6 เหตุผลว่าทำไมมีผู้เสียชีวิตนับพันในพิธีฮัจญ์ปีนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
เทศกาลแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ชองชาวมุสลิมทั่วโลกในปีนี้ ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มีผู้แสวงบุญหลายสัญชาติอย่างน้อย 922 คน ต้องเสียชีวิตลงระหว่างปฏิบัติกิจทางศาสนา โดยส่วนใหญ่เหตุสลดดังกล่าวเกิดจากสภาพอากาศร้อนจัด
พิธีฮัจญ์นั้นถือเป็นการชุมนุมผู้คนจำนวนมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของโลก โดยเป็นสิ่งดึงดูดให้มุสลิมทั่วโลกเดินทางมายังซาอุดีอาระเบียถึงหลายล้านคนต่อปี เนื่องจากเป็นศาสนกิจที่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินและร่างกายแข็งแรง จะต้องยึดถือปฏิบัติโดยเข้าร่วมอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต
เทศกาลประกอบพิธีฮัจญ์ของปีนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่จนบัดนี้ทางบีบีซียังไม่สามารถยืนยันยอดผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ ส่วนคำชี้แจงของทางการซาอุดีอาระเบียต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้น
บีบีซีได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 19 และ 20 มิ.ย.แล้ว ทว่ายังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นทางการกลับมาแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในขณะเดียวกัน ทางการซาอุดีอาระเบียกลับแถลงถึงความสำเร็จ ในการดำเนินแผนดูแลสุขภาพของผู้แสวงบุญระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์ปีนี้ โดยนายฟาฮัด อัล จัลลาเอล รัฐมนตรีสาธารณสุขของซาอุดีอาระเบีย ระบุในแถลงการณ์ว่า “เทศกาลประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งนี้ ปลอดจากโรคระบาดหรือภัยคุกคามทางสาธารณสุขใด ๆ แม้จะมีผู้แสวงบุญจำนวนมาก และมีความท้าทายเรื่องอุณหภูมิพุ่งสูงก็ตาม”
ก่อนหน้านี้ทางการซาอุดีอาระเบียระบุว่า มีผู้แสวงบุญเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ปีนี้ราว 1.83 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ถึง 1.6 ล้านคนเดินทางมาจากต่างประเทศ โดยชาติที่มีจำนวนผู้แสวงบุญมากที่สุดได้แก่ปากีสถาน, จอร์แดน, และตูนิเซีย
เนื่องด้วยเหตุดังกล่าว บีบีซีจึงได้ลองวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่มรณกรรมของผู้แสวงบุญนับพันราย ดังต่อไปนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
สภาพอากาศร้อนจัด
เชื่อกันว่าอุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 51.8 องศาเซลเซียส แม้อยู่ในที่ร่ม คือสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และแม้ว่าก่อนหน้านี้ทางการซาอุดีอาระเบียจะออกคำเตือน ให้ผู้แสวงบุญหลีกเลี่ยงสถานที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูง และให้ดื่มน้ำมาก ๆ ตลอดเวลา แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่พ้นจะตกเป็นเหยื่อของโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก รวมทั้งอาการป่วยอื่น ๆ อันเนื่องมาจากความร้อนสูง
นักการทูตชาวอาหรับผู้หนึ่งบอกว่า มีรายงานเรื่องชาวอียิปต์ถึง 658 คน ต้องเสียชีวิตลงพร้อมกันในคราวเดียว เนื่องจากความร้อนแบบสุดขั้ว โดยผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์โดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถจะเข้าถึงความช่วยเหลือและทรัพยากรสนับสนุนที่ทางการจัดเตรียมไว้ได้
