เหตุใดกองทัพอิสราเอล ยังไม่รุกคืบทางบกเข้าเขตกาซา อย่างที่เคยลั่นวาจาไว้

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แฟรงค์ การ์ดเนอร์
- Role, บีบีซี นิวส์
ผ่านมาแล้วหลายวันหลังจากอิสราเอลส่งสัญญาณว่าจะเคลื่อนพลเข้าไปยังเขตฉนวนกาซาเพื่อกวาดล้างกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก เป็นการตอบโต้การโจมตีพื้นที่ทางใต้ของอิสราเอลในเช้าวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา
แต่จนถึงวันนี้ กองกำลังสำรองกว่า 300,000 นาย ที่ถูกเรียกตัวมาประจำการกองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ ไอดีเอฟ ยังคงปักหลักอยู่ตามตะเข็บชายแดนระหว่างอิสราเอลและฉนวนกาซา
ขณะที่ฟาร์มการเกษตร ทุ่งนา และนิคมเกษตรหรือคิบบุตซ์ (kibbutz) ในเขตขายแดนอิสราเอลต่างคราคร่ำไปด้วยขบวนยุทโธปกรณ์นานาชนิด ทั้งรถถังเมอร์คาวา (Merkava) ระบบปืนใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง และทหารราบติดอาวุธหนักเต็มอัตราศึกจำนวนหลายพันนาย
อีกด้านหนึ่ง กองทัพอากาศและกองทัพเรืออิสราเอลก็ยิงจรวดโจมตีเป้าหมายที่สงสัยว่าเป็นที่กบดานของกลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกญิฮาด รวมถึงโจมตีคลังอาวุธภายในเขตกาซา การโจมตีดังกล่าวได้สังหารทั้งพลเมืองจำนวนมาก รวมทั้งผู้บัญชาการของกลุ่มฮามาสบางส่วนไป
หนึ่งในชนวนเหตุล่าสุดที่จะขยายความตึงเครียดให้ลุกลามในภูมิภาคตะวันออกกลางไปอีก ก็คือเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเขตกาซา ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธความรับผิดชอบ
แต่มาถึงวันนี้ เหตุใดอิสราเอลจึงยังรั้งรอไม่ยอมรุกคืบทางบกเข้าในเขตกาซา อย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ก่อนหน้า 4 ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยอธิบายได้
ความกังวลของผู้นำสหรัฐฯ ต่อสงครามในอิสราเอล
การเดินทางเยือนอิสราเอลอย่างรีบเร่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์นี้ บ่งชี้ว่าทำเนียบขาวรู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซามากเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายลง และความเสี่ยงที่ความขัดแย้งดังกล่าวจะถูกขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
นายไบเดน ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการคัดค้านอิสราเอลหากจะกลับไปยึดครองพื้นที่เขตกาซา หลังจากที่เคยถอนกำลังออกมาแล้วในปี 2005 และเขาก็ยังบอกอีกว่า "นั่นจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่"
นัยที่เป็นทางการสำหรับการเดินทางเยือนอิสราเอลครั้งนี้ของผู้นำสหรัฐฯ คือความประสงค์ที่จะแสดงการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ต่ออิสราเอล รวมทั้งรับฟังแผนปฏิบัติการสำหรับเขตกาซาของอิสราเอล
ส่วนนัยที่ไม่เป็นทางการนั้น นายไบเดนกำลังโน้มน้าวใจให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีเบนยามิน เนทันยาฮู ยอมลดท่าทีอันแข็งกร้าวลงในบางส่วน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็มีความประสงค์ที่จะทราบว่า หากอิสราเอลบุกเข้าไปในเขตกาซาแล้ว แผนต่อมาจะเป็นอย่างไร รวมทั้งการถอนกำลังจะเกิดขึ้นเมื่อใด
