สมัครใจกลับหรือไม่-ถูกส่งลึกลับปกปิด: เปิด 5 ข้อกังขา ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ให้จีน ท่ามกลางกระแสโลกประณาม

ที่มาของภาพ, พรรคเพื่อไทย
ทางการไทยยืนยันแล้วว่าได้ส่งชาวอุยกูร์จำนวน 40 คน ซึ่งต้องกักอยู่ที่สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) มานานกว่า 11 ปี ให้กับทางการจีนแล้วเมื่อวานนี้ (27 ก.พ.)
กระบวนการส่งกลับเริ่มต้นด้วยความคลุมเครือ ลึกลับ ไม่ว่าจะเป็นการปิดเทปดำรอบรถตำรวจที่ใช้ขนชาวอุยกูร์ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองในช่วงเช้ามืด โดยปิดกั้นทางด่วนไม่ให้สาธารณชนใช้ชั่วคราว ขณะขบวนรถยนต์มุ่งหน้าสู่สนามบิน
จากนั้นปรากฏเที่ยวบินของสายการบินไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์ ที่เดินทางมารอรับชาวอุยกูร์ทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ ในช่วงเวลากลางดึก ก่อนขึ้นบินมุ่งหน้าไปยังเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีนในช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันเดียวกัน
ในช่วงครึ่งวันเช้าของวันที่ 27 ก.พ. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกกับสื่อเพียงว่า "ยังไม่ได้คุยรายละเอียด" พร้อมกับกำชับว่าหากประเทศใดจะทำอะไรก็ตาม ก็ต้องยึดหลักกฎหมาย กระบวนการระหว่างประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชน
ไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากจีนและไทยเกี่ยวกับกรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาได้ 12 ชั่วโมง นับตั้งแต่เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางออกจากประเทศไทย
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คือผู้เปิดเผยรายแรกที่ออกมายืนยันกับสื่อว่าทาง สตม. ได้ส่งกลับชาวอุยกูร์จำนวน 40 คน ไปยังประเทศจีนจริง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ภายใต้ความเห็นชอบของรัฐบาลไทย โดยบอกว่าทางการไทยได้รับคำมั่นอย่างเป็นทางการจากจีนว่าจะรับประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์กลุ่มนี้
พร้อมกันนี้ เขายังเปิดเผยว่ามีการวางแผนส่งกลับมาระยะหนึ่งแล้ว โดยทางการไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง อาทิ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., ตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไทย, และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ไปสังเกตการณ์การรับตัวชาวอุยกูร์ที่ฝั่งจีนด้วย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการแถลงข่าวของ ผบ.ตร. ทางสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เผยแพร่ภาพชาวอุยกูร์ที่เดินทางถึงเขตการปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และมีญาติมาต้อนรับ โดยมีนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย ปรากฏอยู่ในภาพร่วมกับชาวอุยกูร์ด้วยบรรยากาศชื่นมื่น
ช่วงค่ำของวันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ และ พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมแถลงข่าวส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน โดยมีการโทรศัพท์ทางไกลร่วมกับ นายฉัตรชัย เลขาธิการ สมช. และ พล.ต.อ. ไกรบุญ รอง ผบ.ตร.