ไอชา อิดริส ผู้แสวงบุญชาวไนจีเรีย บอกกับผู้สื่อข่าวรายการนิวส์เดย์ของบีบีซีว่า “ที่ฉันรอดมาได้ เนื่องจากพระเจ้าทรงเมตตาเท่านั้น เพราะมันช่างร้อนอย่างเหลือเชื่อ”
“พวกเขาปิดประตูทางเข้าวิหารหินกะบะฮ์ทั้งหมด เราเลยต้องใช้ทางเดินบนดาดฟ้าแทน ซึ่งมันร้อนจนแทบจะมอดไหม้ ฉันต้องกางร่มและใช้น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ (Zamzam) รดตัวตลอดเวลา”

ที่มาของภาพ, Getty Images
“ตอนหนึ่งฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นลม และใครคนหนึ่งต้องเข้ามาช่วยถือร่มให้ ฉันไม่นึกมาก่อนเลยว่าอากาศจะร้อนได้ขนาดนั้น” อิดริสกล่าว
“นาอิม” ผู้แสวงบุญหญิงอีกคนหนึ่ง ต้องมาเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุที่ไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะฮีทสโตรก โดยครอบครัวของเธอยังคงค้นหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่
“จู่ ๆ เราก็ไม่สามารถจะโทรติดต่อแม่ได้ พวกเราออกค้นหาแม่นานหลายวัน จนมาพบว่าแม่จากไปแล้วระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์นั่นเอง” บุตรชายของนาอิมบอกกับบีบีซีแผนกภาษาอาหรับ เขาย้ำด้วยว่าจะทำตามความปรารถนาของแม่ที่ต้องการจะฝังร่างไว้ในนครเมกกะ

ที่มาของภาพ, EPA
การที่ผู้แสวงบุญต้องมาเสี่ยงตายเช่นนี้ เป็นเพราะต้องเผชิญกับความร้อนสูงชนิดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน, ต้องทำกิจกรรมที่ใช้กำลังกายอย่างหนัก, ต้องอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งอันกว้างใหญ่, หลายคนอยู่ในวัยชราหรือเจ็บป่วยมาก่อน, หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง
การเสียชีวิตระหว่างแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยมีบันทึกว่าด้วยกรณีเช่นนี้มาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 และเมื่อปีที่แล้ว ทางการซาอุดีอาระเบียรายงานว่ามีผู้แสวงบุญล้มป่วยกว่า 2,000 ราย เนื่องจากความร้อน
ล่าสุดบรรดานักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ โดยคาร์ล ฟรีดริช ชลอยส์เนอร์ จากสถาบัน Climate Analytics บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “พิธีฮัจญ์นั้นมีขึ้นในสภาพอากาศที่ร้อนแรงมากว่าพันปีแล้ว แต่วิกฤตด้านภูมิอากาศกำลังทำให้มันเลวร้ายลงไปอีก”
งานวิจัยของชลอยส์เนอร์ชี้ว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเหนือระดับที่เคยเป็นในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียส ผู้แสวงบุญจะมีความเสี่ยงเป็นฮีทสโตรกในพิธีฮัจญ์เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ซึ่งการคาดการณ์ในปัจจุบันชี้ว่า โลกจะไปถึงจุดนั้นภายในช่วงทศวรรษ 2030 และทำให้การแสวงบุญในอนาคตยิ่งยากลำบากและท้าทายเพิ่มขึ้นไปอีก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้คนเบียดเสียดแออัด และปัญหาสุขอนามัย
หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของทางการซาอุดีอาระเบีย ยิ่งทำให้ปัญหาจากสภาพอากาศที่ร้อนสุดขั้วเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนเกิดภาวะวิกฤตขึ้นในสถานที่หลายแห่งที่ผู้แสวงบุญเข้าพักและเดินทางไปเยือน เช่นเต็นท์ที่พักไม่เพียงพอจนผู้คนต้องแออัดเบียดเสียดกัน ทั้งยังมีอุปกรณ์ทำความเย็นไม่เพียงพอในเต็นท์แต่ละหลังอีกด้วย