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล จะไม่ดีแน่ หากกองทัพอิสราเอลบุกเข้าไปในเขตกาซาแบบเต็มรูปแบบขณะที่เครื่องบิน "แอร์ฟอร์ซวัน" ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงจอดอยู่ในรันเวย์ของสนามบินในกรุงเทลอาวีฟ ของอิสราเอล
ในระหว่างการเดินทางเยือนของผู้นำสหรัฐฯ มีเหตุระเบิดอย่างรุนแรงในโรงพยาบาลอัล-อาห์ลี อาหรับ ในเขตกาซา โดยนายไบเดนสนับสนุนคำบอกเล่าของฝ่ายอิสราเอลเกี่ยวกับเหตุระเบิดดังกล่าวต่อสาธารณะ เขากล่าวว่า เหตุระเบิดมาจากความความผิดพลาดของการยิงจรวดจากฝ่ายปาเลสไตน์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปาเลสไตน์ระบุว่า เป็นการโจมตีจากฝ่ายอิสราเอล
ทีมข่าวบีบีซีกำลังตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุดังกล่าว ที่เกรงว่าจะคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วหลายร้อยคน รวมถึงสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้ด้วย
คำเตือนจากอิหร่าน
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางการอิหร่านได้มีคำเตือนด้วยท่าทีที่ดุดันต่ออิสราเอลว่า การโจมตีเขตกาซาจะได้รับการตอบโต้ สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร
อิหร่านให้การสนับสนุนเงินทุน, การฝึกอบรม อาวุธ รวมไปควบคุมกองกำลังมุสลิมชีอะห์ในตะวันออกกลางจำนวนมากอีกด้วย ปัจจุบัน กลุ่มดังกล่าวที่มีศักยภาพมากที่สุดคือ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่มีฐานที่มั่นในเขตเลบานอน ติดกับชายแดนด้านเหนือของอิสราเอล
ในปี 2006 อิสราเอลและเลบานอนเคยสู้รบกันอย่างรุนแรงในสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ ซึ่งครั้งนั้นขบวนรถถังอันล้ำสมัยของอิสราเอลต้องพ่ายแพ้ต่อทุ่นระเบิดและการซุ่มโจมตีที่วางแผนมาอย่างดีโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ นับตั้งแต่นั้นมา กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก็ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธเพิ่มเติมจากอิหร่าน ในตอนนี้เชื่อกันว่าฮิซบอลเลาะห์มีจรวดและขีปนาวุธรวมแล้วเกือบ 150,000 ลูก ในจำนวนนั้นมีจรวดพิสัยไกลและจรวดนำวิถีที่แม่นยำอยู่ด้วย
หากว่าอิสราเอลบุกรุกเขตกาซา กลุ่มฮิซบอลเลาะห์อาจจะเปิดแนวรบใหม่บนเขตแดนทางตอนเหนือของอิสราเอล ทำให้เกิดศึกสองด้านต่ออิสราเอล และกลายเป็นภัยคุกคามอีกอย่างโดยปริยาย
แต่ก็ไม่ชัดเจนว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องการทำสงครามในเวลานี้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ลอยลำอยู่นอกชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในขณะนี้ และพร้อมให้การช่วยเหลืออิสราเอลได้ทุกเมื่อ ถือเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งให้กับอิสราเอล ว่าหากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดฉากโจมตีแล้ว อาจจะถูกตอบโต้คืนทางอากาศจากกองเรือของสหรัฐฯ ได้
แต่ก็ควรต้องจำไว้ด้วยว่าในอดีต ในช่วงต้นของสงครามระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในปี 2006 กลุ่มฮิซบอลเลาะห์สามารถโจมตีเรือรบของอิสราเอลที่อยู่นอกชายฝั่งได้สำเร็จ ด้วยจรวดต่อต้านเรือรบที่ซับซ้อนที่ฮิซบอลเลาะห์มี
ปัจจัยด้านมนุษยธรรม
มุมมองของรัฐบาลอิสราเอลต่อคำว่า "วิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรม" ดูเหมือนจะล้าหลังกว่าชาติอื่น ๆ ในโลก หากพิจารณาในบริบทที่มีต่อกลุ่มฮามาในเขตกาซา
