรคเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ เพื่อวิจารณ์พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจของเขา
- 2508-2509 เหตุสังหารหมู่บุคคลต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI)
- 2509 สภาที่ปรึกษาประชาชนของอินโดนีเซียมีคำสั่งห้ามตั้งพรรคการเมือง หรือเผยแพร่ความคิดลัทธิสังคมนิยมมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์โดยเด็ดขาด
- 2524 รัฐบาลอินโดนีเซียจัดฉายภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อเรื่อง "การทรยศของขบวนการ 30 ก.ย. - พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย" (G30S-PKI) ทุกวันที่ 1 ต.ค. ให้คนรุ่นใหม่ได้ดู โดยวาดภาพให้ PKI เป็นผู้ร้ายที่ลงมือสังหารกองทัพ จนซูฮาร์โตต้องทำรัฐประหารเพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง
- 2542-2544 ประธานาธิบดีอับดุลเราะห์มาน วาฮิด พยายามสร้างความปรองดองด้วยการชำระสะสางบาดแผลในอดีต ด้วยการเอ่ยขอโทษในนาม Nahdatul Ulama องค์กรมุสลิมที่เขาเป็นผู้นำ สำหรับความรุนแรงที่องค์กรนี้เคยมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สังหารหมู่ และให้ยกเลิกคำสั่งของสภาที่ปรึกษาประชาชนที่ให้ PKI เป็นพรรคผิดกฎหมาย ทว่าถูกรัฐสภาลงมติปฏิเสธเรื่องนี้และยังถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจาก "ชำระประวัติศาสตร์บาดแผล บทเรียนจากอินโดนีเซีย" ในหนังสือ "การเมืองวัฒนธรรมไทยว่าด้วยความทรงจำ/วาทกรรม/อำนาจ" โดย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ที่มาของภาพ, NurPhoto/Getty Images
ความจริง 2 ชุดจาก คอป. VS ศปช.
สารคดีเรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามผูกขาดความจริงโดยรัฐ และสถาปนาประวัติศาสตร์ "ชาตินิยม" ผ่านตำราเรียนของเด็ก ๆ อินโดนีเซียด้วยการระบุว่าคอมมิวนิสต์คือ "ผู้ร้าย" ใครเข่นฆ่าคอมมิวนิสต์ได้คือ "ฮีโร่"
เมื่อมองย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ "กระชับวงล้อม" นปช. เมื่อ พ.ค. 2553 ได้ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างน้อย 2 ชุดขึ้นในสังคมไทย ทว่าเป็น "ความจริงคนละชุดกัน" นั่นคือ รายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ก.ค. 2555 กับรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งตั้งโดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เผยแพร่รายงานเมื่อ ก.ย. 2555
รศ.ดร.พวงทอง ในฐานะผู้ร่วมจัดทำรายงาน ศปช. กล่าวว่า รายงานของ คอป. คือ "ใบอนุญาตให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะโยนความผิดให้ผู้ชุมนุมและชายชุดดำ โดยทุกจุดที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น จะมีชายชุดดำโผล่มา" ขณะที่รายงานของ ศปช. ยืนยันได้แค่จุดเดียวว่ามีชายชุดดำโผล่มาในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 2553 ส่วนอื่น ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด นอกจากนี้ ศปช. ยังยืนยันด้วยว่าประชาชน 84 รายที่เสียชีวิต ไม่มีใครมีอาวุธร้ายแรงในมือที่จะทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตได้ ขณะที่ข้อมูลที่พบบางส่วนเสียชีวิตด้วยการถูกยิงที่ศีรษะ ซึ่งถือเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
"ดังนั้นจะบอกว่าเป็นความจริง 2 ชุดก็ได้ เราคิดว่า 10 ปีที่ผ่านมา หลาย ๆ เรื่องที่เราค้นพบได้รับคำยืนยันโดยศาล ในการไต่สวนการตายมี 18 รายที่ศาลระบุว่าเสียชีวิตโดยกระสุนฝั่งทหาร รวมถึง 6 ศพในวัดปทุมวนารามฯ ด้วย ซึ่ง คอป. อธิบายว่ามีชายชุดดำ แต่ในการไต่สวนการตาย ศาลระบุว่าไม่มีชายชุดดำ" รศ.ดร.พวงทองกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอยังบอกด้วยว่า เคยพูดคุยกับที่ปรึกษา คอป. ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศว่าจะเปิดดีเบตในเวทีสาธารณะระหว่าง ศปช.กับ คอป. เกี่ยวกับข้อค้นพบต่าง ๆ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ อย่างไรก็ตามนักวิชาการผู้จัดทำรายงานคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ที่ไม่ถูกป้ายสีการเมือง จะนำรายงานของ ศปช. ไปทำต่อในอนาคต
"แม้วันนี้ยังไม่มีความหวังกับกระบวนยุติธรรม แต่เชื่อว่าข้อเท็จจริงและเวลาอยู่ข้างเรา อีก 5 ปี 10 ปีก็ไม่สาย" รศ.ดร.พวงทองกล่าว
รศ.ดร.พวงทอง ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องถูกทำให้ชะงักงัน โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 2557 ศาลอาญาที่รับฟ้องคดี โดยมีนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศอฉ. เป็นจำเลยในข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม กลับบอกว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณา ทำให้อำนาจการพิจารณากลับไปอยู่ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เป็นเพียงข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงมองว่า "การรัฐประหาร 2557 แยกไม่ออกจากกระบวนการยุติธรรมสลายชุมนุมปี 2553"
"มือของผู้มีอำนาจเปื้อนเลือดมากเกินไป"
10 ปีหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีคนในกองทัพตกเป็นจำเลยแม้แต่รายเดียว ซ้ำนายพลที่เคยอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อรับมือกับการชุมนุม นปช. ยังได้ดิบได้ดี-มีตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน
เธอยืนยันว่าไม่ได้ต้องการตามล่า สะกิดแผล หรือดิสเครดิตการเมืองใคร แต่ไม่ต้องการให้โศกนาฏกรรมล้อมปราบประชาชนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก "การพ้นผิดลอยนวลเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นนำ หากรัฐประหารแล้วไม่ถูกลงโทษ ล้อมปราบประชาชนแล้วไม่ถูกลงโทษ นี่ก็จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก คณะก้าวหน้า
ขณะที่นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระและผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี เห็นว่า "หนทางเดียวที่จะคืนความยุติธรรมให้ประชาชนได้คือผู้มีอำนาจต้องพ้นจากอำนาจไป เพราะมือของผู้มีอำนาจเปื้อนเลือดมากเกินไป"
เขายังแสดงความคลางแคลงใจต่อบทบาทของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระภายหลังรัฐประหาร 2549 ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์เรื่องตุลาการภิวัฒน์อย่างกว้างขวาง และชี้ว่าทางออกของเรื่องนี้คือการ "ปลดล็อกครั้งใหญ่" ให้ประเทศพ้นจากวังวนความขัดแย้ง และจากการที่ความยุติธรรมถูกเหยียบให้อยู่ใต้อำนาจการเมือง ซึ่งต้องปลดล็อกตรงนี้ และมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก่อน จึงจะพูดกันได้อย่างตรงไปตรงมา
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์








