โควิด XBB.1.16: อันตรายแค่ไหน เสี่ยงกลายเป็นสายพันธุ์หลักในไทยและทั่วโลกหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
มหาวิทยาลัยแห่งโตเกียวเตือนว่า โควิดสายพันธุ์ XBB.1.16 หรือ “อาร์คตูรุส” มีศักยภาพจะแพร่ระบาดไปทั่วโลกในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ ไทยพบผู้ป่วยสายพันธุ์นี้แล้ว 27 ราย มีการพบการกลายพันธุ์ย่อย ๆ ของโควิดสายพันธุ์นี้ และผู้เชี่ยวชาญในไทย คาด สายพันธุ์ XBB.1.16 จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในไทย เช่นเดียวกับทั่วโลก ในอีกไม่นานนี้
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. กรมควบคุมโรคเปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ช่วงสงกรานต์ (9-15 เม.ย.) พบว่า มีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 435 ราย เฉลี่ยวันละ 62 ราย ถือว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากสัปดาห์ก่อนหน้า
นอกจากนี้ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า มีรายงานผู้ป่วยปอดอักเสบ 30 ราย และผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 19 ราย เพิ่มขึ้น 58% และ 36% ตามลำดับ เปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยสัปดาห์ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย และล้วนเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วนานเกินกว่า 3 เดือน จึงเรียกร้องให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
นอกเหนือจากความวิตกถึงสถานการณ์โควิดที่คาดพุ่งสูงขึ้นช่วงสงกรานต์ สังคมไทยยังกำลังวิตกถึงการระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ XBB.1.16 หรือ “อาร์คตูรุส” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในการสังเกตการณ์ขององค์การอนามัยโลก ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. หลังพบว่ามีผู้ป่วยในไทยแล้ว 27 ราย และเสียชีวิต 1 ราย จากข้อมูลจนถึงวันที่ 17 เม.ย.
“กรณีการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์โควิด XBB.1.16 ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก พบเชื้อแล้วใน 22 ประเทศโดยเฉพาะประเทศอินเดีย เชื้อสายพันธุ์ล่าสุดนี้มีความสามารถในการติดต่อสูงกว่าเชื้อสายพันธุ์ในอดีต เป็นที่จับตาขององค์การอนามัยโลก” นพ.ธเรศ กล่าว
“แต่ข้อมูลขณะนี้พบว่าอาการไม่ได้รุนแรงเพิ่ม ทั้งนี้ ฐานข้อมูล GISAID มีรายงานการตรวจพบสายพันธุ์นี้ในประเทศไทย 6 ราย จากที่มีรายงานทั่วโลกเกือบ 3 พันราย (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เม.ย.)”
สำหรับผู้ป่วยในไทยนั้น นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจงว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ อยู่ในวัยทำงาน และอาการป่วยไม่รุนแรง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนอาการสำคัญของ XBB.1.16 ที่ประเทศอินเดียรายงานว่ามี “เยื่อบุตาอักเสบ” ยังไม่มีรายงานในผู้ป่วยที่พบในไทย
“ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า XBB.1.16 จะมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่น ส่วนการกลายพันธุ์ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ทางกรมควบคุมโรคก็ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง จึงขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอให้มารับวัคซีนโควิด ถ้าหากฉีดเข็มสุดท้ายนานเกิน 4 เดือน” นพ.โสภณ กล่าว
สำหรับโควิดสายพันธุ์หลักในไทยเวลานี้ คือ XBB.1.5 โดยสัดส่วนสายพันธุ์ต่าง ๆ ของโอมิครอนที่กำลังระบาดในไทย จากฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมโควิดโลก หรือ GISAID มีดังนี้
- XBB.1.5 - ประมาณ 47%
- XBB.1.9.1 ประมาณ 27%
- XBB.1.16 ประมาณ 13%
- XBB.1.5.7 ประมาณ 7%
- XBB.1.16.1 ประมาณ 7%
หากนับโควิดทุกสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในไทย โควิด XBB.1.16 คิดเป็น 3% ของผู้ป่วยเท่านั้น ในช่วงวันที่ 1 ก.พ.–16 เม.ย. (จากการถอดรหัสพันธุกรรม 410 ตัวอย่าง)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทำความรู้จักโควิด XBB.1.16
โควิดสายพันธุ์ XBB.1.1.16 หรือที่เรียกว่า “อาร์คตูรุส” เป็นสายพันธุ์ย่อยของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า กำลังสังเกตการณ์สายพันธุ์นี้ เพราะ “มีศักยภาพสูงทำให้จำเป็นต้องเฝ้าระวังให้ดี”
โควิด XBB.1.16 ตรวจพบครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2566 ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะขึ้นบัญชีเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง เมื่อวันที่ 22 มี.ค.
โควิดสายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ลูกผสม ระหว่างสายพันธุ์ BA.2.10.1 และ BA.2.75 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์หลักคือ โควิดโอมิครอน BA.2
องค์การอนามัยโลกแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ว่า ตรวจพบผู้ป่วยสายพันธุ์ XBB.1.1.16 แล้วกว่า 800 คน ใน 22 ประเทศ ส่วนใหญ่ในอินเดีย และแทนที่สายพันธุ์ที่กำลังระบาดในปัจจุบันอื่น ๆ ก่อนที่จะเพิ่มเป็นกว่า 3,000 คนทั่วโลก จนถึงกลางเดือน เม.ย.

ที่มาของภาพ, Getty Images
โควิด XBB.1.16 มีคุณลักษณะคล้ายสายพันธุ์ XBB.1.5 แต่มีการกลายพันธุ์เพิ่มเติมที่หนามโปรตีน ซึ่งผลการทดลองในห้องแลบพบว่า ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ทำและมีโอกาสทำให้เกิดอาการของโรคได้ง่ายขึ้น
ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งโตเกียวในญี่ปุ่นพบว่า โควิด XBB.1.16 สามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์ XBB.1 และ XBB.1.5 ราว 1.17-1.27 เท่า พร้อมยอมรับว่า โควิดสายพันธุ์นี้มีศักยภาพที่จะแพร่กระจายไปทั่วโลกได้ในอนาคตอันใกล้
ไม่เพียงเท่านั้น ผลการทดสอบยังพบว่า โควิดสายพันธุ์นี้ “มีฤทธิ์ต้านทาน” แอนติบอดีโควิด-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ม.มหิดล ให้สัมภาษณ์รายการ เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ วันที่ 17 เม.ย. ว่า โควิด XBB.1.16 ถือเป็นโควิดสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ จากศักยภาพ “หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด เกาะเซลล์ได้ดีที่สุด... และกลายพันธุ์ได้ง่าย” โดยมีศักยภาพการติดเชื้อง่ายมากกว่า สายพันธุ์หลักในไทย คือ BN.1.3 ราว 200% และเหนือกว่า XBB.1.5 (สายพันธุ์โอมิครอนหลักในไทย) ถึง 89%
“โลกกังวลที่สุด... เพราะโควิดสายพันธุ์ XBB.1.16 อาจมาแทนที่ทุกสายพันธุ์” ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าว แต่ย้ำว่า แม้จะติดเชื้อได้เร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้น
สิ่งที่น่าวิตกที่สุดของโควิดสายพันธุ์นี้ คือ “จะมีลูกหลานออกไปอีกหรือเปล่า” เพราะอย่างกรณีในไทย พบผู้ป่วยสายพันธุ์ย่อยของโควิด XBB.1.16 แล้ว คือ ).1.16.1
“มันเป็นสายพันธุ์ที่เราต้องจับตา” ดร. มาเรีย แวน เคอร์คโฮฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคขององค์การอนามัยโลกด้านโควิด แถลงข่าวเมื่อ 29 มี.ค. “มันแพร่กระจายมาหลายเดือนแล้ว”
อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลกระบุว่า ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงเรื่องความรุนแรงของอาการต่อบุคคลหรือประชากร จากอิทธิพลของโควิดสายพันธุ์นี้ “แต่เราจะเฝ้าจับตาต่อไป”
ไทยรับมืออย่างไร
