ภายในทศวรรษหน้า เราจะค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวพบได้หรือไม่

Nasa's Perseverance rover is currently trundling around Jezero Crater on Mars to collect samples that can be sent back to Earth (Credit: Nasa/JPL)

ที่มาของภาพ, Nasa/JPL

คำบรรยายภาพ, หุ่นตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance)" ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือองค์การนาซา กำลังสำรวจหลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero) บนดาวอังคาร เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินแล้วส่งกลับมายังโลก
    • Author, โจนาธาน โอคัลลาแกน
    • Role, ผู้สื่อข่าวสารคดี

จงลืมเรื่องราวเกี่ยวกับยูเอฟโอ (UFO) และการลักพาตัวมนุษย์ไปโดยมนุษย์ต่างดาวลงเสียก่อน เรื่องราวต่อจากนี้ไปจะอธิบายว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นหาสิ่งมีชีวิตในดวงดาวอื่นกันจริง ๆ อย่างไร

เรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวถูกพูดถึงด้วยความตื่นเต้น ความคาดหวังว่าจะมีสิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของพวกเราอย่างมาก และยังเป็นแรงบันดาลใจต่อหนังสือ รายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์ รวมไปถึงทฤษฏีสมคมคิดแปลก ๆ

ทว่า นอกจากภาพจินตนาการเกี่ยวกับคนตัวเล็ก ๆ สีเขียวที่แต่งขึ้นนี้แล้ว การพยายามไล่ล่าหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวกำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้ด้วย และมันไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์นอกกรอบหรือแนวคิดที่ยังเป็นที่ถกเถียง แต่การค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวเป็นกระบวนการที่มีระบบระเบียบ ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังดำเนินการอยู่ โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ได้อาจจะภายในไม่เกินหนึ่งทศวรรษข้างหน้านี้

เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ปัจจุบันการตามล่าหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกยังคงดำเนินการอยู่หลายโครงการ เช่น บนดาวอังคาร มียานสำรวจลำหนึ่งกำลังจัดเก็บสิ้นส่วนตัวอย่างเพื่อหาเบาะแสของสิ่งมีชีวิต ว่าเคยมีอยู่บนดาวเคราะห์สีแดงแห่งนี้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมียานสำรวจอีกหลายลำที่กำลังเดินทางเยือนดวงจันทร์น้ำแข็งในระบบสุริยะของเรา เพื่อค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต

ขณะเดียวกันนักดาราศาสตร์ก็เริ่มค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างด่าวด้วยการสังเกตสารประกอบในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ เพื่อเป็นเบาะแสบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับการมองหาสัญญาณของอารยธรรมทรงภูมิปัญญาที่อาจจะบังเอิญหรือตั้งใจที่จะติดต่อเรา

"ผมคิดว่า ในอีกสิบปีข้างหน้า เราน่าจะได้พบหลักฐานบางประการที่บอกได้ว่า มีสารอินทรีย์อย่างใดอย่างหนึ่งบนดาวเคราะห์บางแห่งที่อยู่ไม่ไกลหรือไม่" ลอร์ด มาร์ติน รีส์ จากราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร กล่าว

หากว่าเอเลียนมีอยู่จริง พวกเขาคงไม่ทำให้หาเจอได้โดยง่าย ความพยายามเริ่มแรกในการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า องค์กรเซติ (Seti) ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยมีบรรดานักดาราศาสตร์ร่วมกันค้นหาสัญญาณวิทยุที่คาดว่าถูกส่งมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เคยเป็นที่เชื่อกันว่าดาวอังคารมีคลองและแม่น้ำที่เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม ต่อมาพบว่าดาวอังคารเป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดาร ส่วนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ก็มีขนาดเล็กมากและทำให้การหาพวกมันให้เจอเป็นเรื่องยาก ยังไม่ต้องพูดถึงการพยายามจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับดาวเคราะห์เหล่านั้น

เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการค้นหา และเตรียมพร้อมกับความเป็นไปได้ว่าการตรวจจับเบื้องต้นอาจจะพบเพียงหลักฐานเล็ก ๆ เช่น จุลินทรีย์ หรือ ตัวบ่งชี้ทางเคมีที่พบในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไป

เมื่อเปรียบเทียบกับมุมมองในแบบภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่บอกเล่าเรื่องราวการติดต่อครั้งแรกกับมนุษย์ต่างดาวแล้ว การพบเพียงจุลินทรีย์หรือตัวบ่งชี้ทางเคมีเช่นนี้อาจจะดูเหมือนเป็นการจบแบบหักมุม แต่กระนั้น หลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกก็จะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับที่ทางของเราในจักรวาลไปอย่างสิ้นเชิง

