การถือพรหมจรรย์กลายเป็นข้อบังคับสำหรับพระสันตะปาปาและนักบวชตั้งแต่เมื่อใด และทำไมเป็นเช่นนั้น ?

Statue of St Peter looking down at the crowds in Vatican

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักบุญเปโตร ซึ่งมีรูปปั้นตั้งตระหง่านเหนือนครวาติกัน เป็นชายที่แต่งงานแล้ว
    • Author, สวามินาทาน นาทาราจัน
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

พระคาร์ดินัลจากทั่วโลกจะมารวมตัวกันในสัปดาห์นี้ (7 พ.ค.) เพื่อเลือกผู้นำคนต่อไปของชาวคาทอลิกที่มีอยู่ประมาณ 1,400 ล้านคนทั่วโลก

ในทางเทคนิคแล้ว ผู้ชายคริสเตียนที่เข้าพิธีรับบัพติศมาแล้วทุกคนสามารถได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ได้ แต่พระสันตะปาปาทุกองค์นับตั้งแต่ปี 1378 ล้วนมาจากบรรดาพระคาร์ดินัลซึ่งเป็นผู้เลือกพระสันตะปาปา

แม้ยากที่จะคาดเดาว่าใครจะได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาองค์ต่อไป แต่เราแทบจะแน่ใจได้เลยว่า พระองค์จะไม่ใช่ชายที่แต่งงานแล้ว

ข้อกำหนดของนักบวชที่ต้องถือพรหมจรรย์จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดภายในคริสตจักรมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ และมีการเรียกร้องบ่อยครั้งให้ผู้ชายและผู้หญิงที่แต่งงานแล้วได้รับการยอมรับเข้าเป็นบาทหลวง

อย่างไรก็ตาม การยืนกรานเรื่องความเป็นพรหมจรรย์นี้ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญเสมอไป ในคริสตจักรยุคแรก มีบาทหลวงหลายองค์ และรวมทั้งพระสันตะปาปามากกว่าหนึ่งพระองค์ที่มีภรรยา

พระสันตะปาปาที่แต่งงานในคริสตจักรยุคแรก

Black and white portrait drawing of Pope Hormisdas. He was wearing a cap an a robe showing holy cross

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระสันตะปาปานักบุญฮอร์มิสดาส ทรงมีบุตรชายที่สืบตำแหน่งผู้นำคริสตจักรต่อจากพระองค์

นครวาติกันมีรายชื่อพระสันตะปาปา 266 พระองค์โดยไม่ขาดสาย โดยเริ่มจากนักบุญเปโตร ซึ่งเป็นชายที่แต่งงานแล้ว (พระวรสารกล่าวว่าพระเยซูทรงรักษาพระสัสสุ [แม่ยาย] ของพระองค์)

บทความที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ของวาติกันยอมรับว่าในช่วงปีแรก ๆ "บรรดาบิชอป บาทหลวง และมัคนายกของคริสตจักรยุคแรกมักจะเป็นบุคคลที่รักครอบครัว"

"นอกจากนี้ยังชัดเจนอีกด้วยว่า... ในศตวรรษต่อมา การมีนักบวชที่แต่งงานแล้ว ซึ่งมีจำนวนไม่มากก็น้อย กลายเป็นเรื่องปกติของชีวิตในคริสตจักร"

บทความดังกล่าวยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า เรารู้จักพระสันตะปาปาที่แต่งงานแล้ว เช่น พระสันตปาปาฮอร์มิสดาส (ค.ศ. 514-23) พระบิดาของพระสันตปาปาซิลเวอเรียส ผู้สืบตำแหน่งต่อจากพระองค์

แต่มีนักประวัติศาสตร์หลายคนที่ศึกษาศาสนาคริสต์ยุคแรกเชื่อว่า ไม่ได้มีเพียงพระสันตะปาปาเปโตรและฮอร์มิสดาสเพียงแค่สองพระองค์

"พระสันตะปาปา 39 พระองค์แรกเป็นชายที่แต่งงานแล้ว" ลินดา ปินโต ประธานร่วมกลุ่มความเคลื่อนไหวคาทอลิก ฟอร์ ชอยส์ (Catholic for Choice) ในสหรัฐฯ กล่าว ซึ่งกลุ่มนี้รณรงค์ให้มีคณะสงฆ์ที่รวมทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน (inclusive)

อดีตแม่ชีผู้นี้ซึ่งออกจากคริสตจักรเพื่อแต่งงานกับอดีตบาทหลวง โต้แย้งว่าคำสอนของพระเยซูไม่ได้กำหนดข้อกำหนดที่ชัดเจนเกี่ยวกับพรหมจรรย์

ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ที่บีบีซีพูดคุยด้วยเห็นด้วยว่าผู้นำคริสตจักรยุคแรก ๆ หลายคนน่าจะมีภรรยา

ศาสตราจารย์คิม เฮนส์-ไอตเซน จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคริสต์ศาสนายุคแรก กล่าวกับบีบีซีว่า "ในยุคเริ่มแรกสุด เรามีหลักฐานชัดเจนว่านักบวชเหล่านั้นแต่งงานแล้ว"

เธอโต้แย้งว่า คริสต์ศาสนาเปลี่ยนไปหลังจากที่แพร่กระจายจากรากฐานของชาวยิวไปสู่โลกของกรีก-โรมัน และได้รับแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติแบบบำเพ็ญพรต เช่น การควบคุมตนเอง การอยู่โดดเดี่ยวหรือสันโดษ และพรหมจรรย์

ต่อมาจักรพรรดิคอนสแตนตินทรงประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งทำให้พระสันตะปาปามีบทบาททางการเมืองอย่างแข็งขัน

"โดยทั่วไปแล้ว พระสันตะปาปามักจะเป็นสมาชิกของตระกูลขุนนางโรมันหรือเป็นพระสหายของจักรพรรดิเยอรมันที่ปกครองประเทศ" นีอามห์ มิดเดิลตัน อดีตอาจารย์ด้านเทววิทยาและปรัชญาที่มหาวิทยาลัยดับลิน ซิตี กล่าว

Colour Portrait of Pope Hormisdas. He was wearing a reddish cassock with a silver collar

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (ค.ศ. 1492 - 1503) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องความเจ้าชู้ของพระองค์

หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันในศตวรรษที่ 5 อาณาจักรเล็ก ๆ รอบกรุงโรมก็กลายมาเป็นรัฐพระสันตะปาปา (ค.ศ. 756 -1870) โดยมีพระสันตะปาปาเป็นผู้ปกครอง คริสตจักรได้สะสมความมั่งคั่งและอำนาจ และยุคแห่งการวางแผนทางการเมืองก็เริ่มต้นขึ้น

"เป็นเรื่องปกติที่พระสันตะปาปา บิชอป และนักบวชจะแต่งงานและมีนางสนม ประกอบกับการผิดศีลธรรมทางเพศในช่วง 'ยุคมืด' ของพระสันตะปาปา ตลอดจนปัญหาของการซื้อขายสิ่งของหรือตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์ (simony) ในคริสตจักรเพื่อหาเงิน ได้กระตุ้นให้เกรกอรีริเริ่มการปฏิรูปคริสตจักรครั้งใหญ่" มิดเดิลตันกล่าวกับบีบีซี

เดียร์เมด แมคคัลลอค ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์คริสตจักรที่เซนต์ ครอส คอลเลจ (St Cross College) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เห็นด้วยว่า "นักบวชส่วนใหญ่ในคริสตจักรตะวันออกและตะวันตกจนถึงศตวรรษที่ 12 แต่งงานแล้วและมีลูกแน่นอน" โดยอ้างอิงถึงศูนย์กลางอำนาจสองแห่งของคริสตจักรยุคแรก คือ กรุงโรมและเมืองคอนสแตนติโนเปิล

แมคคัลลอค ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Lower than the Angels: A History of Sex and Christianity เชื่อว่า มุมมองของนิกายโรมันคาทอลิกในปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องพรหมจรรย์ส่วนใหญ่ได้รับการหล่อหลอมจาก "แนวคิดทางเทววิทยาชุดหนึ่งที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 11 และ 12"

พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงเรื่องพรหมจรรย์ของนักบวชว่าอย่างไร และกลายมาเป็นกฎเกณฑ์ได้อย่างไร?

A opened copy of the bible with a rosary and cross

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านเรื่องพรหมจรรย์ต่างก็ยกคำพูดจากพระคัมภีร์มาอ้าง

ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดว่าบาทหลวงต้องครองพรหมจรรย์ยกตัวอย่างพระเยซูเอง ดังที่พระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม ในพันธสัญญาใหม่ (New Testament) ไม่ได้กล่าวถึงภรรยาเลย

ในพระกิตติคุณของมัทธิว บทที่ 19 พระเยซูยังทรงแนะนำเรื่องการครองความเป็นโสดสำหรับผู้ที่สามารถทำได้ "เพื่อประโยชน์ของอาณาจักรแห่งสวรรค์"

