เลือกตั้ง 2566 : ก้าวไกลผิดจุดยืนหรือไม่ จับมือชาติพัฒนากล้า จนสังคมกดดัน “มีกรณ์ไม่มีกู”

ที่มาของภาพ, Getty Image and Thai News Pix
แฮชแท็ก #มีกรณ์ไม่มีกู กลายเป็นเทรนดิงอันดับ 1 บนทวิตเตอร์ชั่วข้ามคืน หลังพรรคก้าวไกลเปิดเผยว่า พรรคชาติพัฒนากล้า ได้ตอบรับเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล จนทางพรรคต้องออกมาประกาศก่อนเที่ยงคืน ว่า จะ “ไม่ร่วมรัฐบาลกับชาติพัฒนากล้า” แล้ว
“กรรมการบริหารพรรค จึงน้อมรับมติดังกล่าวมาปฏิบัติ เราจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคชาติพัฒนากล้า และจะเดินหน้าพูดคุยและทำความเข้าใจเพื่อขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ได้เสียงพอในการโหวตนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด” แถลงการณ์บนเฟซบุ๊กของพรรคก้าวไกล ระบุ
ด้าน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า แถลงในวันนี้ (20 พ.ค.) ขอบคุณพรรคก้าวไกลที่ส่ง "การ์ดเชิญ" ให้ร่วมรัฐบาล และไม่ติดใจอะไรต่อการยุติการเจรจา ส่วนคำถามว่า ชพก. จะยังโหวตให้นายพิธา ในที่ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ หรือไม่นั้น เขายังไม่ขอชี้ชัดอะไร แต่ระบุว่า "อะไรที่เราช่วยประเทศได้ เราก็จะช่วย"
ส่วนความเคลื่อนไหวของนายกรณ์ หัวหน้าพรรค นายสุวัจน์ อธิบายว่า กรณ์กำลังเดินทาง "ท่องเที่ยว" อยู่ในออสเตรเลีย
ย้อนไทม์ไลน์ ก้าวไกลเชิญชาติพัฒนากล้า
นับแต่ประกาศชัยชนะและจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย และอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พรรคก้าวไกลเดินหน้าเจรจากับพรรคเล็ก เพื่อสะสมคะแนน ส.ส. ที่จะเข้าไปโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.) ช่วงสาย พรรคใหม่ ที่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 เสียง ได้ประกาศตอบรับเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ทำให้รวมแล้วมี ส.ส. เพิ่มเป็น 314 เสียง รวม 9 พรรค (ต่อมาในช่วงบ่าย 20 พ.ค. พรรคใหม่ ขอยกเลิกเข้าร่วมกับก้าวไกล จากกระแสกดดันของสังคม ทำให้เหลือ 313 เสียง 8 พรรคเช่นเดิม)

แล้วในช่วงบ่าย สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า พรรคชาติพัฒนากล้า ที่ชนะที่นั่ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 1 ที่นั่ง และ ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง ได้ตกลงเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับก้าวไกลแล้ว ทำให้รวมมีเสียงฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล 316 เสียง
การประกาศจะจับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคชาติพัฒนากล้า ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรค และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชน รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลไม่พอใจ
ส่วนหนึ่งวิจารณ์ว่า พรรคก้าวไกลผิดจุดยืน ทั้งที่เคยประกาศว่า “จะไม่จับมือตั้งรัฐบาลกับทุกพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ” พร้อมแชร์ภาพกรณ์ ที่เคยร่วมชุมนุมกับ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ซึ่งเป็นเหตุการณ์นำมาสู่การรัฐประหารปี 2557

ที่มาของภาพ, กองโฆษกพรรคก้าวไกล
ไม่เพียงเท่านั้น นายกรณ์ ยังเป็นหนึ่งใน ส.ส. ที่โหวตให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งปี 2562 ในฐานะ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับ เดอะ แสตนดาร์ด ว่า ไม่เคยคิดอยากกลับไปเปลี่ยนการตัดสินใจโหวตเลือก พล.อ. ประยุทธ์
“ไม่ ถ้าผมเลือกธนาธรก็จะมีปัญหาอีกชุดหนึ่ง เพราะคะแนนที่พรรคอนาคตใหม่ได้น้อยกว่าพลังประชารัฐ ผมยิ่งอธิบายยากไปกันใหญ่” กรณ์ กล่าว เมื่อเดือน เม.ย. 2566
ก่อนออกแถลงการณ์ยุติการเจรจาร่วมรัฐบาลกับชาติพัฒนากล้า, พรรคก้าวไกลชี้แจงเหตุผลในการเข้าหารือกับ ชพก. ว่า “พรรคขอชี้แจงว่าการพูดคุยกับพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นไปบนหลักการว่าพรรคชาติพัฒนากล้าจะโหวตให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลตามฉันทามติของประชาชนได้”
“ส่วนการร่วมรัฐบาล จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อตกลงร่วม หรือ MOU ซึ่งนโยบายและจุดยืนของพรรคก้าวไกลจะเป็นเงื่อนไขหลักในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล”
ด้านนายพิธา ที่ไม่แสดงท่าทีมานับแต่เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการจับมือกับชาติพัฒนากล้า ท้ายสุดก่อนหมดวัน ได้รีทวีตแถลงการณ์ของพรรค พร้อมระบุว่า “ขอโทษครับ ผมจะระลึกไว้เสมอว่า พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค”