Two spacecraft are due to visit the icy moon Europa to study the extent of the ocean that exists beneath its fractured surface (Credit: Nasa)

ที่มาของภาพ, Nasa

คำบรรยายภาพ, ในขณะนี้มียานอวกาศสองลำที่กำลังเดินทางเยือนดวงจันทร์น้ำแข็ง ยูโรปา (Europa) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของมหาสมุทรใต้พื้นผิวน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยรอยแยก

ในระบบสุริยะของเรา ดาวอังคารยังคงเป็นเป้าหมายยอดนิยมในการไล่ล่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกในปัจจุบัน เราทราบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ดูเหมือนจะเคยมีความชื้นในอดีตและมีความเป็นไปได้ที่จะมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการดำรงชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน โดยอาจมีทะเลและทะเลสาบบนพื้นผิว ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเบาะแสเด็ดที่เผยว่า อาจจะมีน้ำที่อยู่ในสถานะของเหลวซ่อนอยู่ภายใต้พืดน้ำแข็งที่อยู่ทางตอนใต้ของดาวอังคาร

ในขณะนี้ หุ่นตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance)" ขององค์การนาซา กำลังเก็บตัวอย่างดินและหินจากพื้นที่ซึ่งเคยเชื่อว่าเป็นทะเลสาบในแอ่งหลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero Crater) ที่อยู่ในเขตเหนือเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ คือการจัดเก็บตัวอย่างดินและหินบนดาวอังคารเพื่อนำส่งกลับสู่โลกในช่วงต้นทศวรรษ 2030 ในชื่อภารกิจที่ว่า "Mars Sample Return" เพื่อสืบค้นสัญญาณรายละเอียดของสิ่งมีชีวิต ปัจจุบันภารกิจนี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการนำตัวอย่างดังกล่าวกลับมา ซึ่งตอนนี้ยังขาดเงินทุนในการทำภารกิจนี้ แต่หากว่าสุดท้ายทำได้สำเร็จ ก็จะถือว่าเราได้ทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์ที่ทรงคุณค่ามาอยู่ในมือ

ซูซาน ชเวนเซอร์ นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยโอเพนในสหราชอาณาจักร และหนึ่งในคณะนักวิทยาศาสตร์ของภารกิจ Mars Sample Return เล่าให้ฟังว่า สิ่งมีชีวิตในอดีตบนดาวอังคารอาจจะทิ้งร่อยรอยไว้บนก้อนหินหรือในน้ำ

"หากเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง สิ่งต่าง ๆ จะดูแตกต่างอย่างมาก หากว่าพวกเราได้รับตัวอย่างดินและหินจากดาวอังคาร เราจะสามารถลงลึกถึงรายละเอียดย่อย ๆ เพื่อศึกษาได้" เธออธิบาย

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่ตัวอย่างที่ได้มาบางส่วนอาจจะมีซากฟอสซิลของจุลินทรีย์อยู่ภายในก้อนหิน

"ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ฉันจะไม่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษาเรื่องนี้หรอก หากว่าฉันไม่มีความหวังว่าเรามีโอกาสเยอะพอสมควรที่จะค้นพบบางอย่าง ฉันยังหวังว่า พวกเราจะเจออะไรสักอย่าง แต่ก็คาดเดาอะไรไม่ได้หรอก" เธอกล่าว

ถึงแม้สุดท้ายเราอาจค้นพบเบาะแสหรือสัญญานของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร แต่นั่นก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า มีสิ่งมีชีวิตต่างดาวกระจายอยู่ในสถานที่อื่น ๆ ของจักรวาลด้วย เนื่องจากเราทราบดีอยู่แล้วว่า ดาวอังคารและโลกต่างแบ่งปันองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกันในช่วงแรก ๆ ของการกำเนิดดาว ซึ่งหมายความว่า ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงอาจมีแหล่งกำเนิดของชีวิตแหล่งเดียวกัน

เพื่อที่จะพิสูจน์ว่ามีแหล่งกำเนิดชีวิตแห่งที่สองจริง ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ว่ามีการเกิดขึ้นของชีวิตเป็นครั้งที่สองบนดาวเคราะห์ดวงอื่น ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังหันเหความสนใจไปที่ดวงจันทร์น้ำแข็งในระบบสุริยะ อย่าง ดวงจันทร์ยูโรปา (Europa) บริวารของดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) บริวารของดาวเสาร์ โดยเชื่อว่ามีมหาสมุทรอันกว้างใหญ่อยู่ภายใต้พื้นผิวเยือกแข็ง