ใจความสำคัญหลัก ๆ ของถ้อยแถลงชุดนี้ คือการยืนยันว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์เป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครถูกบังคับ ยึดหลักกฎหมายสากล และ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหาย นอกจากนี้ทางไทยจะเข้าตรวจสอบความปลอดภัยของพวกเขาเป็นระยะ ๆ เพื่อดูว่าเป็นไปตามคำมั่นที่ทางจีนให้ไว้กับไทยหรือไม่
ขณะเดียวกัน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลการพิจารณาของฝ่ายไทยว่าการส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงประเด็นที่ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้สร้างปัญหาดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับปัญหา แต่กลับต้องแบกรับภาระในการดูแลบุคคลเหล่านี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี
"และแทนที่จะได้รับความเห็นใจ ได้รับความชื่นชม ได้รับความช่วยเหลือ สนับสนุน ที่ทุกฝ่าย ทุกประเทศ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยอมรับร่วมกันได้ กลับถูกตำหนิ กดดันให้ดำเนินการตามความต้องการของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ๆ" นายจิรายุ ระบุ

ที่มาของภาพ, พรรคเพื่อไทย
วันนี้ (28 ก.พ.) นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับแล้วว่ารับรู้กระบวนการส่งกลับอุยกูร์ทั้ง 40 คนมาโดยตลอด โดยบอกว่าในอดีตอาจมีการจัดการที่ผิดพลาด แต่จากการคุยกันครั้งนี้ และจากที่ตนเองเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการแล้วได้พูดคุยกับผู้นำหลายระดับ ซึ่งยืนยันว่าเขาให้คำมั่นสัญญากับทางไทยว่าทุกคนที่กลับไปจะปลอดภัย จึงตัดสินใจส่งทุกคนกลับไปยังจีน
"ดิฉันยืนยันว่ากลับโดยสมัครใจ ไม่เช่นนั้นก็มีการลากสิ ไม่มีการลาก เดินขึ้นไปปกติ ไม่มีอะไรทั้งนั้น สมัครใจค่ะ" น.ส.แพทองธาร ยืนยันและบอกด้วยว่าไม่มีประเทศที่สามขอรับตัวพวกเขา ไทยจึงจำเป็นต้องส่งให้จีนด้วยเงื่อนไขข้างต้น
บีบีซีไทยสำรวจ 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อชั่งน้ำหนักว่าการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนทั้ง 40 คนนั้น เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรี และคนอื่น ๆ ได้แถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนหรือไม่
1. การส่งกลับเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามหลักสากล ?
นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ออกแถลงการณ์ว่าไทยได้ละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulment) ซึ่งอยู่ในมาตรา 3 ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีตามมาตรา 7 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายภายในของประเทศไทยเอง
ด้าน รูเวนดรินี่ เมนิคดิเวล่า ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ออกมาแถลงการณ์ประณามในลักษณะเดียวกัน และเน้นย้ำว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในการขอลี้ภัย และการไม่ถูกบังคับให้ส่งกลับ เช่น ไม่ส่งผู้คนกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาอาจเผชิญกับความเสี่ยง ยังถูกกำหนดไว้ในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2562 ของไทยด้วย รวมถึงมาตรา 16 ของปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และมาตรา 14 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย
ขณะที่นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเป็นธรรม ซึ่งอดีตเคยเป็นเจ้าหน้าที่ UNHCR มาก่อน บอกกับบีบีซีไทยว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์ของไทยไม่ได้ละเมิดแค่มาตรา 13 ของกฎหมายป้องกันการทรมานและการอุ้มหายของไทยเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับสั่งการไปจนถึงผู้ทำตามคำสั่งจำนวนมากหลายระดับ น่าจะเข้าข่ายผิดมาตราอื่น ๆ ในกฎหมายนี้ด้วย รวมถึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ที่มาของภาพ, ROMDON PANJOR
เขากล่าวต่อว่า ตามมาตรฐานสากลแล้วการส่งกลับต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการที่เรียกกันว่า Go and see, Come and tell ซึ่งหมายถึงการส่งตัวแทนของผู้ลี้ภัยไปดูว่าสถานการณ์ในบ้านเกิดนั้นดีขึ้นและปลอดภัยสำหรับพวกเขาหรือไม่ จากนั้นจึงให้ตัวแทนมาบอกกับเพื่อน ๆ ของพวกเขา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะเดินทางกลับไปยังประเทศมาตุภูมิหรือไม่ หากไม่ประสงค์เดินทางกลับ ก็ไม่สามารถบังคับขู่เข็ญพวกเขาได้
เมื่อได้ยินว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีใครคัดค้าน นายกัณวีร์จึงไม่เห็นด้วย โดยบอกว่า "ความเรียบร้อยของเขา [หมายถึงรัฐบาลไทย] มันเป็นไปตามที่เขากำหนด การเอาคนมาใส่ในรถตำรวจที่ปิดเทปดำ แล้วบล็อกทางด่วนไม่ให้ใครติดตามได้ นี่มันเป็นปฏิบัติการทางทหารชัด ๆ ไม่ใช่ปฏิบัติการด้านผู้ลี้ภัย"
"ไม่มีขั้นตอนตรงไหนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลเลย" กัณวีร์ กล่าว
ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว. ) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการส่งตัวกลับที่แสดงให้เห็นการปกปิดของรัฐบาลไทย
"คืนปฏิบัติการเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ดำเนินการด้านผู้ลี้ภัย ก็ถูกสั่งให้ออกไปนอกอาคาร สตม. จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าหน่วยงานใดมารับชาวอุยกูร์ออกไป ที่สำคัญคือรถถูกปิดด้วยเทปสีดำทั้งหมด ทั้งที่ปกติเวลาที่คนพวกนี้ถูกส่งตัวออกไปเขาจะพยายามโผล่หน้าออกมาและร้องขอความช่วยเหลือ แต่การปิดเทปดำ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามปกปิด" นางอังคณา กล่าวกับสื่อมวลชน
2. ชาวอุยกูร์ถูกส่งกลับไปด้วยความสมัครใจหรือไม่ ?