พรรคก้าวไกล ยอมรับว่า “ทำทุกท่านผิดหวัง” และประกาศยืนกราน “ว่าการจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล จะทำบนพื้นฐานจุดยืนทางการเมือง นโยบายหลักของพรรคตามที่ได้เคยหาเสียงไว้ รวมถึงขอโทษพรรคชาติพัฒนากล้า ที่ต้องยุติการเจรจาครั้งนี้”
“สุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่พรรค และว่าที่ผู้แทนราษฎรก้าวไกลทุกคน ที่คอยตรวจสอบ ท้วงติงการทำงานของผู้บริหารพรรค เพื่อให้พรรคยืนหยัดในจุดยืน อุดมการณ์เดิมอย่างมั่นคง”
ชาติพัฒนากล้า "ผู้ถูกเชิญให้ไปเติมให้เกิดความสำเร็จ"
วันนี้ (20 พ.ค.) สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า แถลงชี้แจงถึงการได้รับ "การ์ดเชิญ" จากพรรคก้าวไกลให้ร่วมรัฐบาล ก่อนจะได้รับแจ้งว่า "ขอยุติการเจรจา"
สุวัจน์ อธิบายว่า เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.) ได้รับการติดต่อจากพรรคก้าวไกลจริง และตอบรับ "ในหลักการ" เพื่อเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังไม่ได้ตอบรับอย่างเป็นทางการ เพราะต้องเรียกประชุมคณะกรรมการพรรค เพื่อลงมติก่อน แต่ในเมื่อ พรรคก้าวไกลติดต่อมาขอยุติการเจรจา ก็ไม่จำเป็นต้องประชุมคณะกรรมการพรรคในเรื่องนี้อีกแล้ว
"เราเป็นผู้ถูกเชิญให้ไปเติมให้เกิดความสำเร็จ" ประธานพรรค ชพก. ระบุ "ที่จริงเขาควรจะจบแล้วด้วยซ้ำ ไม่ต้องมาเชิญเรา แต่เพราะมีบทเฉพาะกาล ที่มีข้อกำหนด 375 เสียง เลยต้องมาเชิญเรา"
ส่วนคำถามว่า แม้จะยุติการเจรจาร่วมรัฐบาล แล้ว ชพก. จะยังโหวตให้พิธา เป็นนายกฯ ในรัฐสภาหรือไม่ นายสุวัจน์ ขอยังไม่ตอบอย่างชัดเจน เพราะต้องพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอน
"มันเป็นเรื่องสปิริตทางการเมือง เพราะเรามี 2 เสียง (ส.ส.) มันเป็นการตัดสินใจเพื่อบ้านเมืองมากกว่า" ก่อนอธิบายเพิ่มเติมถึงจุดยืนของ ชพก. ว่า "อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง คลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้การเมืองสำเร็จ มีรัฐบาลที่ดี ถ้าเราจะมีส่วนสนับสนุน เราก็ยินดี"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค ชพก. นั้น นายสุวัจน์ ระบุว่า "หัวหน้าพรรคไปเที่ยวอยู่ออสเตรเลีย... เดิมมีแผนจะกลับมาเช้าวันจันทร์นี้ (22 พ.ค.)" ซึ่งเมื่อได้รับเชิญร่วมรัฐบาลกับก้าวไกล จึงติดต่อให้นายกรณ์รีบเดินทางกลับมา
แต่เวลานี้ "เราจะโทรศัพท์ไปบอกว่า เที่ยวต่อไป ไม่ต้องมาแล้ว เพราะยุติการเจรจา"
#ไม่เอาพรรคใหม่ ด้วย ?
แม้กระแสต่อต้านจะไม่รุนแรงเท่า กรณีจับมือกับพรรคชาติพัฒนากล้า แต่ในสังคมออนไลน์มีการติด #ไม่เอาพรรคใหม่ เช่นกัน และติดเทรนดิงในทวิตเตอร์ โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตระบุว่า เพราะพรรคใหม่ มีนโยบายแก้ไขให้มาตรา 112 มีโทษรุนแรงขึ้น
วันนี้ (20 พ.ค.) พรรคใหม่ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง กรณีมาตรา 112 ว่า "ตามที่ปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์ว่า พรรคใหม่มีนโยบายแก้มาตรา 112 ให้เป็นโทษที่ รุนแรงขึ้นหรือโทษประหารชีวิตนั้น"
"พรรคใหม่ไม่มีนโยบายแก้มาตรา 112 ให้เป็นโทษที่ร้ายแรงขึ้นหรือโทษ ประหารชีวิตแต่อย่างใด โดยพรรคใหม่มีนโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเท่านั้น" และ "จะกำชับและตักเตือนกรรมการบริหารพรรคที่พูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ต่อไป พรรคใหม่ต้องขออภัยในความเข้าใจคลาดเคลื่อน"

