"คุณเริ่มจะเป็นบ้า" ชายออสเตรเลียเล่าประสบการณ์ติดคุกในจีน 5 ปีและรอดชีวิตมาได้

.

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY

คำบรรยายภาพ, แมทธิว ราดาลจ์ ชาวออสเตรเลีย ถูกคุมขังอยู่ในสถานกักกันกรุงปักกิ่งเป็นระยะเวลา 5 ปี สถานที่เดียวกันกับภาพนี้ซึ่งบันทึกไว้เมื่อปี 2012
    • Author, สตีเฟน แมคโดเนลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำประเทศจีน

การอยู่ภายในห้องขังสกปรกกับคนอื่น ๆ อีกหลายสิบคน อดหลับอดนอนตลอดเวลาจากไฟที่ส่องสว่างตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสุขอนามัยย่ำแย่ และการถูกบังคับใช้แรงงาน คือประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่นักโทษในเรือนจำจีนต้องเผชิญ จากคำบอกเล่าของ แมทธิว ราดาลจ์ ชายชาวออสเตรเลียที่เคยถูกคุมขังเป็นเวลา 5 ปี อยู่ในเรือนจำหมายเลข 2 ของกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับผู้ต้องขังชาวต่างชาติ

ปัจจุบัน ราดาลจ์ อาศัยอยู่นอกประเทศจีน และตัดสินใจเปิดเผยประสบการณ์ของเขาต่อสาธารณะ โดยเล่าว่าเขาทั้งต้องเผชิญและเห็นการลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรง การบังคับใช้แรงงาน การถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงอาหาร รวมถึงการทรมานทางจิตใจ

บีบีซีสามารถยืนยันคำให้การของราดาลจ์กับอดีตนักโทษหลายคนซึ่งอยู่ในเรือนจำห้วงเวลาเดียวกันกับเขาได้

หลายคนขอให้ไม่เปิดเผยตัวตนของพวกเขา เพราะกลัวว่าคนที่พวกเขารักและยังอยู่ในประเทศจีนจะถูกลงโทษ ขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าพวกเขาแค่ต้องการลืมและก้าวไปข้างหน้า ขณะที่รัฐบาลจีนไม่ตอบสนองต่อการขอความคิดเห็นของบีบีซี

ช่วงเริ่มต้นอันแสนสาหัส

"ผมอยู่ในสภาพที่แย่มาก ๆ เมื่อผมมาถึง พวกเขาทุบตีผมเป็นเวลาสองวันติดต่อกันในสถานีตำรวจแห่งแรกที่ผมอยู่ ผมไม่ได้นอน กิน หรือดื่มน้ำเป็นเวลา 48 ชั่วโมง แล้วจากนั้นก็ถูกบังคับให้ลงนามในเอกสารกองใหญ่" ราดาลจ์ กล่าวถึงช่วงแรกที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกจีน ซึ่งเริ่มจากการจับกุมเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2020

อดีตผู้อาศัยในกรุงปักกิ่งรายนี้อ้างว่าเขาถูกตัดสินว่ามีความผิด หลังทะเลาะวิวาทกับเจ้าของร้านในตลาดขายอุปกรณ์ไฟฟ้า เนื่องจากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับราคาซ่อมโทรศัพท์ที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

เขาอ้างว่าตนเองลงเอยด้วยการลงนามในคำสารภาพที่เป็นเท็จซึ่งระบุว่าเกี่ยวข้องกับการโจรกรรม หลังจากได้รับแจ้งว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามยืนยันความบริสุทธิ์ในระบบที่มีอัตราการลงโทษทางอาญาเกือบ 100% และด้วยความหวังว่าคำรับสารภาพของราดาลจ์จะช่วยลดเวลาในการถูกคุมขังลงได้

เอกสารของศาลระบุว่าการยอมรับสารภาพของเขา ทำให้เขาได้รับการลดโทษลงระดับหนึ่ง ราดาลจ์ได้รับโทษจำคุก 4 ปี

เมื่ออยู่ในเรือนจำ เขากล่าวว่าตนเองต้องใช้เวลาหลายเดือนในศูนย์กักกันที่แยกออกมาต่างหาก ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญกับ "ช่วงเปลี่ยนผ่าน" อันยากลำบากมากขึ้น

.