"หากเราค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์น้ำแข็งเหล่านั้น เราจะรู้สึกมั่นใจว่า นี่คืออีกแหล่งกำเนิดชีวิตที่แตกต่างจากโลกของเรา" ชเวนเซอร์ อธิบาย

หนึ่งในภารกิจสำรวจเพื่อค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ยูโรปาของนาซา คือการส่งดาวเทียมโคจรสำรวจชื่อ “ยูโรปา คลิปเปอร์” (Europa Clipper) ซึ่งมีแผนปล่อยยานในเดือน ต.ค. นี้ โดยคาดว่าจะเดินทางถึงเป้าหมายในปี 2030 โดยก่อนหน้านี้ได้มีการส่งยานสำรวจในภารกิจจูซ (JUICE) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) เมื่อเดือน เม.ย. 2023 ที่ผ่านมา ที่คาดว่าจะเดินทางถึงเป้าหมายที่ดวงจันทร์เยือกแข็งยูโรปาเช่นกันในปี 2031

ยานสำรวจทั้งสองไม่ได้มีภารกิจในการตรวจจับสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ยูโรปา แต่จะศึกษาส่วนประกอบในมหาสมุทร และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจในอนาคตที่อาจจะพยายามขุดลงไปใต้แผ่นน้ำแข็ง เช่นแผนขององค์การนาซาที่เรียกว่า "ยูโรปา แลนเดอร์" ซึ่งตอนนี้ยังเป็นแผนร่างบนกระดาน หรืออาจจะให้ยานบินผ่านพู่ไอน้ำที่ถูกปล่อยขึ้นมาจากมหาสมุทรของดวงจันทร์ยูโรปาสู่ห้วงอวกาศเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตก็ได้

ทว่า บรินีย์ ชมิดต์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐอเมริกา เรียกการส่งยานลงไปในห้วงมหาสมุทรบนดวงดาวอื่นนอกโลกเหล่านี้ว่าเป็น "ปัญหาร้อยปี" เนื่องจากการเจาะผ่านเข้าไปใต้แผ่นน้ำแข็งที่มีความหนาหลายกิโลเมตรเป็นเรื่องยากลำบาก แต่การเจาะส่วนเปลือกน้ำแข็งไปพร้อม ๆ กับการมีปฏิสัมพันธ์กับของเหลวถือเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในระยะเวลาอันใกล้

"นั่นคือภารกิจแบบที่ฉันต้องการเห็น กลุ่มของเราก็กำลังคิดค้นอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเมื่อไปถึงที่นั่น" เธอ กล่าว

Recent research using radar from orbiting satellites has suggested there may be liquid water beneath the Martian southern ice cap (Credit: Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลการวิจัยล่าสุดที่ใช้เรดาร์จากดาวเทียมที่โคจรอยู่พบว่า อาจจะมีน้ำในสถานะของเหลวอยู่ภายใต้พืดน้ำแข็งทางตอนใต้ของดาวอังคาร

หากว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะรอต่อไปอีก 100 ปี สิ่งที่คุณทำได้อาจจะเป็นการเฝ้าสังเกตและมองไปยังระบบสุริยะแห่งอื่นก็ได้ ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามีดาวเคราะห์จำนวนมากกว่า 5,500 ดวง ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ซึ่งเรียกกันว่า "ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ" และเรายังคงพบดาวเคราะห์แบบนี้เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในทุก ๆ วัน ด้วยประสิทธิภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) อันใหม่ที่ทรงพลัง ทำให้เหล่านักดาราศาสตร์เริ่มค้นพบรายละเอียดอันวิจิตรงดงามของดาวเคราะห์บางดวงได้

ตอนนี้นักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์ JWST ในการตรวจจับว่าก๊าซบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีลักษณะคล้ายโลกเหล่านั้นว่าคือก๊าซอะไร เริ่มแรกเดิมทีกล้องโทรทรรศน์ JWST ไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ แต่ต่อมาถูกปรับเปลี่ยนภารกิจให้ศึกษาดาวเคราะห์เหล่านี้ด้วย เนื่องจากมันเป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่สุดและมีศักยภาพในการศึกษาห้วงอวกาศที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้

