6 เหตุผลว่าทำไมมีผู้เสียชีวิตนับพันในพิธีฮัจญ์ปีนี้

People arriving at the Mina tent camp carying sun umbrellas

ที่มาของภาพ, Getty Images

เทศกาลแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ชองชาวมุสลิมทั่วโลกในปีนี้ ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มีผู้แสวงบุญหลายสัญชาติอย่างน้อย 922 คน ต้องเสียชีวิตลงระหว่างปฏิบัติกิจทางศาสนา โดยส่วนใหญ่เหตุสลดดังกล่าวเกิดจากสภาพอากาศร้อนจัด

พิธีฮัจญ์นั้นถือเป็นการชุมนุมผู้คนจำนวนมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของโลก โดยเป็นสิ่งดึงดูดให้มุสลิมทั่วโลกเดินทางมายังซาอุดีอาระเบียถึงหลายล้านคนต่อปี เนื่องจากเป็นศาสนกิจที่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินและร่างกายแข็งแรง จะต้องยึดถือปฏิบัติโดยเข้าร่วมอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต

เทศกาลประกอบพิธีฮัจญ์ของปีนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่จนบัดนี้ทางบีบีซียังไม่สามารถยืนยันยอดผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ ส่วนคำชี้แจงของทางการซาอุดีอาระเบียต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้น

บีบีซีได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 19 และ 20 มิ.ย.แล้ว ทว่ายังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นทางการกลับมาแต่อย่างใด

A woman uses a hand held battery run fan to cool off a man lying on the ground, affected by the scorching heat, during the symbolic 'stoning of the devil' ritual at the annual hajj pilgrimage in Mina on 16 June 2024

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หญิงมุสลิมใช้พัดลมมือถือขนาดเล็กช่วยลดความร้อนให้ชายผู้หนึ่ง ระหว่างการประกอบพิธีขว้างเสาหิน

ในขณะเดียวกัน ทางการซาอุดีอาระเบียกลับแถลงถึงความสำเร็จ ในการดำเนินแผนดูแลสุขภาพของผู้แสวงบุญระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์ปีนี้ โดยนายฟาฮัด อัล จัลลาเอล รัฐมนตรีสาธารณสุขของซาอุดีอาระเบีย ระบุในแถลงการณ์ว่า “เทศกาลประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งนี้ ปลอดจากโรคระบาดหรือภัยคุกคามทางสาธารณสุขใด ๆ แม้จะมีผู้แสวงบุญจำนวนมาก และมีความท้าทายเรื่องอุณหภูมิพุ่งสูงก็ตาม”

ก่อนหน้านี้ทางการซาอุดีอาระเบียระบุว่า มีผู้แสวงบุญเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ปีนี้ราว 1.83 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ถึง 1.6 ล้านคนเดินทางมาจากต่างประเทศ โดยชาติที่มีจำนวนผู้แสวงบุญมากที่สุดได้แก่ปากีสถาน, จอร์แดน, และตูนิเซีย

เนื่องด้วยเหตุดังกล่าว บีบีซีจึงได้ลองวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่มรณกรรมของผู้แสวงบุญนับพันราย ดังต่อไปนี้

 woman effected by the scorching heat is pushed on a wheelchair as Muslim pilgrims arrive to perform the symbolic 'stoning of the devil' ritual as part of the hajj pilgrimage in Mina, near Saudi Arabia's holy city of Mecca, on June 16, 202

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หญิงที่เป็นลมเพราะอากาศร้อนจัด ต้องใช้รถเข็นเพื่อเข้าร่วมพิธีขว้างเสาหินที่ทุ่งมินา นอกนครเมกกะ

สภาพอากาศร้อนจัด

เชื่อกันว่าอุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 51.8 องศาเซลเซียส แม้อยู่ในที่ร่ม คือสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และแม้ว่าก่อนหน้านี้ทางการซาอุดีอาระเบียจะออกคำเตือน ให้ผู้แสวงบุญหลีกเลี่ยงสถานที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูง และให้ดื่มน้ำมาก ๆ ตลอดเวลา แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่พ้นจะตกเป็นเหยื่อของโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก รวมทั้งอาการป่วยอื่น ๆ อันเนื่องมาจากความร้อนสูง