นางอังคณา นีละไพจิตร สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และ คุ้มครองผู้บริโภคของวุฒิสภา แถลงวันนี้ (28 ก.พ.) ว่า ที่ผ่านมา กรรมาธิการได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้กักขังซึ่งเขียนใส่เศษกระดาษส่งมาให้ กมธ. เพื่อส่งต่อไปยังข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยระบุชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะกลับประเทศจีน
ใจความของเนื้อหาในจดหมายระบุว่า เรียน UNHCR พวกเราเป็น 48 ชาวอุยกูร์ ที่ถูกกักอยู่ที่ สตม. สวนพลู ตั้งแต่ปี 2013 เราต้องการขอลี้ภัยผ่าน UNHCR เราไม่ต้องการกลับไปยังประเทศจีน หากเรากลับไป พวกเราจะถูกจำคุกหรือถูกฆ่า รวมถึงครอบครัวของพวกเรา เราขอให้ UNHCR ช่วยเหลือพวกเรา เราต้องการให้ UNHCR มาสัมภาษณ์พวกเรา
"ภาพที่เห็นเมื่อวาน (27 ก.พ.) การที่มีคนเข้ามากอด หากดูจากสีหน้าของพวกเขา คิดว่าไม่ได้สมัครใจที่จะไปเลย เพราะญาติพี่น้องของเขาอยู่ประเทศตุรกีอยู่แล้ว และเราก็รู้ดีว่าประเทศจีนมีสถานที่ที่เรียกว่า 'ค่ายฝึกอบรม' หากใครเข้าไปแล้วจะไม่ได้รับการเยี่ยมเยียน และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาข้างนอก และทางสหประชาชาติก็ห่วงใย และมีแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับด้วย ดังนั้น การที่รัฐบาลทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง" นางอังคณา กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะเดียวกัน นายกัณวีร์ สส. พรรคเป็นธรรม ก็ออกมาเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ชาวอุยกูร์ในสถานกักกันคนต่างด้าว สตม. ซอยสวนพลู อดอาหารประท้วงเป็นระยะเวลา 19 วัน เนื่องจากเห็นว่าทาง สตม. เริ่มดำเนินกระบวนการส่งกลับไปจีนโดยที่พวกเขาไม่ยินยอม
ขั้นตอนดังกล่าวเป็นการจัดทำทะเบียนประวัติของพวกเขา โดยทาง สตม. อ้างว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบบภายในของสำนักงาน จากนั้นนำชาวอุยกูร์ไปถ่ายรูปทีละคน พร้อมกับแยกเดี่ยวพวกเขาออกมาจากกลุ่มและยื่นเอกสารบางอย่างให้ชาวอุยกูร์ลงนาม
"พวกเขาเห็นว่าการดำเนินการเช่นนั้น เป็นการเตรียมความพร้อมในการให้เซ็นยินยอมเดินทางกลับประเทศจีน เลยบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้พวกเขาไม่เอาด้วย เพราะถือว่าเป็นการผลักดันพวกเขากลับประเทศจีน พวกเขาเลยอดอาหารประท้วง เพราะไม่มีความประสงค์จะเดินทางกลับจีน" สส. จากพรรคเป็นธรรม กล่าว
นอกจากนี้ นายกัณวีร์ยังได้เปิดเผยจดหมาย 3 ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้นเหมือนกันกับของนางอังคณา โดยมีใจความจดหมายทำนองเดียวกันว่าขอให้ส่งชาวอุยกูร์ในไทยไปประเทศไหนก็ได้ที่ไม่ใช่จีน เพื่อมีโอกาสรวมตัวกับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

ที่มาของภาพ, Kannavee Suebsang
"ดังพระเจ้าได้ช่วยครอบครัวของท่านได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ท่านช่วยผู้ยากไร้เช่นพวกเราให้ได้กลับไปรวมตัวกับครอบครัวอีกครั้งเถิด ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรด" จดหมายจากชาวอุยกูร์จำนวน 43 คน ที่อยู่ในสถานกักกังคนต่างด้าว เขียนถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ลงวันที่ 15 พ.ย. 2567