ทว่า กล้องโทรทรรศน์ JWST ก็ไม่ได้มีศักยภาพในการศึกษาดวงดาวเคราะห์ซึ่งโคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ที่สว่างมากพอ ๆ กับดวงอาทิตย์ของเรา เนื่องจากแสงจากดาวเคราะห์เหล่านั้นริบรี่เกินไปที่จะศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศ์ JWST เมื่อเทียบกับแสงสว่างจากดาวฤกษ์

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีความล้ำหน้ามากขึ้นในอนาคต หนึ่งในความหวังนั้นคือแผนการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์ที่เรียกว่า Habitable Worlds Observatory (HWO) ขององค์การนาซา ที่คาดว่าจะถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในทศวรรษที่ 2040 เพื่อศึกษาดาวเคราะห์เหล่านั้น

แต่ในระหว่างนี้ กล้องโทรทรรศน์ JWST ก็ยังสามารถทำการศึกษาดาวเคราะห์ที่อยู่รายรอบดาวฤกษ์ขนาดเล็ก ที่เรียกว่า "ดาวแคระแดง" (red dwarfs) ได้ โดยในปัจจุบันกล้องโทรทรรศน์นี้กำลังทำการศึกษาระบบดาวที่ชื่อว่า "แทรปปิสต์ - วัน" (Trappist-1) ซึ่งประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลก 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวงอยู่ในระยะห่างที่เหมาะสมจากดาวฤกษ์ศูนย์กลาง ซึ่งอยู่ในโซนที่น้ำอยู่ในสภาวะของเหลวและเอื้อต่อการมีชีวิต

ขั้นตอนแรกในการพยายามค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์เหล่านี้ คือการที่นักดาราศาสตร์ต้องยืนยันให้ได้ว่าดาวเคราะห์เหล่านี้มีชั้นบรรยากาศหรือไม่ นักวิจัยที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ JWST กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่และคาดว่าจะรู้ผลในปลายปีนี้หรือในปี 2025

เจสซี คริสเตียนเซน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแห่งองค์การนาซา ที่ตั้งอยู่ในสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ดาวเคราะห์ชั้นในของระบบสุริยะแทรปปิสต์-วันนี้ มีแนวโน้มที่จะไม่มีชั้นบรรยากาศที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต แต่หากว่าพบชั้นบรรยากาศบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะแห่งนี้ ก็จะถือว่าเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่

"การค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในอีก 20 ปีข้างหน้า จะขึ้นอยู่กับผลการศึกษาครั้งนี้" เธอกล่าวและบอกว่า "หากพบว่า ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวแคระแดงเหล่านั้นมีชั้นบรรยากาศ เราจะเล็งกล้องโทรทรรศน์ทุกตัวบนโลกไปยังดาวเคราะห์เหล่านี้เพื่อศึกษาให้มากขึ้น"

ทั้งนี้ หากว่าพวกเขาสามารถค้นพบว่าดาวเคราะห์เหล่านั้นมีชั้นบรรยากาศแล้ว หน้าที่ต่อไปของกล้องโทรทรรศน์ JWST ก็คือการค้นหาสัญญาณชีวภาพ ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงการมีสิ่งมีชีวิตในชั้นบรรยากาศ

"พวกเราจะต้องค้นหาความไม่สมดุลทางเคมี คุณสามารถสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และน้ำบนดาวเคราะห์ดวงใด ๆ ก็ได้ แต่การมีสารเหล่านั้นในสัดส่วนที่ไม่สามารถคงตัวตามธรรมชาติได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราจะบอกได้ว่า ศาสตร์ของชีววิทยาต้องเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว" คริสเตียนเซน กล่าว

UFO

ที่มาของภาพ, Getty Images

กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่มีแผนจะสร้างในอนาคต เช่น HWO ขององค์การนาซา และโครงการ Life ของยุโรป ก็จะทำการวิเคราะห์ในลักษณะเดียวกันกับดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโลก ซึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ของเรา

"กลุ่มดาวเคราะห์เป้าหมาย คือกลุ่มดาวเคราะห์หินที่อยู่ในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต" ซัสชา ควันซ์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสในนครซูริค (ETH Zürich) หนึ่งในผู้นำโครงการ Life กล่าว

นอกจากนั้น ยังมีภารกิจการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาด้วย

เจสัน ไรท์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนียในสหรัฐฯ บอกว่า การค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกในระยะทางห่างจากโลกไม่เกิน 100 ปีแสง ด้วยการจับสัญญาณวิทยุในอวกาศ ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า "ดูเหมือนว่าจะไม่มีอยู่จริง"