นักการทูตชาวอาหรับผู้หนึ่งบอกว่า มีรายงานเรื่องชาวอียิปต์ถึง 658 คน ต้องเสียชีวิตลงพร้อมกันในคราวเดียว เนื่องจากความร้อนแบบสุดขั้ว โดยผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์โดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถจะเข้าถึงความช่วยเหลือและทรัพยากรสนับสนุนที่ทางการจัดเตรียมไว้ได้

ไอชา อิดริส ผู้แสวงบุญชาวไนจีเรีย บอกกับผู้สื่อข่าวรายการนิวส์เดย์ของบีบีซีว่า “ที่ฉันรอดมาได้ เนื่องจากพระเจ้าทรงเมตตาเท่านั้น เพราะมันช่างร้อนอย่างเหลือเชื่อ”

“พวกเขาปิดประตูทางเข้าวิหารหินกะบะฮ์ทั้งหมด เราเลยต้องใช้ทางเดินบนดาดฟ้าแทน ซึ่งมันร้อนจนแทบจะมอดไหม้ ฉันต้องกางร่มและใช้น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ (Zamzam) รดตัวตลอดเวลา”

An aerial view shows Muslims coming from all over the world to the holy land continue their prayers to fulfill the Hajj pilgrimage as they circumambulate and pray at the Kaaba in Mecca, Saudi Arabia on 11 June 2024

ที่มาของภาพ, Getty Images

“ตอนหนึ่งฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นลม และใครคนหนึ่งต้องเข้ามาช่วยถือร่มให้ ฉันไม่นึกมาก่อนเลยว่าอากาศจะร้อนได้ขนาดนั้น” อิดริสกล่าว

“นาอิม” ผู้แสวงบุญหญิงอีกคนหนึ่ง ต้องมาเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุที่ไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะฮีทสโตรก โดยครอบครัวของเธอยังคงค้นหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่

“จู่ ๆ เราก็ไม่สามารถจะโทรติดต่อแม่ได้ พวกเราออกค้นหาแม่นานหลายวัน จนมาพบว่าแม่จากไปแล้วระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์นั่นเอง” บุตรชายของนาอิมบอกกับบีบีซีแผนกภาษาอาหรับ เขาย้ำด้วยว่าจะทำตามความปรารถนาของแม่ที่ต้องการจะฝังร่างไว้ในนครเมกกะ

An official sprays water in a woman's face to cool down

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ทางการซาอุดีอาระเบียพยายามให้บริการคลายร้อนหลากหลายวิธี

การที่ผู้แสวงบุญต้องมาเสี่ยงตายเช่นนี้ เป็นเพราะต้องเผชิญกับความร้อนสูงชนิดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน, ต้องทำกิจกรรมที่ใช้กำลังกายอย่างหนัก, ต้องอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งอันกว้างใหญ่, หลายคนอยู่ในวัยชราหรือเจ็บป่วยมาก่อน, หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง

การเสียชีวิตระหว่างแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยมีบันทึกว่าด้วยกรณีเช่นนี้มาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 และเมื่อปีที่แล้ว ทางการซาอุดีอาระเบียรายงานว่ามีผู้แสวงบุญล้มป่วยกว่า 2,000 ราย เนื่องจากความร้อน

ล่าสุดบรรดานักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ โดยคาร์ล ฟรีดริช ชลอยส์เนอร์ จากสถาบัน Climate Analytics บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “พิธีฮัจญ์นั้นมีขึ้นในสภาพอากาศที่ร้อนแรงมากว่าพันปีแล้ว แต่วิกฤตด้านภูมิอากาศกำลังทำให้มันเลวร้ายลงไปอีก”

งานวิจัยของชลอยส์เนอร์ชี้ว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเหนือระดับที่เคยเป็นในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียส ผู้แสวงบุญจะมีความเสี่ยงเป็นฮีทสโตรกในพิธีฮัจญ์เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ซึ่งการคาดการณ์ในปัจจุบันชี้ว่า โลกจะไปถึงจุดนั้นภายในช่วงทศวรรษ 2030 และทำให้การแสวงบุญในอนาคตยิ่งยากลำบากและท้าทายเพิ่มขึ้นไปอีก