อามินา (นามสมมติ) หญิงวัย 38 ปี จากกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานกล่าวว่า “ไม่มีเครื่องปรับอากาศในเต็นท์ของเรา แม้ว่าอากาศของนครเมกกะจะร้อนจัดถึงขนาดนั้นแล้วก็ตาม ส่วนตู้กดน้ำเย็นที่ติดตั้งไว้ เฝ้ารอตลอดทั้งวันก็แทบจะไม่เคยมีน้ำเลย”

ที่มาของภาพ, Getty Images
“ในเต็นท์ที่พักไม่มีอากาศถ่ายเท จนเราหายใจไม่ออกและตัวเปียกชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสยดสยองมาก” อามินากล่าว
ฟอซีอาห์ ผู้แสวงบุญจากกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย พูดเป็นเสียงเดียวกับอามินาว่า “หลายคนเป็นลมเพราะความแออัดและอากาศร้อนจัดในเต็นท์ พวกเราต้องรออาหารเย็นที่มาส่งช้าจนดึกดื่น ทำให้คนในเต็นท์ต้องหิวโหย”
แม้เธอจะหวังว่า ทางการซาอุดีอาระเบียจะปรับปรุงการจัดเทศกาลแสวงบุญให้ดีขึ้นในอนาคต “แต่นี่ก็เป็นการจัดพิธีฮัจญ์ครั้งที่ดีที่สุด เท่าที่เคยมีมาแล้ว”
ปัญหาการคมนาคมขนส่ง
บ่อยครั้งที่ผู้แสวงบุญจำต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลท่ามกลางอากาศร้อนจัด ทำให้หลายคนกล่าวโทษการปิดกั้นเส้นทางต่าง ๆ และระบบบริหารการคมนาคมขนส่งที่ย่ำแย่
ผู้แสวงบุญชาวปากีสถานที่ไม่ประสงค์ออกนามผู้หนึ่งบอกว่า “ทางการจัดให้เราเดินไปบนถนนสายยาว 7 กิโลเมตร ที่ไม่มีร่มเงาหลบแดดหรือน้ำดื่มคอยให้บริการไว้เลย การที่ตำรวจตั้งแนวกั้นปิดถนน ทำให้เราต้องเดินอ้อมไกลโดยใช่เหตุ”
ผู้แสวงบุญคนนี้ยังบอกว่า อันที่จริงก็มีรถรับส่งของทางการซาอุดีอาระเบียอยู่ แต่ไม่มีใครนำออกมาใช้ แม้แต่ตอนที่มีผู้ป่วยเป็นลมหมดสติเพราะอากาศร้อน
“ในที่ตั้งค่ายพัก ผู้คนต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดเหมือนไก่หรือสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม เตียงนอนแต่ละเตียงไม่มีช่องว่างระหว่างกลางให้เดินผ่านกันไปได้ ห้องน้ำแค่สองสามห้องที่เตรียมไว้ มันไม่พอสำหรับคนหลายร้อยหรอก”

ที่มาของภาพ, Getty Images
มูฮัมหมัด อาชา ผู้จัดกรุ๊ปทัวร์เอกชนสำหรับการแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นการมาแสวงบุญครั้งที่ 18 ของผมแล้ว เท่าที่ผมได้พบเจอมา ทางการซาอุดีอาระเบียนั้นทำตัวเป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่นักบริหารจัดการผู้อำนวยความสะดวก พวกเขาบังคับควบคุมอย่างเดียว แต่ไม่ช่วยเหลืออะไร”
อาชายังบอกว่า โดยทั่วไปแล้วผู้แสวงบุญต้องเดินในช่วงฤดูร้อนอย่างน้อย 15 กิโลเมตรต่อวัน ทำให้เสี่ยงจะเกิดความเหนื่อยล้า โรคลมแดด หรือภาวะที่ขาดแคลนน้ำดื่มเป็นเวลานานได้
“เมื่อก่อนเรามีเส้นทางลัดย้อนกลับเพื่อเข้าถึงเต็นท์ที่พักได้ง่าย แต่เดี๋ยวนี้เส้นทางที่ว่าถูกปิดหมด ทำให้ผู้แสวงบุญส่วนใหญ่ แม้แต่คนที่ถูกจัดเป็นประเภท A และได้อยู่เต็นท์โซนแรกด้านหน้า ต้องเดินฝ่าอากาศร้อนถึง 2.5 กิโลเมตร เพียงเพื่อกลับเข้าที่พักของตัวเอง และหากมีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้นบนเส้นทางนี้ จะไม่มีใครเข้าถึงตัวคุณได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง เส้นทางนี้ไม่มีการเตรียมพร้อมสำหรับการกู้ชีพเลย แถมยังไม่มีจุดจ่ายน้ำดื่มเลยแม้แต่แห่งเดียว”
ความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่มาถึงล่าช้า

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีรายงานว่าผู้แสวงบุญจำนวนไม่น้อย ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์หรือบริการดูแลพยาบาลที่ไม่เพียงพอ โดยหลายคนบอกว่า ไม่มีรถพยาบาลหรือหน่วยกู้ชีพเข้าให้การปฐมพยาบาลผู้ที่ป่วยจากความร้อนได้อย่างทันท่วงที
อามินาเล่าว่า เคยพบผู้แสวงบุญที่ต้องการออกซิเจนช่วยหายใจด่วนเนื่องจากโรคกลัวที่แคบ แต่ต้องรอกันนานถึง 25 นาที กว่าที่รถพยาบาลจะมาถึง “พวกเราต้องอ้อนวอนขอรถพยาบาลไปหลายครั้ง และในที่สุดเมื่อหน่วยกู้ชีพมาถึง หมอกลับดูอาการคนไข้ไม่ถึงสองวินาที แล้วพูดหน้าตาเฉยว่าเขาไม่เป็นอะไร ก่อนจะรีบกลับออกไปทันที”

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐมนตรีสาธารณสุขของซาอุดีอาระเบีย ยังเฝ้าเน้นย้ำถึงการจัดเตรียมทรัพยากรไว้จำนวนมาก เพื่อดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเหล่าผู้แสวงบุญ โดยแถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า มีการจัดเตรียมโรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพ และคลินิกเคลื่อนที่ 189 แห่ง ซึ่งทั้งหมดสามารถรองรับผู้ป่วยได้กว่า 6,500 เตียง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่ธุรการ และอาสาสมัครกว่า 40,000 คน พร้อมปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียยังบอกว่า มีการจัดเตรียมรถพยาบาลกว่า 370 คัน เฮลิคอปเตอร์พยาบาล 7 ลำ และเครือข่ายการขนส่งลำเลียง (ลอจิสติก) ที่ประกอบไปด้วยห้องปฏิบัติการ 12 แห่ง รถบรรทุกสิ่งของจำเป็น 60 คัน คลังเก็บอุปกรณ์การแพทย์เคลื่อนที่ 3 แห่ง กระจายตัวตั้งอยู่ตามจุดสำคัญเช่นสถานที่แสวงบุญต่าง ๆ

หน่วยงานที่ดูแลกลุ่มสุขภาพนครเมกกะ (The Makkah Health Cluster) บรรยายถึงการยกระดับความพร้อมทางการแพทย์ให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ว่า
“เราดึงศักยภาพที่มีทั้งหมดในระบบออกมา เพื่อฝึกฝนเตรียมพร้อมบุคลากรและให้บริการที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการทำงานอย่างต่อเนื่องในแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล, ศูนย์สุขภาพ, และคลินิกทุกแห่ง โดยมีการจัดเตรียมเตียงไว้รองรับผู้ป่วย 3,944 เตียง ในสถานพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง 654 เตียงในแผนกผู้ป่วยหนักด้วย”
ผู้แสวงบุญที่ไม่ลงทะเบียน
อันที่จริงแล้ว ผู้ต้องการจะเข้าร่วมประกอบพิธีฮัจญ์จะต้องยื่นขอวีซ่าพิเศษสำหรับการแสวงบุญโดยเฉพาะ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเข้าร่วมโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินเอกสารใด ๆ ให้ยุ่งยาก ซึ่งเป็นที่มาของ “ผู้แสวงบุญอย่างไม่เป็นทางการ” และจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มากผิดปกติ
เนื่องจากผู้แสวงบุญที่ไม่มีวีซ่าเหล่านี้ พยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าหาเจ้าหน้าที่ แม้แต่ในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งยังเป็นสาเหตุทำให้เต็นท์ที่พักแน่นขนัด ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้แสวงบุญที่ได้ลงทะเบียนไว้ก่อนอีกด้วย