ทั้งนี้ จำนวนชาวอุยกูร์ที่ทางการแถลงออกมานั้น ยังคงมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน โดย นายทวี สอดส่อง รมว. ยุติธรรม บอกว่ามีผู้ต้องกักใน สตม. 40 คน ซึ่งส่งไปจีนหมดแล้ว ขณะที่อีก 5 คน เป็นนักโทษในคดีอื่น ๆ จึงยังไม่ได้ถูกส่งกลับ ขณะที่ทาง UNHRC หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนจากยูเอ็น ระบุว่ามีชาวอุยกูร์ที่อยู่ในไทยทั้งหมด 53 คน เสียชีวิตระหว่างการถูกกักกันไปแล้ว 5 คน เหลือจำนวนทั้งสิ้น 48 คน และเชื่อว่ามีอีก 8 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม นายกัณวีร์ยืนยันตัวเลขของ UNHRC และบอกด้วยว่า "5 คนที่เสียชีวิตที่อยู่ในห้องกักขณะถูกกักแบบขังลืม ไม่เคยปริปากแม้แต่คำเดียวว่าเขาจะกลับประเทศจีน แสดงว่านั่นคือความปรารถนาสูงสุดของพวกเขาว่ายอมตายในห้องกัก ยังดีกว่าเดินทางกลับไปประเทศจีน"
"ผมจึงคิดว่าพวกเขาไม่ได้กลับไปด้วยความสมัครใจ" สส. จากพรรคเป็นธรรม บอกกับบีบีซีไทย
วันที่ 3 มี.ค. กรมราชทัณฑ์ออกแถลงการณ์ระบุว่า จดหมายฉบับดังกล่าว (ฉบับที่ 2 ในภาพประกอบ) ไม่ใช่จดหมายที่ออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม ดังนั้น จึงน่าจะเป็นจดหมายที่ทำขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้อง
ทางกรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว และพบว่าผู้ต้องขังชาวอุยกูร์ให้การยืนยันว่า ไม่เคยเขียนจดหมายฉบับดังกล่าวตามที่ปรากฏในสื่อ และลายมือที่ปรากฏมิใช่ลายมือของพวกเขา
นอกจากนี้ยังพบว่า ช่วงระหว่างเดือน พ.ย. 2567 ถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยส่งจดหมายออกภายนอกเรือนจำแต่อย่างใด ซึ่งเบื้องต้นเรือนจำฯ ได้เปรียบเทียบลายมือแล้วพบว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ เรือนจำกลางคลองเปรมได้ตรวจสอบข้อมูลการรับ-ส่งจดหมาย ก็ไม่ปรากฏว่ามีจดหมายฉบับดังกล่าว อีกทั้งตราประทับที่ปรากฏบนจดหมายฉบับนั้น ก็มิใช่ตราประทับของเรือนจำกลางคลองเปรมแต่อย่างใด
โดยตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ก่อนส่งจดหมายถึงภายนอกเรือนจำฯ ต้องตรวจสอบเนื้อหาในจดหมายว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีจดหมายฉบับดังกล่าว และโดยเฉพาะจดหมายผู้ต้องขังจากเรือนจำจะไม่มีตราประทับของเรือนจำแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ต้องขังดังกล่าวไม่มีญาติหรือทนายความมาเยี่ยมเยียน

ที่มาของภาพ, STR
ต่อมาในวันที่ 4 มี.ค. นายกัณวีร์ แถลงต่อสื่อว่าจดหมายดังกล่าวเป็นของจริง มีตราปั๊มติดบนกระดาษทั้งสองด้าน ส่วนกระดาษก็เป็นกระดาษที่ฉีกหาได้ตามกรมราชทัณฑ์ ซึ่งผู้ต้องขังสามารถซื้อได้แผ่นละ 1 บาท โดยเขาได้จดหมายฉบับนี้มาจากภาคประชาสังคมที่ติดตามกรณีชาวอุยกูร์
"ผมไม่เคยพูดว่าจดหมายฉบับนี้ออกจากกรมราชทัณฑ์อย่างถูกต้องตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ แต่ผมได้มาจากผู้ต้องกัก [สตม.] สวนพลู ซึ่งเป็นชาวอุยกูร์ที่เคยอยู่ในเรือนจำ [คลองเปรม] เพราะถูกต้องคดีทั้งหมด 7 คน แต่ 5 คนยังอยู่ในเรือนจำ ส่วน 2 คน ออกมาแล้ว และถูกผลักดันกลับประเทศจีน" นายกัณวีร์กล่าว และยืนยันว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของชาวอุยกูร์ที่ถูกกักขัง แต่ถูกผลักดันกลับประเทศไปแล้ว
เขายังกล่าวต่อว่าการต้องมาจับผิดกระดาษแผ่นนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่รัฐบาลจะเป็นต้องออกมายืนยันให้ได้ว่าไม่ได้มีการผลักดันชาวอุยกูร์ไปสู่การประหัตประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การลดแรงปะทะในเวทีระหว่างประเทศ
"หากกลุ่มเสรีนิยมประชาธิปไตยถามว่าประเทศไทยมีหลักฐานอะไรที่บอกว่าไม่ได้ผลักดัน และเขาสมัครใจไปจริง ๆ [รัฐบาล] จะสามารถตอบกลับได้หรือไม่ ?"