ในจดหมายที่ระบุว่าเป็นของนักบุญเปาโล อัครสาวก กล่าวว่าจะเป็นการดีที่สุดหากทุกคนไม่แต่งงานและครองโสดเหมือนท่าน แม้ว่าในจดหมายฉบับแรกที่เขียนถึงนักบุญทิโมธี ท่านจะกล่าวว่าบิชอปควรแต่งงานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

การงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์มักได้รับคำชมจากคริสเตียนยุคแรก

นักเทววิทยาที่มีความสำคัญที่สุดสองคนของคริสตจักร ได้แก่ นักบุญออกัสตินและนักบุญโทมัส อไควนัส สนับสนุนความเป็นโสดของนักบวชเพื่อให้อุทิศตนเพื่อการแสวงหาทางจิตวิญญาณได้ดีขึ้น

Two nuns talking in front of St Peter's Basilica in Vatican

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การถือพรหมจรรย์ในคริสตจักร เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาก

แต่เส้นทางสู่การถือพรหมจรรย์ที่กลายมาเป็นกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้กันทั่วไปในคริสตจักรนั้นยาวนานและเป็นที่โต้แย้ง

ในปี ค.ศ. 325 สภาแห่งนีเซียที่เรียกโดยจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งโรมันได้หารือเกี่ยวกับการประพฤติพรหมจรรย์ของนักบวช และในปี ค.ศ. 692 สภาแห่งทรูลโลได้กำหนดให้การถือพรหมจรรย์เป็นข้อกำหนดบังคับสำหรับบิชอป แต่แนวปฏิบัตินี้ยังคงไม่ได้รับการปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ

การถือพรหมจรรย์ของนักบวชเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด "มหาศาสนเภท" (Great Schism) หรือการแตกแยกครั้งใหญ่" ระหว่างคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกและออร์โธดอกซ์ในศตวรรษที่ 11 (เช่นเดียวกับในการปฏิรูปศาสนานิกายโปรเตสแตนต์มากกว่า 400 ปีในเวลาต่อมา) การปฏิรูปเกรกอเรียนในศตวรรษที่ 11 และสภาลาเตรันสองครั้งในปี ค.ศ. 1123 และ 1139 ได้บังคับให้มีการยับยั้งชั่งใจ (การงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์) อย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และในที่สุดการถือพรหมจรรย์ก็กลายมาเป็นลักษณะเฉพาะของคณะนักบวชคาทอลิกในพิธีกรรมตะวันตกภายหลังยุคปฏิรูปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และสภาเมืองเตรนต์ (ค.ศ. 1545-1563)

วิสัยทัศน์ของนิกายคาทอลิกเกี่ยวกับคณะสงฆ์ในเวลาต่อมา "ไม่อนุญาตให้บาทหลวงปฏิบัติตัวเหมือนผู้ชายคนอื่น ๆ และมีภรรยาได้ เนื่องจากบาทหลวงเป็นตัวแทนของพระคริสต์ในพิธีมิสซา ซึ่งพระองค์เองก็ไม่ได้แต่งงาน" ดร.เจมส์ เคลลี จากมหาวิทยาลัยเดอรัม อธิบายกับบีบีซี

"ครอบครัวของบาทหลวงกลายเป็นฝูงชนของเขา ดังนั้น ความคาดหวังจากทั้งคริสตจักรและฆราวาสก็คือ บาทหลวงควรถือพรหมจรรย์" เขากล่าวเสริม

ผู้ฝ่าฝืนกฎ

Black and white drawing of Lucrezia Borgia of Italy who was thought to an illegitimate child of Pope Alexander VI

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บิดาของลูเครเชีย บอร์เจีย คือ สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ ที่ 6

แม้จะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น แต่พระสันตปาปาบางพระองค์ก็แต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะรับศีลบวช เชื่อกันว่านักบุญฮอร์มิสดาส (ค.ศ. 514–523) ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นหม้ายในช่วงเวลาที่ได้รับเลือก และหลังจากที่พระสันตะปาปาเอเดรียนที่ 2 (ค.ศ. 867–872) ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสันตะปาปาเมื่อมีพระชนม์ได้ 75 ปี ทั้งภรรยาและบุตรสาวของพระองค์ก็อาศัยอยู่กับพระองค์ในพระราชวังลาเตรัน (จนกระทั่งทั้งสองถูกจับตัวไปและถูกลอบสังหาร ตามบันทึกของนักบุญเบอร์แต็งในศตวรรษที่ 9)