มุสตอลีห์ สิรัดจ์ ประธานคณะกรรมการพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์แห่งชาติอินโดนีเซีย บอกว่า “เราสงสัยว่ามีพวกที่เข้าร่วม โดยไม่ได้ใช้วีซ่าประกอบพิธีฮัจญ์โดยตรง และคนพวกนี้ลักลอบแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ประกอบพิธีฮัจญ์”
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างนักการทูตชาวอาหรับผู้หนึ่งว่า มีชาวอียิปต์เสียชีวิตอย่างน้อย 658 คนในปีนี้ โดยมีถึง 630 คนในจำนวนดังกล่าวที่ไม่มีวีซ่าประกอบพิธีฮัจญ์
ซาอัด อัล กูราชี ที่ปรึกษาคณะกรรมการเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์แห่งชาติ บอกกับบีบีซีว่า “ใครก็ตามที่ไม่มีวีซ่าประกอบพิธีฮัจญ์ จะไม่ได้รับการยกเว้นและต้องถูกส่งตัวกลับประเทศทันที” แต่เขาก็บอกด้วยว่า คนบางกลุ่มสามารถใช้บัตร Nusuk หรือบัตรประจำตัวที่ออกอย่างเป็นทางการ ให้กับผู้แสวงบุญที่จองใช้บริการต่าง ๆ มาล่วงหน้า ซึ่งบนบัตรนี้จะมีบาร์โค้ดที่ใช้สแกนเข้าสถานที่แสวงบุญได้

ที่มาของภาพ, Nusuk Platform
ผู้แสวงบุญที่ป่วย อ่อนแอ หรือชราภาพ
ผู้แสวงบุญส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เมื่อเข้าสู่วัยชราแล้ว เนื่องจากต้องใช้เวลาเก็บสะสมเงินทองทั้งชีวิต หรือบางคนก็หวังไว้ลึก ๆ ว่า อาจเสียชีวิตลงระหว่างการแสวงบุญและได้มีโอกาสฝังร่างไว้ในนครศักดิ์สิทธิ์ ตัวอย่างเช่นชาวมุสลิมในบังกลาเทศเชื่อกันว่า ผู้ใดที่เสียชีวิตลงระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ ผู้นั้นถือว่ามีโชคอย่างมหาศาลเหมือนกับได้รับสถานะพิเศษทางจิตวิญญาณ
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีผู้แสวงบุญเสียชีวิตทุกปี โดยในปี 2022-2023 ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ราว 200 คน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เกิดอะไรขึ้นหากมีผู้เสียชีวิตระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์
หากมีผู้แสวงบุญจากไประหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ จะมีการรายงานมรณกรรมต่อคณะผู้ดูแลกิจการพิธีฮัจญ์ (Hajj Mission) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้สายรัดข้อมือและบัตรประจำตัวที่ห้อยคอ ระบุยืนยันตัวตนของผู้วายชนม์ หลังจากนั้นแพทย์จะออกใบรับรองมรณกรรม และทางการซาอุดีอาระเบียจะออกมรณบัตรให้ในที่สุด
จะมีการสวดภาวนาให้กับผู้เสียชีวิตที่มัสยิดสำคัญหลายแห่ง อย่างเช่นมัสยิดอัลฮะรอมในนครเมกกะ หรือที่มัสยิดศาสดามูฮัมหมัดในเมืองเมดินา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ผู้ตายเสียชีวิตลง โดยจะมีการชำระล้างศพ ห่อ และนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องเย็นที่ทางการจัดเตรียมไว้ โดยกระบวนการทั้งหมดไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
พิธีฝังศพแบบมุสลิมจะมีขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยไม่มีการปักป้ายหรือเครื่องหมายใด ๆ บนหลุมศพ และในบางครั้งก็จะฝังรวมหลายร่างไว้ในหลุมเดียวกัน โดยทางสุสานมีการจดบันทึกรายชื่อผู้ที่ถูกฝังและตำแหน่งของหลุมศพ ทำให้ญาติมิตรสามารถมาเยี่ยมผู้วายชนม์ได้หลังจากนั้น
รัฐบาลซาอุดีอาระเบียและองค์กรที่ให้การสนับสนุนอย่างสภาเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) ให้การรับรองว่าจะประกอบพิธีฝังศพให้กับผู้เสียชีวิต “ด้วยความเคารพและให้เกียรติอย่างสูง”