ที่มาของภาพ, Matthew Radalj

คำบรรยายภาพ, ราดาลจ์อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งเป็นเวลาหลายปี ก่อนถูกจับกุมในเดือน ม.ค. 2020

ในช่วงเวลาดังกล่าว นักโทษต้องปฏิบัติตามกฎที่ทารุณอย่างยิ่ง ซึ่งเขาบรรยายว่ามันเป็นสภาวะที่น่าสะพรึงกลัว

"เราถูกห้ามไม่ให้อาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกาย บางครั้งเป็นเวลาหลายเดือนในช่วงนั้น แม้แต่ส้วมก็ใช้ได้แค่ช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น และมันก็สกปรกมาก มีน้ำเสียจากห้องน้ำชั้นบนหยดลงมาตลอดเวลา"

ในที่สุดเขาก็ถูกส่งเข้าเรือนจำ "ปกติ" ซึ่งผู้ต้องขังต้องนอนด้วยกันในห้องที่แออัดไปด้วยนักโทษจำนวนมากและไฟที่ไม่เคยดับลง เขายังบอกด้วยว่าต้องรับประทานอาหารในห้องเดียวกันนี้ด้วย

จากข้อมูลของราดาลจ์ นักโทษชาวแอฟริกันและปากีสถานคือกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุดในที่คุมขังแห่งนี้ แต่ก็มีชายบางคนที่ถูกคุมขังมาจากอัฟกานิสถาน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา เกาหลีเหนือ และไต้หวัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกตัดสินว่ามีคำผิดฐานค้ายาเสพติด

ระบบคะแนน "พฤติกรรมที่ดี"

ราดาลจ์เล่าต่อไปว่านักโทษมักถูกทรมานในรูปแบบที่เขาเรียกว่าเป็นการทรมานทางจิตใจ และหนึ่งในนั้นคือ "ระบบคะแนนพฤติกรรมที่ดี" ซึ่งเป็นวิธีในการลดโทษ อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี

นักโทษสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแลกกับคะแนนพฤติกรรมที่ทำตัวดีสูงสุดได้ 100 คะแนนต่อเดือน เช่น ศึกษาวรรณกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำงานในโรงงานของเรือนจำ หรือสอดแนมนักโทษคนอื่น ๆ หากสะสมได้ 4,200 คะแนน จะสามารถใช้ลดเวลาคุมขังได้

หากคำนวณดูแล้ว คุณจะพบว่านักโทษต้องได้รับคะแนนสูงสุดทุกเดือนเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ถึงจะทำได้จริง

ราดาลจ์กล่าวว่าในความเป็นจริงแล้วสิ่งนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทรมานจิตใจและควบคุมทางจิตวิทยา โดยเขาอ้างว่าผู้คุมจะจงใจรอให้ผู้ต้องขังเกือบบรรลุเป้าหมาย แล้วลงโทษพวกเขาว่าทำการละเมิดสิ่งใด ๆ ก็ตามเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อยกเลิกคะแนนในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต

การละเมิดที่ผู้คุมใช้กล่าวอ้างนั้นไม่มีเพดาน ไม่ว่าจะเป็นการกักตุนหรือแบ่งปันอาหารกับนักโทษคนอื่น ๆ การเดินบนโถงทางเดิน "ไม่ถูกต้อง" เพราะหลงทางจากเส้นที่ทาสีบนพื้น การแขวนถุงเท้าบนเตียงนอนไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งการยืนใกล้หน้าต่างมากเกินไป

.

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY

คำบรรยายภาพ, ประตูเรือนจำหมายเลข 2 ในกรุงปักกิ่ง สถานที่ที่ราดาลจ์ถูกคุมขัง โดยภาพนี้ถ่ายไว้เมื่อปี 2012

นักโทษคนอื่น ๆ ก็พูดถึงระบบคะแนนกับบีบีซีด้วยเช่นกัน พวกเขาอธิบายว่ามันเป็นเกมลองใจที่ออกแบบมาเพื่อบดขยี้จิตวิญญาณ

ปีเตอร์ ฮัมฟรีย์ อดีตนักโทษชาวอังกฤษซึ่งถูกคุมขังในนครเซี่ยงไฮ้เป็นเวลา 2 ปี บอกว่าเรือนจำของเขามีระบบคำนวณคะแนนและลดโทษแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นไปเพื่อควบคุมนักโทษและขัดขวางการลดโทษ