เชื่อกันว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 17 (ค.ศ. 1003) และพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 4 (ค.ศ. 1265–1268) แต่งงานก่อนที่จะได้รับตำแหน่งพระสันตะปาปา และพระสันตะปาปาองค์อื่น ๆ ก็ทรงมีความสัมพันธ์นอกสมรสและมีบุตรด้วยกันในเวลาต่อมา

สตรีชาวอิตาลีที่มีอิทธิพลสองคนมักถูกระบุว่าเป็นบุตรสาวนอกสมรสของพระคาร์ดินัลที่ต่อมาได้ขึ้นเป็นพระสันตะปาปา ได้แก่ ลูเครเซีย บอร์เจีย สตรีผู้สูงศักดิ์ซึ่งมีบิดาคือพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (ค.ศ. 1492-1503) ซึ่งอาจเป็นพระสันตะปาปาที่ทรงถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเจ้าชู้มากที่สุด และเฟลีเซ เดลลา โรเวอร์ หนึ่งในสตรีที่ทรงอำนาจและประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของอิตาลี ก็เป็นบุตรสาวของสมเด็จพระสันตปาปาจูเลียสที่ 2 (ค.ศ. 1503 - 1513)

ลูเครเซีย บอร์เจีย และเฟลีเซ เดลลา โรเวอร์ เป็นคู่ปรับในการเมืองราชวงศ์ยุคนั้น เมื่อครอบครัวชาวอิตาลีที่มีอำนาจแข่งขันกันเพื่ออิทธิพลและตำแหน่งพระสันตะปาปา (ลูเครเซีย บอร์เจีย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนักวางแผน เป็นหญิงชู้ และลอบวางยาพิษ)

"ชีวิตช่วงต้นของลูเทอร์ นักปฏิรูปในศตวรรษที่ 16 เกิดขึ้นในยุคของพระสันตะปาปาของตระกูลบอร์เจียที่ทุจริตอย่างน่าตกตะลึง สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 พระสันตะปาปาองค์ที่สองแห่งบอร์เจียมีบุตรนอกสมรสหลายคน" มิดเดิลตันกล่าว

"เขา (มาร์ติน ลูเทอร์) ยังเชื่อด้วยว่าการบังคับให้ถือพรหมจรรย์อาจนำไปสู่การผิดศีลธรรมทางเพศ"

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าพระสันตะปาปาหลายพระองค์ในศตวรรษที่ 15 และ 16 มีลูกนอกสมรส บีบีซีได้ติดต่อสำนักวาติกันและสถาบันคาทอลิกอื่น ๆ อีกหลายแห่งเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประวัติของพระสันตะปาปาและการถือพรหมจรรย์ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

อนาคตของการถือพรหมจรรย์ในคริสตจักร

Pope Benedict XVI talking to Pope Francis, in the background we an see the St Peter basilica of Vatican

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทั้งพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (ซ้าย) และพระสันตะปาปาฟรานซิส (ขวา) ต่างไม่ผ่อนปรนกฎเกณฑ์เรื่องการถือพรหมจรรย์

แม้ว่าคริสตจักรจะแสดงความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง (กฎเกณฑ์ได้รับการผ่อนปรนเพื่อรองรับบาทหลวงที่แต่งงานแล้วจากคริสตจักรแองกลิกันและคริสตจักรอื่น ๆ และผู้ชายที่แต่งงานแล้วได้รับการบวชเป็นบาทหลวงในพิธีกรรมตะวันออกมาเป็นเวลานานแล้ว) ทั้งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและสมเด็จพระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก็ปกป้องการถือพรหมจรรย์ของบาทหลวง

ศาสตราจารย์เฮนส์-ไอตเซน คาดหวังว่าในที่สุดคริสตจักรจะยอมรับบาทหลวงที่แต่งงานแล้วในพื้นที่ชนบท รวมถึงบวชให้กับผู้หญิง แต่เขาก็เชื่อว่า "เราไม่น่าจะเห็นพระสันตะปาปาที่แต่งงานแล้วในศตวรรษที่ 21"

ลินดา ปินโต อดีตแม่ชีจากคณะฟรานซิสกัน (Franciscan) ซึ่งปัจจุบันเป็นแม่และยายที่เพิ่งฉลองวันครบรอบแต่งงาน 50 ปีของเธอไป บอกว่าเธอไม่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการถือพรหมจรรย์

"พวกเขาจะไม่ขยายขอบเขตนี้ให้กับผู้ที่เกิด รับบัพติศมา และเติบโตมาในคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก" เธอกล่าวสรุป