มารู้จักสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่กินจุจนตัวอ้วนและช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

A close-up of the head of the copepod, Calanus propinquus, showing its bright red antennae and hair-like feeding appendages.

ที่มาของภาพ, Prof Daniel J Mayor @oceanplankton

    • Author, จอร์จินา แรนนาร์ด
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์และภูมิอากาศ

ผลการศึกษาวิจัยล่าสุด พบมีสัตว์ตัวเล็กจิ๋วที่อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก และมักถูกขายเป็นอาหารสำหรับตู้ปลา แต่พวกมันกลับปกป้องโลกของเราจากภาวะโลกร้อนอย่างเงียบ ๆ ด้วยการอพยพครั้งใหญ่

แพลงก์ตอนสัตว์เหล่านี้ เรียกได้ว่าเป็น "ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ" พวกมันจะกินไม่หยุดเพื่อสะสมไขมันไว้สำหรับในฤดูใบไม้ผลิ ก่อนจะจมลงไปในมหาสมุทรลึกหลายร้อยเมตรในแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกมันจะเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้เหล่านั้น

นักวิจัยระบุว่า สิ่งนี้จะกักเก็บคาร์บอนที่ทำให้โลกร้อนได้มากเท่า ๆ กับการปล่อยคาร์บอนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันประมาณ 55 ล้านคันต่อปี และป้องกันไม่ให้คาร์บอนทำให้ชั้นบรรยากาศของเราร้อนขึ้นอีก ซึ่งมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้มาก แต่เมื่อนักวิจัยค้นพบว่าสิ่งนี้มีประโยชน์ต่อโลกของเรา ภัยคุกคามต่อแพลงก์ตอนสัตว์เหล่านี้ก็เพิ่มมากขึ้น

Female copepods (Calanus simillimus) displaying variable quantities of lipid (fat) reserves – the clear cigar shaped ‘bubble’ within their bodies. Body length approximately 4mm.

ที่มาของภาพ, Prof Daniel J Mayor @oceanplankton

คำบรรยายภาพ, โคพีพอดตัวเมีย (ขนาด 4 มม.) ที่มีไขมันสะสมอยู่ในร่างกายที่มีลักษณะคล้ายซิการ์

นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาหลายปีในการสำรวจการอพยพประจำปีของสัตว์ชนิดนี้ในน่านน้ำแอนตาร์กติกาหรือมหาสมุทรตอนใต้ และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดร.กวง หยาง หัวหน้าคณะนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์จีนกล่าวว่า การค้นพบนี้ "น่าทึ่ง" และเสริมว่าการค้นพบนี้ทำให้ต้องพิจารณาใหม่อีกครั้งว่า มหาสมุทรทางตอนใต้สามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ได้มากเพียงใด

ดร.เจนนิเฟอร์ ฟรีเออร์ ผู้ร่วมวิจัยจากคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาของสหราชอาณาจักร (British Antarctic Survey - BAS) กล่าวว่า "สัตว์เหล่านี้เป็นฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ เพราะพวกมันมีวิถีชีวิตที่ยอดเยี่ยม" แต่เมื่อเทียบกับสัตว์ในแอนตาร์กติกาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เช่น วาฬหรือเพนกวินแล้ว แพลงก์ตอนสัตว์ขนาดเล็กทรงพลังเหล่านี้กลับถูกมองข้ามและไม่ได้รับการชื่นชม

A close-up of the head of the copepod, Calanus propinquus, showing its bright red antennae and hair-like feeding appendages.

ที่มาของภาพ, Prof Daniel J Mayor @oceanplankton

คำบรรยายภาพ, โคพีพอดตัวนี้มีขาหน้าลักษณะคล้ายขน ซึ่งมีไว้สำหรับป้อนอาหาร

หากใครเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพวกมัน ก็คงคุ้นเคยกับอาหารปลาชนิดหนึ่งที่หาซื้อได้ทางออนไลน์ แต่วงจรชีวิตของพวกมันนั้นแปลกและน่าสนใจมากทีเดียว เช่น โคพีพอด ซึ่งเป็นแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดหนึ่งที่เป็นญาติห่าง ๆ ของปูและกุ้งมังกร พวกมันมีขนาดตัวเพียง 1-10 มม. และใช้ชีวิตส่วนใหญ่หลับใหลอยู่ที่ความลึกประมาณ 500 เมตร ถึง 2 กิโลเมตรในมหาสมุทร

The Southern Ocean copepod, Calanoides acutus, with their green pigmented guts and lipid sacs clearly visible inside its transparent body. Body length approximately 4mm.