Prospective pilgrims visit the Mountain of Mercy (Mount Arafat), which is the place where Adam and Eve reunited on Earth after falling from Heaven and the first repentance was accepted, as Muslims continue their worship to fulfill the Hajj pilgrimage in Mecca, Saudi Arabia on 15 June 2024

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีเครื่องพ่นละอองน้ำให้ความเย็นแก่ผู้แสวงบุญที่เดินทางมาถึงเขาอาราฟัต โดยคัมภีร์ระบุว่าเป็นสถานที่ซึ่งอดัมและอีฟได้พบกันอีกครั้งบนโลกหลังตกจากสวรรค์ และพวกเขาสำนึกบาปเป็นครั้งแรก

ผู้คนเบียดเสียดแออัด และปัญหาสุขอนามัย

หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของทางการซาอุดีอาระเบีย ยิ่งทำให้ปัญหาจากสภาพอากาศที่ร้อนสุดขั้วเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนเกิดภาวะวิกฤตขึ้นในสถานที่หลายแห่งที่ผู้แสวงบุญเข้าพักและเดินทางไปเยือน เช่นเต็นท์ที่พักไม่เพียงพอจนผู้คนต้องแออัดเบียดเสียดกัน ทั้งยังมีอุปกรณ์ทำความเย็นไม่เพียงพอในเต็นท์แต่ละหลังอีกด้วย

อามินา (นามสมมติ) หญิงวัย 38 ปี จากกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานกล่าวว่า “ไม่มีเครื่องปรับอากาศในเต็นท์ของเรา แม้ว่าอากาศของนครเมกกะจะร้อนจัดถึงขนาดนั้นแล้วก็ตาม ส่วนตู้กดน้ำเย็นที่ติดตั้งไว้ เฝ้ารอตลอดทั้งวันก็แทบจะไม่เคยมีน้ำเลย”

Muslim pilgrims arrive at the Mina tent camp during the annual Hajj pilgrimage near the holy city of Mecca on 14 June 14 2024

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้แสวงบุญบางรายบ่นว่า เครื่องปรับอากาศในเต็นท์ที่พักไม่เพียงพอ

“ในเต็นท์ที่พักไม่มีอากาศถ่ายเท จนเราหายใจไม่ออกและตัวเปียกชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสยดสยองมาก” อามินากล่าว

ฟอซีอาห์ ผู้แสวงบุญจากกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย พูดเป็นเสียงเดียวกับอามินาว่า “หลายคนเป็นลมเพราะความแออัดและอากาศร้อนจัดในเต็นท์ พวกเราต้องรออาหารเย็นที่มาส่งช้าจนดึกดื่น ทำให้คนในเต็นท์ต้องหิวโหย”

แม้เธอจะหวังว่า ทางการซาอุดีอาระเบียจะปรับปรุงการจัดเทศกาลแสวงบุญให้ดีขึ้นในอนาคต “แต่นี่ก็เป็นการจัดพิธีฮัจญ์ครั้งที่ดีที่สุด เท่าที่เคยมีมาแล้ว”

ปัญหาการคมนาคมขนส่ง

บ่อยครั้งที่ผู้แสวงบุญจำต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลท่ามกลางอากาศร้อนจัด ทำให้หลายคนกล่าวโทษการปิดกั้นเส้นทางต่าง ๆ และระบบบริหารการคมนาคมขนส่งที่ย่ำแย่

ผู้แสวงบุญชาวปากีสถานที่ไม่ประสงค์ออกนามผู้หนึ่งบอกว่า “ทางการจัดให้เราเดินไปบนถนนสายยาว 7 กิโลเมตร ที่ไม่มีร่มเงาหลบแดดหรือน้ำดื่มคอยให้บริการไว้เลย การที่ตำรวจตั้งแนวกั้นปิดถนน ทำให้เราต้องเดินอ้อมไกลโดยใช่เหตุ”

ผู้แสวงบุญคนนี้ยังบอกว่า อันที่จริงก็มีรถรับส่งของทางการซาอุดีอาระเบียอยู่ แต่ไม่มีใครนำออกมาใช้ แม้แต่ตอนที่มีผู้ป่วยเป็นลมหมดสติเพราะอากาศร้อน

“ในที่ตั้งค่ายพัก ผู้คนต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดเหมือนไก่หรือสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม เตียงนอนแต่ละเตียงไม่มีช่องว่างระหว่างกลางให้เดินผ่านกันไปได้ ห้องน้ำแค่สองสามห้องที่เตรียมไว้ มันไม่พอสำหรับคนหลายร้อยหรอก”

aerial view of rows of buses in Islam's holy city of Mecca on 30 June 2023 during the hajj pilgrimage

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, องค์การขนส่งมวลชนของซาอุดีอาระเบียบอกว่า ได้เตรียมรถบัสไว้ 27,000 คัน เพื่อรับส่งผู้แสวงบุญ

มูฮัมหมัด อาชา ผู้จัดกรุ๊ปทัวร์เอกชนสำหรับการแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นการมาแสวงบุญครั้งที่ 18 ของผมแล้ว เท่าที่ผมได้พบเจอมา ทางการซาอุดีอาระเบียนั้นทำตัวเป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่นักบริหารจัดการผู้อำนวยความสะดวก พวกเขาบังคับควบคุมอย่างเดียว แต่ไม่ช่วยเหลืออะไร”

อาชายังบอกว่า โดยทั่วไปแล้วผู้แสวงบุญต้องเดินในช่วงฤดูร้อนอย่างน้อย 15 กิโลเมตรต่อวัน ทำให้เสี่ยงจะเกิดความเหนื่อยล้า โรคลมแดด หรือภาวะที่ขาดแคลนน้ำดื่มเป็นเวลานานได้

“เมื่อก่อนเรามีเส้นทางลัดย้อนกลับเพื่อเข้าถึงเต็นท์ที่พักได้ง่าย แต่เดี๋ยวนี้เส้นทางที่ว่าถูกปิดหมด ทำให้ผู้แสวงบุญส่วนใหญ่ แม้แต่คนที่ถูกจัดเป็นประเภท A และได้อยู่เต็นท์โซนแรกด้านหน้า ต้องเดินฝ่าอากาศร้อนถึง 2.5 กิโลเมตร เพียงเพื่อกลับเข้าที่พักของตัวเอง และหากมีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้นบนเส้นทางนี้ จะไม่มีใครเข้าถึงตัวคุณได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง เส้นทางนี้ไม่มีการเตรียมพร้อมสำหรับการกู้ชีพเลย แถมยังไม่มีจุดจ่ายน้ำดื่มเลยแม้แต่แห่งเดียว”

ความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่มาถึงล่าช้า

A man is strapped to a stretcher while medical staff stand around

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทางการซาอุดีอาระเบียบอกว่า ได้จัดบริการทางการแพทย์เสริมไว้เป็นพิเศษสำหรับผู้แสวงบุญในพิธีฮัจญ์

มีรายงานว่าผู้แสวงบุญจำนวนไม่น้อย ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์หรือบริการดูแลพยาบาลที่ไม่เพียงพอ โดยหลายคนบอกว่า ไม่มีรถพยาบาลหรือหน่วยกู้ชีพเข้าให้การปฐมพยาบาลผู้ที่ป่วยจากความร้อนได้อย่างทันท่วงที

อามินาเล่าว่า เคยพบผู้แสวงบุญที่ต้องการออกซิเจนช่วยหายใจด่วนเนื่องจากโรคกลัวที่แคบ แต่ต้องรอกันนานถึง 25 นาที กว่าที่รถพยาบาลจะมาถึง “พวกเราต้องอ้อนวอนขอรถพยาบาลไปหลายครั้ง และในที่สุดเมื่อหน่วยกู้ชีพมาถึง หมอกลับดูอาการคนไข้ไม่ถึงสองวินาที แล้วพูดหน้าตาเฉยว่าเขาไม่เป็นอะไร ก่อนจะรีบกลับออกไปทันที”

An official gives a man lying on his back water

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อุณหภูมิ 51.6 องศาเซลเซียส ทำให้ผู้แสวงบุญทนความร้อนไม่ไหว

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐมนตรีสาธารณสุขของซาอุดีอาระเบีย ยังเฝ้าเน้นย้ำถึงการจัดเตรียมทรัพยากรไว้จำนวนมาก เพื่อดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเหล่าผู้แสวงบุญ โดยแถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า มีการจัดเตรียมโรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพ และคลินิกเคลื่อนที่ 189 แห่ง ซึ่งทั้งหมดสามารถรองรับผู้ป่วยได้กว่า 6,500 เตียง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่ธุรการ และอาสาสมัครกว่า 40,000 คน พร้อมปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียยังบอกว่า มีการจัดเตรียมรถพยาบาลกว่า 370 คัน เฮลิคอปเตอร์พยาบาล 7 ลำ และเครือข่ายการขนส่งลำเลียง (ลอจิสติก) ที่ประกอบไปด้วยห้องปฏิบัติการ 12 แห่ง รถบรรทุกสิ่งของจำเป็น 60 คัน คลังเก็บอุปกรณ์การแพทย์เคลื่อนที่ 3 แห่ง กระจายตัวตั้งอยู่ตามจุดสำคัญเช่นสถานที่แสวงบุญต่าง ๆ

Muslim pilgrims gather to perform the farewell circumambulation or "tawaf", circling seven times around the Kaaba, Islam's holiest shrine, at the Grand Mosque in the holy city of Mecca on 18 June 18 2024
คำบรรยายภาพ, ผู้แสวงบุญกำลังเดินวนรอบหินกะบะฮ์ 7 รอบ หรือที่เรียกว่าการ “ตอวาฟ”

หน่วยงานที่ดูแลกลุ่มสุขภาพนครเมกกะ (The Makkah Health Cluster) บรรยายถึงการยกระดับความพร้อมทางการแพทย์ให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ว่า

“เราดึงศักยภาพที่มีทั้งหมดในระบบออกมา เพื่อฝึกฝนเตรียมพร้อมบุคลากรและให้บริการที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการทำงานอย่างต่อเนื่องในแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล, ศูนย์สุขภาพ, และคลินิกทุกแห่ง โดยมีการจัดเตรียมเตียงไว้รองรับผู้ป่วย 3,944 เตียง ในสถานพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง 654 เตียงในแผนกผู้ป่วยหนักด้วย”

ผู้แสวงบุญที่ไม่ลงทะเบียน

อันที่จริงแล้ว ผู้ต้องการจะเข้าร่วมประกอบพิธีฮัจญ์จะต้องยื่นขอวีซ่าพิเศษสำหรับการแสวงบุญโดยเฉพาะ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเข้าร่วมโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินเอกสารใด ๆ ให้ยุ่งยาก ซึ่งเป็นที่มาของ “ผู้แสวงบุญอย่างไม่เป็นทางการ” และจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มากผิดปกติ

เนื่องจากผู้แสวงบุญที่ไม่มีวีซ่าเหล่านี้ พยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าหาเจ้าหน้าที่ แม้แต่ในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งยังเป็นสาเหตุทำให้เต็นท์ที่พักแน่นขนัด ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้แสวงบุญที่ได้ลงทะเบียนไว้ก่อนอีกด้วย

มุสตอลีห์ สิรัดจ์ ประธานคณะกรรมการพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์แห่งชาติอินโดนีเซีย บอกว่า “เราสงสัยว่ามีพวกที่เข้าร่วม โดยไม่ได้ใช้วีซ่าประกอบพิธีฮัจญ์โดยตรง และคนพวกนี้ลักลอบแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ประกอบพิธีฮัจญ์”

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างนักการทูตชาวอาหรับผู้หนึ่งว่า มีชาวอียิปต์เสียชีวิตอย่างน้อย 658 คนในปีนี้ โดยมีถึง 630 คนในจำนวนดังกล่าวที่ไม่มีวีซ่าประกอบพิธีฮัจญ์

ซาอัด อัล กูราชี ที่ปรึกษาคณะกรรมการเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์แห่งชาติ บอกกับบีบีซีว่า “ใครก็ตามที่ไม่มีวีซ่าประกอบพิธีฮัจญ์ จะไม่ได้รับการยกเว้นและต้องถูกส่งตัวกลับประเทศทันที” แต่เขาก็บอกด้วยว่า คนบางกลุ่มสามารถใช้บัตร Nusuk หรือบัตรประจำตัวที่ออกอย่างเป็นทางการ ให้กับผู้แสวงบุญที่จองใช้บริการต่าง ๆ มาล่วงหน้า ซึ่งบนบัตรนี้จะมีบาร์โค้ดที่ใช้สแกนเข้าสถานที่แสวงบุญได้

Nusuk platform login page

ที่มาของภาพ, Nusuk Platform

คำบรรยายภาพ, บัตร Nusuk เป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ชาวต่างชาติเดินทางมาแสวงบุญได้อย่างเป็นทางการ

ผู้แสวงบุญที่ป่วย อ่อนแอ หรือชราภาพ

ผู้แสวงบุญส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เมื่อเข้าสู่วัยชราแล้ว เนื่องจากต้องใช้เวลาเก็บสะสมเงินทองทั้งชีวิต หรือบางคนก็หวังไว้ลึก ๆ ว่า อาจเสียชีวิตลงระหว่างการแสวงบุญและได้มีโอกาสฝังร่างไว้ในนครศักดิ์สิทธิ์ ตัวอย่างเช่นชาวมุสลิมในบังกลาเทศเชื่อกันว่า ผู้ใดที่เสียชีวิตลงระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ ผู้นั้นถือว่ามีโชคอย่างมหาศาลเหมือนกับได้รับสถานะพิเศษทางจิตวิญญาณ

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีผู้แสวงบุญเสียชีวิตทุกปี โดยในปี 2022-2023 ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ราว 200 คน

Unmarket graves in Al-Baqi Cemetery, with people walking around the grounds

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สุสานอัลบาคีในซาอุดีอาระเบียซึ่งก่อตั้งโดยศาสดามูฮัมหมัด เชื่อกันว่าเป็นสุสานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมุสลิม

เกิดอะไรขึ้นหากมีผู้เสียชีวิตระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์

หากมีผู้แสวงบุญจากไประหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ จะมีการรายงานมรณกรรมต่อคณะผู้ดูแลกิจการพิธีฮัจญ์ (Hajj Mission) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้สายรัดข้อมือและบัตรประจำตัวที่ห้อยคอ ระบุยืนยันตัวตนของผู้วายชนม์ หลังจากนั้นแพทย์จะออกใบรับรองมรณกรรม และทางการซาอุดีอาระเบียจะออกมรณบัตรให้ในที่สุด

จะมีการสวดภาวนาให้กับผู้เสียชีวิตที่มัสยิดสำคัญหลายแห่ง อย่างเช่นมัสยิดอัลฮะรอมในนครเมกกะ หรือที่มัสยิดศาสดามูฮัมหมัดในเมืองเมดินา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ผู้ตายเสียชีวิตลง โดยจะมีการชำระล้างศพ ห่อ และนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องเย็นที่ทางการจัดเตรียมไว้ โดยกระบวนการทั้งหมดไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

พิธีฝังศพแบบมุสลิมจะมีขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยไม่มีการปักป้ายหรือเครื่องหมายใด ๆ บนหลุมศพ และในบางครั้งก็จะฝังรวมหลายร่างไว้ในหลุมเดียวกัน โดยทางสุสานมีการจดบันทึกรายชื่อผู้ที่ถูกฝังและตำแหน่งของหลุมศพ ทำให้ญาติมิตรสามารถมาเยี่ยมผู้วายชนม์ได้หลังจากนั้น

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียและองค์กรที่ให้การสนับสนุนอย่างสภาเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) ให้การรับรองว่าจะประกอบพิธีฝังศพให้กับผู้เสียชีวิต “ด้วยความเคารพและให้เกียรติอย่างสูง”