3. ไม่มีประเทศที่สาม ต้องการชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ดังที่รัฐบาลแถลงหรือไม่ ?
"ผมฟังแล้วรู้สึกตลก" นายกัณวีร์บอกกับบีบีซีไทย เมื่อเราถามว่าไม่มีประเทศที่สามต้องการรับชาวอุยกูร์เหล่านี้ไปอยู่ด้วย เป็นความจริงหรือไม่
นายกัณวีร์บอกว่าตนเองมีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่าทางสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศไทยได้มีการติดต่อทางการทูตกับทางการไทยเมื่อปีที่แล้วว่ามีความยินดีรับชาวอุยกูร์ที่อยู่ใน สตม. ในฐานะผู้ลี้ภัย
ขณะเดียวกัน จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าของกระทรวงการต่างประเทศที่เข้ามาให้ข้อมูลกับ คณะกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาเป็นรองประธาน กมธ.ฯ คนที่สาม ก็ได้ข้อมูลมาว่ามีอย่างน้อย 6-7 ประเทศที่ตอบรับ หากไทยส่งชาวอุยกูร์ไปให้ โดยหนึ่งในนั้นคือประเทศมุสลิมอย่างมาเลเซีย
เขายังบอกด้วยว่าหากไม่มีการแทรกแซงจากจีน ชาวอุยกูร์กว่า 300 คน ที่ถูกพบว่าเดินทางผ่านประเทศไทยเพื่อไปยังตุรกี ก็คงได้ขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำเมื่อปี 2558 กลับไปยังตุรกีหมดแล้ว ซึ่งในตอนนั้นไทยส่งเพียงเด็กและผู้หญิงชาวอุยกูร์จำนวน 173 คนให้กับทางตุรกีที่ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำมารับด้วยตนเอง
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ามีประเทศที่สามที่พร้อมรับชาวอุยกูร์เหล่านี้ไปดูแล สส. จากพรรคเป็นธรรมยืนยันกับบีบีซี
ด้านนางอังคณา กล่าวด้วยว่า กมธ. ของเธอเคยเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบหลายครั้งว่า หากต้องการรู้ว่าประเทศไหนต้องการรับชาวอุยกูร์บ้าง ทาง กมธ. ยินดีบอก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยทาง กมธ. ยินดีเป็นตัวประสานประเทศที่สามให้พวกเขาไปตั้งรกราก หากรัฐบาลไทยมีเจตนาที่ดี
4. คำรับรองความปลอดภัยชาวอุยกูร์ที่จีนให้ต่อไทย น่าเชื่อถือเพียงใด ?