ที่มาของภาพ, Prof Daniel J Mayor @oceanplankton

คำบรรยายภาพ, ถุงไขมัน หรือ ลิพิด (lipid) ก่อตัวขึ้นที่ลำตัวและส่วนหัวของโคพีพอดที่อยู่ในมหาสมุทรทางตอนใต้หลังจากที่กินแพลงก์ตอนพืช (วัสดุสีเขียวในร่างกายในภาพนี้)

ศาสตราจารย์แดเนียล เมเยอร์ ผู้ถ่ายภาพแพลงก์ตอนเหล่านี้ในแอนตาร์กติกาได้อธิบายว่า จากภาพที่ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์ คุณจะเห็นรูปร่างไส้กรอกยาว ๆ ที่เต็มไปด้วยไขมันอยู่ภายในร่างกายของพวกมัน รวมทั้งฟองไขมันในหัวของพวกมันด้วย

หากไม่มีแพลงกตอนสัตว์เหล่านี้ ชั้นบรรยากาศของโลกเราจะอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มหาสมุทรทั่วโลกได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ถึง 90% จากจำนวนดังกล่าว มหาสมุทรทางใต้ดูดซับไว้ประมาณ 40% และส่วนใหญ่ก็ดูดซับไว้ด้วยแพลงก์ตอนสัตว์เหล่านั้น

A close-up of Antarctic krill, Euphausia superba, showing its specialised front limbs (the ‘feeding basket’) that help them harvest microscopic phytoplankton (algae) from the water. Its green gut demonstrates their effectiveness. It has orange patches in his body and front legs, with a large black eye at the top of its body.

ที่มาของภาพ, Prof Daniel J Mayor @oceanplankton

ที่ผ่านมา ทั่วโลกได้ใช้เงินหลายล้านปอนด์เพื่อทำความเข้าใจว่าแพลงก์ตอนสัตว์กักเก็บคาร์บอนได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์ทราบอยู่แล้วว่า แพลงก์ตอนสัตว์นี้มีส่วนช่วยในการกักเก็บคาร์บอนผ่านกระบวนการต่าง ๆ ในแต่ละวัน เมื่อของเสียที่มีคาร์บอนสูงของสัตว์จมลงสู่มหาสมุทรลึก

อย่างก็ตาม ในตอนนี้ยังไม่สามารถระบุปริมาณได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสัตว์ต่าง ๆ เกิดการอพยพในมหาสมุทรทางตอนใต้

งานวิจัยล่าสุดเน้นการศึกษาไปที่โคพีพอด รวมถึงแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดอื่นที่เรียกว่า คริลล์ และซัลป์ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้กินแพลงก์ตอนพืชบนผิวน้ำที่เจริญเติบโตโดยการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการดูดซึมเข้าในร่างกายผ่านกระบวนการการสังเคราะห์แสง ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นไขมันสะสมในแพลงก์ตอนสัตว์

"ไขมันของพวกมันเปรียบเสมือนแบตเตอรี เมื่อพวกมันใช้เวลาช่วงฤดูหนาวในมหาสมุทรลึก พวกมันจะนั่งนิ่ง ๆ แล้วเผาผลาญไขมันหรือคาร์บอนเหล่านี้ไปอย่างช้า ๆ" ศ.แดเนียล เมเยอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ นักวิชาการที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยชิ้นนี้ อธิบาย

"การกระทำดังกล่าวจะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เนื่องจากกลไกการทำงานของมหาสมุทร หากคุณปล่อยคาร์บอนลงไปในส่วนที่ลึกมาก อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือหลายศตวรรษกว่าที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นจะถูกปลดปล่อยออกมาและก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน" เขาอธิบาย

Dr Jennifer Freer stands on deck of the Sir David Attenborough polar ship wearing orange high-vis safety clothing, a red hat and sunglasses. She is holding on to the rope railing next to the ocean. Close to the ship is the tip of an iceberg visible at the water surface. The sky is blue with some clouds.