ประชาคมนานาชาติที่เคยแสดงความเห็นอกเห็นใจต่ออิสราเอลหลังจากถูกกลุ่มฮามาสโจมตีอย่างกระหายเลือดและป่าเถื่อนเมื่อวันที่ 7 ต.ค. มาถึงตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการโจมตีทางอากาศและป้องกันพลเรือนในเขตกาซาแทน หลังจากยอดผู้เสียชีวิตของพลเรือนชาวปาเลสไตน์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการโจมตีทางอากาศอย่างไม่หยุดยั้งของอิสราเอล
ถ้ากองทัพภาคพื้นดินของอิสราเอลเคลื่อนพลเข้าสู่เขตกาซา ย่อมจะต้องมีการสูญเสีย และยอดคนตายย่อมพุ่งขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นเหล่าทหารอิสราเอลที่จะถูกซุ่มโจมตี การลอบสังหารโดยมือปืนสไนเปอร์ และจากกับดักต่าง ๆ การต่อสู้ระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่ายภายในเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่ยาวนับร้อยกิโลเมตรยังจะทำให้มีคนตายอีกไม่น้อยด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะต้องแบกรับความสูญเสียก็หนีไม่พ้นพลเรือนชาวกาซาเช่นเดิม

ที่มาของภาพ, Reuters
ความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ของหน่วยข่าวกรอง
เดือนนี้ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายของหน่วยข่าวกรองภายในประเทศของอิสราเอล หรือ หน่วย Shin Bet ที่ล้มเหลวในการจับตาความเคลื่อนไหวและเตือนภัยการโจมตีครั้งร้ายแรงจากกลุ่มฮามาส อิสราเอลควรที่จะมีเครือข่ายผู้แจ้งเบาะแสข่าวสาร และสายลับภายในเขตกาซา ที่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของบรรดาผู้บัญชาการกลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกญิฮาดได้ทันท่วงที
แต่โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นทางตอนใต้ของอิสราเอลในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา กลับเป็นความล้มเหลวครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur war) ในปี 1973 ทำให้หน่วยข่าวกรองอิสราเอลดิ้นรนอย่างหนักในการแก้ไขปัญหาตลอด 10 วันที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้กองกำลังป้องกันอิสราเอลสามารถระบุชื่อและพิกัดของผู้ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับกุมไว้เป็นตัวประกันให้ได้ รวมทั้งสืบหาที่อยู่ที่ผู้นำกลุ่มฮามาสหลบซ่อนอยู่ด้วย
ดังนั้น ในขณะนี้หน่วยข่าวกรองต้องทำงานอย่างหนักในการรวบรวมข้อมูลและเบาะแสต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อระบุพิกัดเป้าหมายให้แม่นยำและเคลื่อนพลไปยังจุดเป้าหมายให้ตรงที่สุด แทนที่จะตัดสินใจเคลื่อนพลเข้าไปควานหาตามซากปรักหักพังในพื้นที่ทางตอนเหนือของเขตกาซา ที่อาจจะมีความเสี่ยงถูกซุ่มโจมตีจากกองกำลังของกลุ่มฮามาส ขณะเดียวกันก็ยังจะมีเสียงประณามจากนานาชาติอีกด้วย
จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นของหน่วยข่าวกรอง ประกอบกับการที่กลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกญิฮาดยังคงมีแผนซุ่มโจมตีและวางกับดับกองกำลังของอิสราเอลที่เคลื่อนตัวเข้ามาในเขตกาซาจากเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดิน สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยอันตรายสำหรับกองทัพอิสราเอล ที่หน่วยข่าวกรองต้องให้ความสำคัญในการค้นหาว่า ฝ่ายศัตรูอยู่ที่ใด เพื่อเตือนกองกำลังไอดีเอฟให้ได้ทันสถานการณ์