ปัจจุบัน โครงการอย่าง Breakthrough Listen ในสหรัฐฯ กำลังสังเกตการไปในพื้นที่ไกลกว่า ด้วยการค้นหาสัญญาณวิทยุที่อาจถูกส่งมาจากดาวเคราะห์แดนไกลในกาแล็กซีของเรา และมองหาสัญญาณการสื่อสารที่รั่วไหลโดยบังเอิญจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในลักษณะที่คล้ายกับสัญญาณที่ถูกปล่อยออกไปจากโลกของเรา

หนึ่งในกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงโด่งดังที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2028 คือ Square Kilometer Array ซึ่งเป็นกลุ่มเสารับสัญญาณวิทยุหลายพันเสา ที่ถูกติดตั้งทั่วพื้นที่สองทวีป ซึ่งจะช่วยขยายความสามารถในการค้นหาและดักจับสัญญาณอย่างมาก

ไรท์กล่าวว่า "มันน่าตื่นเต้นมาก เพราะกล้องโทรทรรศน์วิทยุสมัยใหม่ก็สามารถตรวจจับ [สัญญาณจากต่างดาว] ได้ทุกเมื่อ"

There are at least three planets orbiting around the red dwarf TRAPPIST-1 that exist in the stars "habitable zone" where liquid water could exist (Credit: Nasa)

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, มีเพียงดาวเคราะห์สามดวงที่โคจรรอบดาวแคระแดง "แทรปปิสต์ - วัน (TRAPPIST-1)" ที่อยู่ในเขตที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต ซึ่งสามารถพบน้ำที่อยู่ในสถานะของเหลวได้

หากว่าเราสามารถค้นหาหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีเอเลียน ไม่ว่าจะอยู่ภายในระบบสุริยะของเราเอง หรือบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หรือสัญญาณจากอารยธรรมทรงภูมิปัญญา หลักฐานนั้นก็ไม่น่าจะเป็นการค้นพบแบบชัดเจนที่ฮือฮา แต่มันน่าจะเป็นกระบวนการค้นพบที่ค่อยเป็นค่อยไปที่ทำให้เราค่อย ๆ สรุปได้มากว่า ว่าคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือการมีสิ่งมีชีวิตอยู่นอกโลก

"ยิ่งมีข้อมูลมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คุณอยู่ในจุดที่สามารถตัดผลบวกลวง (false positive) ออกไปได้มากขึ้นเท่านั้น" ควันซ์ กล่าว

ด้านรีส์ กล่าวว่า ดังนั้นการค้นพบเอเลียนอาจจะไม่ได้เป็นโมเมนต์ประวัติศาสตร์ คำถามที่น่าสนใจคือ สาธารณชนจะตอบสนองต่อความเป็นไปได้นี้อย่างไร เขากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้ามันเป็นเพียงการค้นพบเบื้องต้นที่ไม่สามารถสรุปอะไรได้ร้อยเปอร์เซ็น นักวิทยาศาสตร์ก็ควรที่จะต้องเป็นผู้สร้างความกระจ่าง นอจากนี้ เขายังหวังด้วยว่าถ้ามันเป็นเพียงการค้นพบเบื้องต้น ข้อมูลพวกนี้ควรจะถูกรายงานโดยหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ด้วย

หนึ่งในตัวอย่างล่าสุด คือการตรวจพบก๊าซฟอสฟีนบนดาวศุกร์ และการพบสารไดเมทิลซัลไฟด์บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงหนึ่ง ทั้งสองกรณีทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับหลักฐานเชิงชีววิทยา แต่ก็ยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้อื่นอยู่ด้วย นั่นคือการค้นหาเหล่านี้ทั้งหมดอาจให้ผลลัพธ์ที่ว่างเปล่าและไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกเลย แต่การไม่ค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกเช่นนี้โดยตัวมันเองก็ถือเป็นผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ และบอกเราว่า ถ้าหากสิ่งมีชีวิตนอกโลกดำรงอยู่จริง มันก็ไม่ได้มีอยู่ทั่วไปในจักรวาล

"ถ้าสุดท้ายการค้นหาทั้งหมดนี้ให้ผลลัพธ์ที่ว่างเปล่า มันก็บอกสิ่งสำคัญอย่างมากกับเรา ว่าบางทีการเกิดขึ้นของชีวิตนั้นเป็นไปได้ยากมาก" ควันซ์ กล่าว