ที่มาของภาพ, พรรคใหม่
หลังออกแถลงการณ์ได้ไม่นาน กฤดิทัช แสงธนโยธิน หัวหน้าพรรคใหม่ ตัดสินใจขอถอนตัว เพราะมีความไม่สบายใจในการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ แต่จะยังยกมือโหวตสนับสนุนให้พิธาเช่นเดิม เพื่อเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย
ส่วนเรื่องมาตรา 112 พรรคใหม่ยังมีจุดยืนเหมือนเดิม "การแก้ไขมาตรา 112 หรือการยกเลิก เรามองว่ายังไม่ต้องดำเนินการในส่วนนั้นเวลานี้ ถ้าจะมีการแก้ ก็จะเป็นในวาระต่อไป เพราะในช่วงนี้ ต้องคำนึงเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ เป็นสำคัญ ส่วนมาตรา 112 อาจจะมีการพิจารณา อาจจะเป็นช่วงกลางหรือปลายรัฐบาล" เขาให้สัมภาษณ์กับช่อง 8
กรณ์ คือ ใคร
กรณ์ จาติกวณิช ปีนี้ อายุ 59 ปี (เกิด 19 ก.พ. 2507) ลาออกจากหัวหน้าพรรคกล้า ที่เขาก่อตั้งได้ 2 ปี (ภายหลังลาออกจากประชาธิปัตย์) เพื่อร่วมงานการเมืองกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา ก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.)
กรณ์ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยมี เทวัญ ลิปตพัลลภ น้องชายสุวัจน์ เป็นเลขาธิการพรรค
กรณ์ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สาขาปรัชญาการเมือง ในสหราชอาณาจักร นำประสบการณ์ 3 ปีในบริษัทจัดการกองทุนที่อังกฤษจนขึ้นเป็นผู้จัดการกองทุน กลับมาตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม และนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ขณะนั้นเขามีอายุ 24 ปี

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เขาสามารถนำองค์กรขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจหลักทรัพย์ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 1 ใน 3 ของบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ภายหลังขายหุ้นให้กับบริษัท เจพีมอร์แกนเชส และนั่งประธานบริษัท หลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประจำประเทศไทย) จำกัด
กรณ์ เข้าสู่ถนนสายการเมืองด้วยการร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในปี 2547 และมีโอกาสดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาได้รับการยกย่องจากนิตยสาร เดอะ แบงค์เกอร์ ของอังกฤษ เป็นรัฐมนตรีคลังโลกและเอเชีย-แปซิฟิก กับผลงานโดดเด่นช่วง 1 ปี สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างได้ผล ทำให้เศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2551 อาทิ นโยบายประกันรายได้เกษตรกร เช็คช่วยชาติ และกองทุนไทยเข้มแข็ง
การเลือกตั้งครั้งนี้ ชพก. วางเป้าหมายได้ ส.ส. 25 เสียง เพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ และหลังเลือกตั้งขอเป็นพรรคที่ไร้ขั้วการเมือง พร้อมจับมือกับทุกฝ่าย หวังให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
แต่ท้ายสุดกลับชนะที่นั่ง ส.ส.เขต มาได้ 1 ที่นั่ง และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง ถือว่าพรรคชาติพัฒนากล้า ได้กลายเป็นพรรคเล็ก

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา เคยระบุในวันที่ประกาศความร่วมมือทางการเมืองกับ กรณ์ เมื่อ 2 ก.ย. 2565 ว่า นายกรณ์เป็นผู้มีประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ เคยทำงานทั้งด้านการเงิน การคลัง ผ่านการเป็น รมว.คลัง เมื่อปี 2551-2554 ในช่วงที่เกิด “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” และได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์การเป็น ส.ส. ในพื้นที่ที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งยังเป็น “นักเรียนนอก” จบด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร











