ภูมิใจไทย-ประชาชน ปล่อยสูตร "นายกฯ เฉพาะกิจ" ใครได้-เสียอะไร เป็นไปได้จริงแค่ไหน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้าน กับ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พบปะ-พูดคุยกันครั้งแรกที่รัฐสภา ในวันเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 3 ก.ค. ภายหลัง "พรรคสีน้ำเงิน" ซึ่งมี สส. 69 เสียง ย้ายขั้วมายืนเคียง "พรรคสีส้ม" ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านน้องใหม่
หนึ่งวันก่อนที่สองหัวหน้าพรรคจะจับมือกันโชว์สื่อ ณัฐพงษ์ จงใจนำข้อมูลที่ สส. ของ 2 พรรค พูดคุยนอกรอบมาเปิดประเด็นต่อสาธารณะว่า พรรค ภท. "ประสานมาหลังบ้าน" ชวนมาเป็นรัฐบาลด้วยกัน
"เขา (อนุทิน) พร้อมจะเป็น 'นายกฯ ชั่วคราว' ถ้าจำเป็นต้องปลดล็อกจริง ๆ ให้ประเทศเดินไปได้ แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะเป็นเต็มวาระ ซึ่งยังไม่ได้พูดคุยรายละเอียดขนาดนั้น แต่พรรคประชาชนชัดเจนว่าเราไม่ไปเป็นรัฐบาลแน่นอน" ณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์รายการ "กรรมการข่าว คุยนอกจอ" เมื่อ 2 ก.ค.
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาถูกสื่อมวลชนถามเรื่องนี้อีกครั้ง แต่เขาปฏิเสธจะขยายรายละเอียด เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเสนอชื่อ อนุทิน ทางพรรค ปชน. พร้อมโหวตให้โดยไม่ร่วมเป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ ณัฐพงษ์ บอกว่า พูดฝ่ายเดียวไม่ได้ สุดท้ายพรรค ภท.ต้องเห็นด้วย ในการคุยนอกรอบยังมีตัวเลือกความเป็นไปได้อื่นอีก ไม่ว่าเกิดสถานการณ์แบบไหน พรรค ปชน. จะตัดสินใจเปิดประตูหาทางออกให้ประเทศไทย
ส่วนปฏิกิริยาแรกจาก อนุทิน หลังถูกนักการเมืองต่างค่าย "แบไต๋" คือขอปฏิเสธข่าวไว้ก่อน
"งงว่ามีกระแสข่าวได้อย่างไร" และ "งงว่าไปเสนอตัวเมื่อไร ทุกอย่างมันยังไม่ใช่เวลา" อนุทิน กล่าวเมื่อ 2 ก.ค. และย้ำว่า ตอนนี้ประเทศไทยยังมีนายกรัฐมนตรีอยู่ เพียงแต่หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นอย่าไปพูดให้เกินเลยไปมากกว่านี้
ส่วนการจะเป็นนายกฯ ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดใช่หรือไม่นั้น คำตอบของหัวหน้าพรรค ภท. คือ ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภา และยืนยันยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วม
อนุทิน เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงหนึ่งเดียวของภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 3 ของสภา โดยปัจจุบันเหลือแคนดิเคต 5 คน จาก 4 พรรคที่ยังมีคุณสมบัติเป็นนายกฯ ได้ตามรัฐธรรมนูญ
หัวหน้าพรรค ภท. นำทีมถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล "แพทองธาร" ช่วงค่ำวันที่ 18 มิ.ย. หลังปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา พร้อมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกฯ แสดงความรับผิดชอบต่อการทำให้ประเทศไทยต้องเสียเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีของชาติ ประชาชน และกองทัพ
การเดินเกมทางการเมืองของพรรค ภท. ได้รับเสียงวิจารณ์ในเชิงบวกจากความสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพราะแม้ไม่มีกรณีคลิปหลุด พรรค ภท. ก็มีแนวโน้มสูงที่จะถูกขับพ้นรัฐบาลอยู่แล้ว เนื่องจากไม่สามารถตกลงกับพรรคแกนนำรัฐบาลเกี่ยวกับการปรับ ครม. "แพทองธาร 1/1" ได้
แต่ถึงกระนั้น พรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือก็ยังร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ต่อไป โดยผู้นำรัฐบาลเดินหน้าหาบุคลากรจากพรรคต่าง ๆ มาเติมจนครบโควต้า ครม. 36 คน ท่ามกลางการต่อรองอย่างหนักจากพรรคร่วมฯ ก่อนต้องเผชิญกับภาวะไม่แน่นอนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9:0 รับคำร้องของ สว. ใน "คดีคลิปเสียง" ไว้พิจารณา และมีมติเสียงข้างมาก 7:2 สั่งให้ แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2568 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ถึงตอนนี้ ทิศทางการเมืองไทยดูคล้ายมองข้ามช็อตไปไกลกว่าการอยู่หรือไปของนายกฯ แพทองธารแล้ว
ต่อไปนี้คือเงื่อนไข-โอกาส-อุปสรรคของสองพรรคใหญ่ในฝ่ายค้านที่อยู่ในสมการการเมืองใหม่ภายใต้สูตรจัดรัฐบาล "นายกฯ เฉพาะกิจ"
เงื่อนไขของพรรคส้ม

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังออกมาเปิดประเด็นร้อนผ่านรายการดัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ปิดห้องคุยกับลูกพรรค-หารือสถานการณ์ทางการเมืองกรณี แพทองธาร ต้องหลุดจากตำแหน่ง โดยในระหว่างการประชุม สส. พรรค ปชน. เมื่อ 2 ก.ค. มีการเอ่ยถึงเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างน้อย 3 ข้อ หากจะมี "รัฐบาลชั่วคราว" เพื่อทำภารกิจสำคัญ ๆ ก่อนยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
1. จัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ให้แล้วเสร็จ
2. คลี่คลายสถานการณ์ชายแดนและข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
3. จัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบหรือไม่ว่าควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยอาจลงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งทั่วไป
เมื่อไล่ดูแต่ละเงื่อนไขจะพบว่า 2 ข้อแรก ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นความต้องการของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอยู่แล้ว แต่เงื่อนไขใหญ่คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งที่ผ่านมา 2 พรรคมีจุดยืนแตกต่างกันมาก
เดดล็อกแก้รัฐธรรมนูญ
พรรค ปชน. ซึ่งมี สส. 143 เสียง มีจุดยืนชัดเจนว่าต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยไม่เว้นหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ โดยเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมา
ขณะที่พรรค ภท. ย้ำหลายครั้งว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่เว้นวรรคหมวด 1 และหมวด 2 หรืออาจถึงขั้นไม่เห็นความจำเป็นในการต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยซ้ำ อนุทิน เคยบอกว่า "ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน" ทว่าในช่วงที่เข้าร่วมรัฐบาลทั้งยุค "เศรษฐา" และ "แพทองธาร" วาระนี้เป็นเงื่อนไขที่พรรค ภท. ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นนโยบายหาเสียงของพรรค พท. และถูกบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม วาระแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสะดุดหยุดลงด้วยแรงต้านจาก สว. ทั้งชุด 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. และชุดปัจจุบัน 200 คนที่มาจากกระบวนการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพและไขว้กลุ่มอาชีพ เพราะในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยเสียงของ สว. 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่

ที่มาของภาพ, PR Senate
ท่าทีของ สว. จากกลุ่มใหญ่ที่ถูกเรียกขานว่า "สว. สีน้ำเงิน" มักออกมาสอดคล้องกับความต้องการของพรรค ภท. โดยบางส่วนประกาศคว่ำร่างแก้ไขมาตรา 256 และไม่ยี่หระหากสังคมจะตั้งสมญา "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" ให้แก่พวกเขา
ขณะนี้ สว. เกือบ 3 ใน 4 ของวุฒิสภา รวมถึงกรรมการบริหารพรรค ภท., อดีต รมต. และ สส. ของพรรค อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ที่มีรองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีฮั้วเลือก สว."
สำหรับสถานะล่าสุดของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าให้ทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญกี่ครั้งกันแน่ ซึ่งจะส่งผลต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน. และพรรค พท. ที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระของรัฐสภา และอาจเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพรรคสีส้มกับพรรคสีน้ำเงินจะพอตกลง-ต่อรองกันได้หรือไม่
ภายหลังการหารือของแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 ก.ค. ณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า มีรายละเอียดหลายเรื่องที่ยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้กลไกสภาในสมัยประชุมปัจจุบันตามที่เหมาะสมในการเดินหน้าเสนอให้มีการจัดทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งใหม่
อายุรัฐบาล "เฉพาะกิจ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ต้องตกลง-ต่อรองกันให้จบก่อนโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 คือ อายุของรัฐบาลเฉพาะกิจว่าจะอยู่ถึงเมื่อใด
ขณะที่ "หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์" และแกนนำพรรคสีส้มบางส่วน "ขีดเส้น" เอาไว้ที่ปลายปี 2568 ภายหลังผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 แต่ "หัวหน้าหนู-อนุทิน" ระบุผ่านสื่อว่า "ชั่วคราวไม่มี เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีชั่วคราวหรือถาวรใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างมีกลไกลของรัฐสภา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ"
อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยว่า ระยะเวลาในอำนาจของรัฐบาล "เฉพาะกิจ" ที่อาจเกิดขึ้น อาจไม่ได้สำคัญมากนัก หากเป้าหมายหลักสำหรับพรรค ภท. คือการกลับขึ้นสู่อำนาจ
"ภูมิใจไทยต้องการอย่างเดียวครับ ต้องการกลับเข้าสู่อำนาจให้เร็วที่สุด... สิ่งที่เราเห็นว่าเกม [การเมือง] ทุกวันนี้ มันเร่งมันเร็ว เพราะภูมิใจไทยเป็นฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้เขากลับเข้าสู่อำนาจเป็นรัฐบาลได้ เขาก็จะทำ เป็นสั้นเป็นยาวไม่สำคัญ ขอให้ได้เป็น เพราะถ้าไม่ได้เป็นจะลำบาก เพราะเขาใช้ต้นทุนสูงในการเลือกตั้ง" ดร.สติธร กล่าวกับบีบีซีไทย
ในทางกลับกัน หากเป้าหมายหลักของพรรค ปชน. คือ การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง พรรคก็อาจต้องการกำหนดกรอบระยะเวลาของรัฐบาลชุดนี้ให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
"[พรรค ปชน.] ต้องทำให้สภาวะอย่างนี้อยู่แค่สั้น ๆ อย่างวาระการแก้รัฐธรรมนูญของเขา เขาคงขอแค่ว่า ให้มีการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งก็พอแล้ว หมายความว่าสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมันอาจจะสัก 2 หรือ 3 เดือน แล้วก็เปลี่ยนรัฐบาล" ดร.สติธร ระบุ
ทั้งสองพรรคจะ ได้-เสีย อะไรกันบ้าง ?
หนึ่งในข้อครหาที่พรรค ปชน. อาจต้องเผชิญหากเลือกทำ "ดีล" กับพรรค ภท. คือการที่อาจถูกวิจารณ์ว่า บิดพลิ้วคำพูดที่เคยบอกว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค ภท. ในสมัยเลือกตั้งนี้ แต่ ดร.สติธร แสดงทัศนะว่า พรรค ปชน. ไม่ได้ผิดคำพูดหรือต้องแก้ตัวในเรื่องดังกล่าว เพราะพรรคยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล เพียงแต่จะยกมือโหวตนายกฯ เพื่อให้พรรคได้ผลักดันวาระสำคัญ
"ไม่ผิด [คำพูด] หากเขายืนยันจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาล ซึ่งเขาก็ไม่ร่วม คือยกมือให้การเมืองมันไปต่อได้ ถ้านายกฯ พ้นไปต้องเลือกแคนดิเดตใหม่ ตัวเองไม่มีแคนดิเดตนายกฯ เพราะพรรคก้าวไกลถูกยุบ ทำได้สองอย่างคือ หนึ่งอยู่เฉย ๆ ให้เขายกมือกันไป กับสองไปสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งบนเงื่อนไขที่ตัวเองได้ผลักวาระสำคัญ ๆ ซึ่งในมือก็ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าให้ความเห็น
แต่เขาบอกด้วยว่าพรรค ปชน. ก็อาจเสียกองเชียร์ของพรรคไปบ้างเพราะ "ในทางเลือกนี้มันก็คงต้องมีคนผิดหวังจำนวนหนึ่ง" แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าคนที่ยอมรับได้ ซึ่งมองว่าอย่างน้อยพรรคก็ได้ผลักดันวาระสำคัญ
"ดีลนี้มันต้องจบแค่ว่า ประตูการแก้รัฐธรรมนูญมันเปิด เพราะถ้าไม่มีดีลนี้ มันไม่มีโอกาสเปิดเลยนะในสมัย [รัฐสภานี้]... ต่อให้รอบหน้าเลือกตั้งปี 70 พรรค ปชน. ชนะเลือกตั้งแลนสไลด์นะ แต่ถ้า สว. ยังเป็นแบบปัจจุบันก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้" ดร.สติธร กล่าวกับบีบีซีไทย
ด้านพรรค ภท. ที่ "เล่นใหญ่มากในการปฏิเสธคุณพิธา ในการปฏิเสธพรรคก้าวไกล" ก็ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนในรูปแบบเดียวกันกับที่พรรค ปชน. ต้องทำ เพราะ "โหวตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทยเป็นเชิงอุปถัมภ์ เขาไม่ต้องมีคำอธิบายเชิงหลักการอะไรกับฐานเสียง เขาเป็นพรรคแนวปฏิบัตินิยม เขาทำประโยชน์ให้ประชาชนที่เลือกเขามาได้ไม่ว่าทางใดก็ตาม เขามองว่าฐานเสียงที่โหวตเขามาสุขสบายหมดก็จบ" ดร.สติธร ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ยังเสริมด้วยว่า พรรค ภท. สามารถนำ "ดีล" นี้ไปนำเสนอกับฐานเสียงของตนได้อย่างเต็มที่ว่า "เราได้เป็นรัฐบาลอีกแล้ว หัวหน้าพรรคเราได้เป็นนายกฯ ด้วย ต่อไปพวกเราจะอยู่ดีกินดี"
"งบประมาณมันอนุมัติไปแล้ว เงินอยู่ในมือจัดสรรลงพื้นที่ นำไปเร่งรัดจัดสรรอนุมัติโครงการ สร้างประโยชน์ให้พื้นที่ สร้างความนิยม" นักวิชาการรายนี้กล่าว
นอกจากนี้ พรรค ภท. ยังอาจได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากฐานเสียงเชิงอุดมการณ์ที่ "ไม่เอาส้ม-ไม่เอาแดง" เพราะคนเหล่านี้อาจรู้สึกว่านายอนุทินมาช่วย "ผ่าทางตัน" และ "ทำให้นายกฯ ที่เขาไม่ชอบออกไป" บ้านเมืองไปต่อได้ แม้อาจมีผู้สนับสนุนพรรคบางส่วนที่ "โกรธนิดหน่อย" ที่พรรคไปร่วมมือกับพรรค ปชน. เพื่อแก้ รธน.
ดร.สติธร ยังแสดงทัศนะด้วยว่า ดังนั้นแล้วข้อตกลงระหว่างสองพรรคครั้งนี้ก็อาจสามารถคลายเดดล็อกแก้รัฐธรรมนูญที่มี สว. "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" เป็นสมการหลักอยู่ได้ เพราะ สว. "ก็คือเนื้อเดียวกับภูมิใจไทย"
ร่วมโหวตนายก – ไม่ร่วมรัฐบาล เป็นไปได้จริงแค่ไหนในทางปฏิบัติ
ปัจจุบันเสียงของพรรค ปชน. กับ พรรค ภท. รวมกันก็ยังขาดอีกเกือบ 40 เสียง จึงจะถึงกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งสภาที่สามารถส่งนายอนุทินเป็นนายกฯ ได้
ดร.สติธร ชี้ว่าการหาเสียง สส. เพิ่มก็ไม่ใช่ปัญหาของสองพรรคฝ่ายค้าน เพราะหากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคมองเห็น "ปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอนกับเสถียรภาพของรัฐบาล [เพื่อไทย]" ก็อาจตัดสินใจย้ายมาเข้าร่วมกับรัฐบาลภูมิใจไทยได้
"เขา [พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน] ก็อาจจะมาก็ได้ ถ้าเขามองว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคแสวงประโยชน์ แสวงตำแหน่ง เพราะว่ายิ่งพรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล แปลว่าเผลอ ๆ เก้าอี้ [รมต.] ที่จัดสรรให้มันอาจจะ premium (ดีเลิศ) กว่านี้อีก" นักวิชาการรายนี้ อธิบาย
ดร.สติธร อธิบายต่อว่า แต่สิ่งที่จะเป็นข้อท้าทายสำคัญสำหรับดีล "รัฐบาลเฉพาะกิจ" ครั้งนี้ หากสำเร็จได้จริงก็คือ หลังจากการโหวตนายกฯ ผ่านพ้นไปและพรรค ปชน. ขอกลับไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคเพื่อไทย จะทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยทันที เพราะพรรคฝ่ายค้านจะมีมากกว่า 280 เสียง นั่นแปลว่ารัฐบาล ภท. ก็ต้องหวังว่า "ถ้าเสนออะไรเข้าสภา พรรคประชาชนก็ต้องร่วมโหวตให้" เขาเสริมด้วยว่า สิ่งนี้ทำให้พรรค ปชน. และ ภท. จะต้อง "ดีล" กันก่อนว่ามีนโยบายใดบ้างที่พรรค ปชน. จะร่วมโหวตให้ได้
"ไม่เช่นนั้นถ้าเสนอในสิ่งที่พรรคประชาชนไม่รับด้วย เขา [สส. พรรคประชาชน] ก็ไม่โหวต แล้วคุณต้องรับผิดชอบเอง เพราะคุณเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และที่สำคัญพรรคเพื่อไทยก็สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เพราะเขาก็มีร้อยกว่าเสียง ถึงเวลานั้นพรรคประชาชนก็ต้องโหวตไว้วางใจให้" ดร.สติธร ระบุ
ด้าน นายณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยแลกเปลี่ยน จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ตั้งข้อสังเกตผ่านแอคเคาท์เอ็กซ์ของตัวเอง เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติของพรรค ปชน. ที่บอกว่าจะร่วมโหวตนายกฯ แต่ไม่ร่วมรัฐบาล ไว้ว่า "พรรค ปชน. บอกว่าจะไม่ร่วมรัฐบาล แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากดีลครั้งนี้ก่อให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไม่มีเสียงพอที่จะผ่านกฎหมายฉบับสำคัญ ๆ ถึงตอนนั้น พรรค ปชน. จะถูกคาดหวังให้ช่วยร่วมโหวตให้รัฐบาลอีกหรือไม่ นั่นจะทำให้เกิดความคลุมเคลือของเส้นแบ่งระหว่างการเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของพรรค ปชน. เรื่อง "เงื่อนไข" การยกมือโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอื่น เมื่อวานนี้ ก็มีข้อที่เขียนไว้ด้วยว่า
"หากมีผู้ใดที่ตอบรับ 'เงื่อนไข' ดังกล่าว แต่ไม่ทำตามคำพูดที่ให้ไว้กับประชาชน พรรคประชาชนจะใช้เสียงของ สส. ทั้ง 142 คน และทุกกลไกของสภา เพื่อล้มรัฐบาลที่ผิดสัญญากับประชาชนโดยทันที"
ดร.สติธร อธิบายกับบีบีซีไทยว่า จำนวน สส. ของพรรค ปชน. ที่มีมากกว่า พรรค ภท. อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้พรรค ปชน. อาจพูดได้ว่าตน "คุมชะตา" รัฐบาลภูมิใจไทย และพรรค ภท. อาจไม่กล้าทำผิดสัญญาหรือทำผิดอย่าง "โจ้งแจ้ง" เพราะ "มีคนพร้อมยกมือถล่มคุณสองฝั่ง พรรคละร้อยกว่าคนสองพรรค" และ "ถ้า [พรรค ภท.] อยากเสนอนโยบายอะไรใหม่ ต้องแก้ พ.ร.บ. เข้ามาในสภา อันนี้พรรค ปชน. ก็ได้เปรียบ"
แต่ เขาก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า พรรค ภท. ก็ไม่ได้มีวาระอะไรที่ต้องขับเคลื่อนในสภามากนัก
"ถามว่าวันนี้พรรค ภท. จะผลักดันอะไร เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เขาก็ไม่ได้ต้องผลัก จะเอาพนันออนไลน์หรอ เขาก็เฉย ๆ นะ คือไม่ต้องผลักดันก็ได้ถ้าพรรคประชาชนไม่โอเค คือวันนี้ถ้า [พรรค ภท.] อยากได้กัญชาคืนมาก็แค่ไปแก้กฎกระทรวง"
นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าชี้ด้วยว่า ด้วยเงื่อนไขที่พรรค ภท. ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงจากพรรค ปชน. ในการขับเคลื่อนในสภาเช่นนี้ ความเสี่ยงที่ "สัญญาใจ" ระหว่าง ภท. และ ปชน. จะล่มจึงมีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
"สัญญาใจ" ภท.-ปชน. จะมั่นคงได้แค่ไหน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด่านแรกที่พรรค ปชน. ต้องเผชิญ ตามทัศนะของ ดร.สติธร คือเมื่อ "ภูมิใจไทยอ่อนไหว ประมาณว่าในคำถามประชามติจะเขียนว่า ยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 ไหม... ดีลก็อาจจะพังตั้งแต่ต้น"
แต่ข้อท้าทายนี้ก็จัดการได้ หากทั้งสองพรรคเลือกตั้งคำถามประชามติแบบกว้าง ๆ และเลี่ยงการใช้คำถามที่จะทำให้พรรคทั้งสองที่มีจุดยืนต่างกันไปด้วยกันไม่ได้ เช่น "เห็นด้วยไหมที่จะแก้มาตรา 256 เพื่อเปลี่ยนวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นรูปแบบ สสร. แทน" ดร.สติธร ชี้ด้วยว่า หากเป็นการถอยคนละก้าวเช่นนี้ "ดีล" ก็จะไปต่อได้
แต่นั่นก็ไม่ใช่แค่ประเด็นเดียวที่พรรค ปชน. ต้องรับมือ เนื่องจากผู้สนับสนุนพรรค ปชน. อาจตั้งคำถามด้วยว่า พรรค ปชน. "ไม่กลัวโดนหักหลังหรือ" ซึ่ง ดร.สติธร ชี้ว่าอาจมีฐานเสียงพรรค ปชน. บางส่วนสงสัยว่า "ภูมิใจไทยเชื่อใจได้จริงหรือ"
นักวิชาการรายนี้ยกตัวอย่างฉากทัศน์ที่อันตรายไว้ด้วยว่า "ในวันที่พรรคประชาชนจะใช้เสียงทั้งหมดโหวตคว่ำรัฐบาล เกิดรัฐบาลภูมิใจไทยไปบอกพรรคเพื่อไทยว่า 'มาช่วยหน่อย' แล้วพรรคเพื่อไทยบอก 'โอเค' เราจะไปคุมปัจจัยนี้ได้อย่างไร เราคุมตัวเองได้ แต่ถึงเวลาต้องโหวตเอาเขาลง ถึงเวลาวันนั้นเขาอยากเอาตัวรอด เขาก็ไปเอาศัตรูเก่ามาเป็นมิตร ซึ่งก็เคยเห็นกันมาแล้ว" ดร.สติธร กล่าวกับบีบีซีไทย
ข้อตกลง "สัญญาใจ" นี้ก็คล้ายคลึงกับ "MOU 8 พรรค" ที่พรรคก้าวไกลเคยทำหลังการเลือกตั้งปี 66 เพื่อพยายามจัดตั้งรัฐบาล แต่ MOU ดังกล่าวกลับถูกฉีกในเวลาเพียง 2 เดือน
ดร.สติธร มองว่า หาก "สัญญาใจ" ภท.-ปชน. ครั้งนี้ประสบชะตากรรมเดียวกันกับ "MOU 8 พรรค" ผู้สนับสนุนของพรรค ปชน. ก็คงจะ "ไม่สงสาร" แต่ "จะสมน้ำหน้าแทน"
นักวิชาการรายนี้กล่าวสรุปว่า เป็นหน้าที่ของพรรค ปชน. ที่ต้องทำให้แน่ใจว่าพรรคคู่สัญญาจะไม่บิดพริ้ว
"คำถามคือตั้งแต่วันที่โหวตให้เขาเป็นนายกไปจนถึงวันเลือกตั้ง เขาจะไม่เปลี่ยนใช่ไหม แล้วจะใช้วิธีอะไรที่จะล็อกไม่ให้เขาเปลี่ยน" ดร.สติธร กล่าว พร้อมเสริมว่า "ไม่มีวิธีในทางกฎหมาย"