ทั้งนายกัณวีร์และนางอังคณามีความเห็นตรงกันว่าคำมั่นอย่างเป็นทางการของจีนที่ให้การรับรองความปลอดภัยชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนนั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย
"ภาพที่ออกมา เรียนตรง ๆ ดิฉันไม่เชื่อว่าเขาจะได้รับการดูแลอย่างดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีศักดิ์ศรีเหมือนคนทั่วไป" นางอังคณา กล่าว โดยเธอหมายถึงภาพที่ทางการไทยและทางการจีนฉายภาพชายชาวอุยกูร์คนหนึ่งเดินลงมาจากเครื่องบินและเข้าโผกอดญาติที่มารอรับ
ขณะที่ภาพนิ่งภาพนั้นปรากฏชายชาวอุยกูร์เพียงไม่กี่คน และยังเป็นปริศนาว่าชาวอุยกูร์ที่เหลือมีชะตากรรมชีวิตเช่นไร
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่ายินดีเชิญสื่อมวลชนของไทยให้เดินทางบินไปดูสภาพของชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนว่าปลอดภัยดี และมีแผนว่าจะให้นายทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม บินไปสังเกตการณ์ความเรียบร้อยหลังจาก 15 วันนี้

ที่มาของภาพ, พรรคเพื่อไทย
นายกัณวีร์ไม่เชื่อว่าชาวอุยกูร์ทั้งหมดที่ส่งกลับไปจะได้คืนสู่ครอบครัว เนื่องจากชาวอุยกูร์กลุ่มนี้เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวของพวกเขา โดยลูกและภรรยาถูกแยกส่งตัวไปยังตุรกีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่นตั้งแต่ปี 2558 แล้ว
"ดังนั้น ถ้าบอกว่าอยากส่งเขากลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว ก็ต้องส่งไปยังตุรกีไหมครับ เพราะครอบครัวและญาติ ๆ ของพวกเขารออยู่ที่นั่นมาเป็นสิบปีแล้ว" สส. พรรคเป็นธรรม ตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทย
"ส่วนที่บอกว่าคนเหล่านี้มีคดีเล็กน้อย ทางการจีนไม่ติดใจอะไร จะให้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างปลอดภัย หากเป็นแบบนั้นจริง ทำไมตลอดสิบปีที่ผ่านมาทางการจีนถึงอยากได้ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้มาก ๆ ทำเรื่องขอทางการไทยมาตลอด ขนาดอาชญากรใหญ่ ๆ ที่มีคดีหนัก ๆ เช่น เป็นเจ้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศอื่น ๆ ผมไม่เห็นจีนอยากได้ตัวมากขนาดนี้ ไม่เห็นความพยายามอย่างหนักขนาดนี้ นี่หรือคือผู้มีความผิดเล็กน้อยในสายตาจีนอย่างที่รัฐบาลไทยบอก" นายกัณวีร์กล่าวกับบีบีซีไทย
5. การส่งตัวกลับครั้งนี้เป็นอำนาจอธิปไตยของไทยที่ถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จริงหรือไม่ ?
"ผมคิดว่าเอาผลประโยชน์ของ 'ใคร' เป็นที่ตั้ง เอาแค่ผลประโยชน์ของรัฐบาลเป็นที่ตั้ง" สส. จากพรรคเป็นธรรม บอกกับบีบีซีไทย
เขาบอกว่า การบอกว่าอธิปไตยทำให้ไทยตัดสินอะไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสมอไปเมื่อการตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจบนสิ่งที่เรียกว่าความสมัครใจ (Voluntariness) ซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน
"เราอยู่ในเวทีระหว่างประเทศ เราไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวคนเดียวและจับมือจีนเท่านั้น เราต้องอยู่กับหลาย ๆ ประเทศ ทำไมประเทศไทยมีมาตรฐานที่บิดเบือนขนาดนี้" กัณวีร์กล่าว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีแพทองธารตอบสื่อมวลชนว่า ไม่มีการแลกเปลี่ยนทางการค้าใด ๆ กับประเด็นที่ส่งชาวอุยกูร์กลับไป
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น เพราะหากจะคุยเรื่องการค้าก็เป็นเรื่องของการค้า แต่นี่เป็นเรื่องของคน ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับสินค้า คนไม่ใช่สินค้า ไม่แลกกันแน่นอน" น.ส.แพทองธาร กล่าว
ด้านนายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ นักวิชาการสถาบันนโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่ อดีตที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า เขาไม่เข้าใจเลยว่าผลประโยชน์ของประเทศในเรื่องการส่งกลับอุยกูร์อยู่ตรงไหน
"นอกจากเราโดนประณามจากนานาชาติ ทำให้สถานภาพความน่าเชื่อถือด้านมนุษยธรรม และด้านการต่างประเทศเราลดลงไปอีกมาก ตอนนี้ทั้งญี่ปุ่น และอเมริกา ก็ประกาศเตือนประชาชนตัวเองเฝ้าระวังการก่อการร้าย และไม่รู้จะมีผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงอะไรตามมาอีกหลังจากนี้ ความรับผิดชอบต่อผลเสียตรงนี้ไม่แน่ใจใครต้องรับผิดชอบ"