ที่มาของภาพ, Jennifer Freer

คำบรรยายภาพ, ดร.เจนนิเฟอร์ ฟรีเออร์ วิเคราะห์แพลงก์ตอนสัตว์เหล่านี้บนเรือสำรวจขั้วโลกเซอร์ เดวิด แอตเทนบะระ

ทีมวิจัยนี้คำนวณได้ว่ากระบวนการนี้ ซึ่งเรียกว่า "ปั๊มอพยพตามฤดูกาลในแนวตั้ง" (seasonal vertical migration pump) จะลำเลียงคาร์บอน 65 ล้านตันต่อปีไปยังระดับความลึกอย่างน้อย 500 เมตรใต้ผิวน้ำทะเล

จากกระบวนการดังกล่าว พบว่าโคพีพอดมีส่วนสนับสนุนมากที่สุด รองลงมาคือคริลล์และซัลป์ ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนจากการขับรถดีเซล 55 ล้านคันต่อปี ตามการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา

Five scientists wearing high-vis orange jackets and dark trousers on board the Sir David Attenborough polar ship. They are working with a fishing net equipped with 9 closing nets and has a 1 × 1 m mouth. There is a large yellow crane above them.

ที่มาของภาพ, Prof Daniel J Mayor @oceanplankton

คำบรรยายภาพ, การสุ่มตัวอย่างแพลงก์ตอนมักเกิดขึ้นในช่วงเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาที่สัตว์เหล่านี้อยู่ใกล้ผิวน้ำมากที่สุด

งานวิจัยล่าสุดได้ศึกษาข้อมูลย้อนหลังไปถึงช่วงทศวรรษที่ 1920 เพื่อวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า การเก็บกักคาร์บอน (Carbon Sequestration) แต่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากนักวิจัยพยายามทำความเข้าใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวงจรการอพยพ

เมื่อต้นปีนี้ ดร.ฟรีเออร์และ ศ.เมเยอร์ ใช้เวลาสองเดือนบนเรือสำรวจขั้วโลก เซอร์ เดวิด แอตเทนบะระ ใกล้เกาะออร์กนีย์ใต้และเซาท์จอร์เจีย โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ตาข่ายขนาดใหญ่จับแพลงก์ตอนสัตว์และนำสัตว์เหล่านี้ขึ้นเรือมา

"เราทำงานในความมืดสนิทภายใต้แสงสีแดง เพื่อไม่ให้รบกวนพวกมัน" ดร.ฟรีเออร์ กล่าว

"คนอื่น ๆ ทำงานในห้องที่มีอุณหภูมิ 3-4 องศาเซลเซียส คุณต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันจำนวนมากเพื่ออยู่ในห้องนั้นนานหลายชั่วโมงขณะมองดูผ่านกล้องจุลทรรศน์" เธอกล่าวเสริม

A collection of Antarctic krill, Euphausia superba. The guts of many of these specimens are green, indicating that they have recently been feeding on microscopic algae (phytoplankton). Body lengths approximately 50-60mm.

ที่มาของภาพ, Prof Daniel J Mayor @oceanplankton

คำบรรยายภาพ, คริลล์แอนตาร์กติก (ขนาด 50-60 มม.) ที่มีไส้สีเขียวแสดงให้เห็นว่ามันเพิ่งกินสาหร่ายไป

อย่างไรก็ตาม การที่น้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้นและการจับคริลล์ในเชิงพาณิชย์อาจคุกคามอนาคตของแพลงก์ตอนสัตว์ได้

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรบกวนชั้นมหาสมุทร และสภาพอากาศที่เลวร้าย ล้วนเป็นภัยคุกคาม" ศ.แอตกินสัน อธิบาย

นี่อาจลดปริมาณแพลงก์ตอนสัตว์ในแอนตาร์กติกาและจำกัดปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บไว้ในมหาสมุทรลึกได้ ตามข้อมูลของสหประชาชาติ

บริษัทที่ทำประมงจับคริลล์ จับคริลล์ได้เกือบครึ่งล้านตันในปี 2020 แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงในสารคดีเรื่อง มหาสมุทร (Ocean) ของเซอร์ เดวิด แอตเทนบะระ เมื่อไม่นานมานี้

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ผลการค้นพบใหม่ของพวกเขาควรนำไปรวมไว้ในแบบจำลองสภาพอากาศที่คาดการณ์ว่าโลกของเราจะร้อนขึ้นมากแค่ไหน

"หากไม่มีปั๊มชีวภาพนี้ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจะสูงขึ้นประมาณสองเท่าจากปัจจุบัน ดังนั้น มหาสมุทรจึงทำหน้าที่ดูดซับและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีทีเดียว" ศ.แองกัส แอตกินสัน ผู้วิจัยร่วมอธิบาย

งานวิจัยฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Limnology and Oceanography