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ และความวิตกถึงโควิด XBB.1.16 ว่า ตอนนี้ตนเป็นรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ได้กำชับให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปให้มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่เคยมอบนโยบายไปก่อนหน้านี้
“เพราะตอนนี้ไม่สามารถมอบนโยบาย ทำได้เพียงสนับสนุนเท่านั้น หากผู้บริหารเสนออะไรมาที่ต้องนำเข้าที่ประชุม ครม.หรือสิ่งที่จำเป็น ผมต้องสแตนด์บายรอเพื่อให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ไม่กล้าใช้คำว่าสั่งการอะไร” นายอนุทิน กล่าว
ตอนนี้ ปลัด สธ. กำลังเปิดศูนย์ฉุกเฉิน เพื่อเตรียมรับมือแล้ว พร้อมขอให้ประชาชนมารับวัคซีนมากขึ้น เพราะลดระดับความรุนแรงของอาการของโรคได้
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ (หมอยง) หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กชี้ การระบาดรอบใหม่เพิ่งเริ่มต้น และสิ่งที่ควรรู้ในระลอกนี้มีการแบ่งออกเป็น 9 ข้อหลักด้วยกัน สรุปได้ดังนี้
- การระบาดเพิ่งเริ่มต้นและจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่กลางเดือน พ.ต. ไปถึงจุดสูงสุดเดือน มิ.ย. และจะไปลดลงในเดือน ก.ย. ตามฤดูกาลของโรคทางเดินหายใจ
- กลางเดือน พ.ค. เป็นฤดูฝน นักเรียนเปิดเทอม และติดโควิดเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้มีโอกาสเป็นได้อีก
- สายพันธุ์ของไวรัสมีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ ม.ค. เป็นต้นมาสายพันธุ์จะเป็น โอมิครอน BA.2.75 และเปลี่ยนมาเป็น XBB.1.5 ในเดือน มี.ค. และกำลังจะเปลี่ยนเป็น XBB.1.16 หลังจากนี้อีกไม่นาน อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในตระกูล XBB
- สายพันธุ์ BA.2.75 ระบาดในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยตามหลังอเมริกา ในอเมริกาจากสายพันธุ์ BA.2.75 เปลี่ยนเป็น BQ.1.1 แล้วจึงมาเป็น XBB.1.5 แล้วเดือนที่ผ่านมา มีสายพันธุ์ใหม่ที่มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นอีก 1 ตำแหน่งในหนามแหลมเกิดขึ้นที่อินเดีย คือสายพันธุ์ XBB เช่นเดียวกันเรียกว่า XBB.1.16 แพร่กระจายได้เร็วกว่า XBB.1.5 ประมาณ 1.2 เท่า และระบาดอย่างรวดเร็วมากกว่า 20 ประเทศแล้ว ประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้น
- ความรุนแรงของโรคสายพันธุ์ XBB.1 .16 จากอินเดียไม่ได้รุนแรงไปกว่าสายพันธุ์เดิม แต่แพร่ระบาดง่าย เมื่อมีผู้ป่วยจำนวนมากก็ต้องพบผู้ป่วยอาการมากเป็นอัตราส่วนปกติ มีอาการบางอย่างแตกต่างไปบ้าง เช่น ตาแดงในเด็ก
- การดูแลรักษา ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะเฝ้าระวังอันตรายในกลุ่มเสี่ยง 608 และเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี
- วัสายพันธุ์ XBB ทุกตัว หลบหลีกภูมิต้านทานเดิมได้ดี จึงเป็นแล้วเป็นอีกได้ ภูมิที่เกิดจากวัคซีนที่ใช้ในการลดความรุนแรงของโรค ใช้เพิ่มขึ้น ภูมิต้านทานชนิดสำเร็จรูป LAAB จะไม่ได้ผลในกลุ่มสายพันธุ์ XBB
- วัคซีนที่ใช้ไม่มีวัคซีนเทพ ทุกตัวไม่แตกต่างกัน
- มาตรการในการป้องกันที่สำคัญก็คงเหมือนเดิม สิ่งที่จะต้องเน้นคือ สถานที่มีบุคคลอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เรือนจำ ในโรงเรียน ดูแลเรื่องความสะอาด สุขอนามัย ล้างมือเป็นนิจ นักเรียนที่ป่วยไม่ควรไปโรงเรียน ผู้ป่วยทุกคนควรจะต้องใส่หน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด และมีระเบียบวินัย
จาก 0.21% สู่ 7.2% ในสหรัฐฯ
หากตรวจสอบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ XBB.1.16 คิดเป็นสัดส่วนจากผู้ป่วยโควิดทั้งหมด พบว่า ผู้ป่วยโควิด XBB.1.16 อยู่ที่แค่ 0.21% ของผู้ป่วยโควิดในสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. แต่ผ่านไปเพียงแค่เดือนเดียว สัดส่วนผู้ป่วยโควิด XBB.1.16 เพิ่มสูงหลายสิบเท่า เป็น 3.69% ของผู้ป่วยโควิดทั้งหมด
และตอนนี้ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ ซีดีซี ระบุว่า ช่วงวันที่ 9-15 เม.ย. สัดส่วนผู้ป่วยโควิด XBB.1.16 คิดเป็น 7.2% แล้วในสหรัฐฯ ถือว่าแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมาก เพราะสัปดาห์ก่อนหน้า สัดส่วนยังอยู่ที่ 3.9% และแค่ 2.1% ในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น
อย่างไรก็ดี ในสหรัฐฯ นั้น โควิด XBB.1.5 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก อยู่ที่ 78% แต่ทางการสหรัฐฯ จับตาโควิด XBB.1.16 อย่างใกล้ชิด เพราะขยับขึ้นมาเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดมากที่สุดลำดับ 2 ในเวลาอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่คนอเมริกัน รวมถึงคนไทยเอง วิตกถึงโควิดสายพันธุ์นี้ คืออาการ “เยื่อบุตาอักเสบ” ซึ่งเป็นอาการที่ไม่พบบ่อยนักในโควิดสายพันธุ์ต่าง ๆ โดย ดร.ตาเตียนา โปรเวลล์ ผศ. ด้านมะเร็งวิทยา คณะเวชศาสตร์ ม.จอห์น ฮอปกินส์ ทวิตข้อความว่า “ถ้าลูกหลานมีอาการตาแดง คัน ให้พึงระวังว่า อาจเป็นอาการของโควิด XBB.1.16 ถ้าเจอให้ไปตรวจอาการ เพราะนี่เป็นอาการที่ไม่พบบ่อยนักในโควิดสายพันธุ์ต่าง ๆ และอาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็นอาการภูมิแพ้”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โควิด XBB.1.16 หลบหลีกภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ และจากการฉีดวัคซีนได้ดี แต่ข้อมูลที่พบอาการทางคลินิกยังไม่ต่างจากสายพันธุ์อื่น แม้ติดเชื้อยังไม่มีใครล้มป่วยหนัก แม้แต่ที่ประเทศอินเดียที่มีการระบาดมาก แต่คนไข้อาการหนักไม่ได้เพิ่มมาก
ด้าน รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายดูแลสุขภาพ ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ ถึงหนังสือของโรงพยาบาลรามาธิบดีเกี่ยวกับมาตรการรองรับกรณีโรคโควิด-19 ระบุว่า ให้เตรียมการรักษาหลังพบสายพันธุ์ลูกผสม XBB เพิ่มขึ้น และอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยแอนติบอดีสำเร็จรูป หรือ LAAB