"มีกล้องในทุก ๆ ที่ แม้แต่ในห้องขัง" เขากล่าว "หากคุณทำอะไรล้ำเส้นจากกฎที่กำหนดไว้ คุณก็จะถูกกล้องหรือผู้คุมจับได้ แล้วคุณก็จะถูกลงโทษ สิ่งเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นหากคุณไม่เก็บเตียงให้ถูกต้องตามมาตรฐานกองทัพ หรือไม่ได้วางแปรงสีฟันในตำแหน่งที่ถูกต้องภายในห้องคุมขัง" เขากล่าว

"นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากนักโทษคนอื่น ๆ ที่อยู่ในห้องเดียวกัน เพราะเขาจะถูกลงโทษหากมีใครคนใดคนหนึ่งทำสิ่งเหล่านี้"

อดีตนักโทษอีกคนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่าในช่วง 5 ปี ที่อยู่ในคุก เขาไม่เคยเห็นใครได้ใช้คะแนนเพื่อลดโทษเลยสักครั้งเดียว

ด้านราดาลจ์บอกว่ามีนักโทษจำนวนหนึ่ง รวมถึงตัวเขาเองที่ไม่สนใจระบบคะแนนดังกล่าว ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงหันไปใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันทางจิตใจ ซึ่งรวมถึงการลดเวลาที่อนุญาตให้โทรหาคนในครอบครัวแบบรายเดือน หรือลดผลประโยชน์อื่น ๆ ที่คาดว่าจะได้รับ

ใช้อาหารเป็นเครื่องมือควบคุม

ทว่าการลงโทษรายวันที่พบบ่อยมากที่สุดคือการลดอาหาร

บีบีซีได้รับคำบอกเล่าจากผู้ต้องขังหลายคนว่าอาหารในเรือนจำกรุงปักกิ่งหมายเลข 2 นั้น ส่วนใหญ่ทำมาจากกะหล่ำปลีในน้ำสกปรก บางครั้งอาจมีแครอทแซมมาบ้าง และหากโชคดีก็อาจมีเศษเนื้อติดมานิดหน่อย

ราดาลจ์กล่าวเสริมว่าพวกเขายังได้รับหมั่นโถวซึ่งเป็นอาหารทางเหนือของจีนที่คล้ายกับขนมปัง ส่งผลให้นักโทษส่วนใหญ่เป็นโรคขาดสารอาหาร

ขณะที่นักโทษคนอื่น ๆ บรรยายว่าผู้ต้องขังต้องกินหมั่นโถวมากขนาดไหน เนื่องจากพวกเขารู้สึกหิวตลอดเวลา

นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่าอาหารของพวกเขามีคุณค่าทางโภชนาการต่ำมาก และสามารถออกกำลังกายนอกห้องขังได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง จนร่างกายส่วนบนบอบบาง แต่ท้องกับบวมเปล่งจากการกินหมั่นโถวจำนวนมากเข้าไป

นักโทษได้รับโอกาสในการเสริมอาหารด้วยการซื้ออาหารพิเศษเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากนำเงินที่ญาติฝากไว้ในสิ่งที่เรียกว่า "บัญชี" ของพวกเขา ซึ่งมันคือบันทึกรายการเงินฝากที่ส่งไปเพื่อให้ใช้จ่ายภายในเรือนจำ เช่น สบู่หรือยาสีฟัน เป็นต้น

พวกเขายังสามารถใช้เงินส่วนนี้ซื้อของใช้จำเป็นอื่น ๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือนมถั่วเหลืองชนิดผง แต่ "สิทธิพิเศษ" นี้ก็อาจถูกริบไปได้ทุกเมื่อ

ราดาลจ์กล่าวว่าเขาถูกปิดกั้นไม่ให้ซื้อสินค้าเพิ่มเติมเป็นเวลา 14 เดือน เนื่องจากปฏิเสธทำงานในโรงงานของเรือนจำ ซึ่งผู้ต้องขังถูกคาดหวังว่าจะช่วยประกอบสินค้าพื้นฐานให้กับบริษัทต่าง ๆ หรือเรียบเรียงใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศจีน

.

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY

คำบรรยายภาพ, สื่อมวลชนได้รับอนุญาตให้เข้าดูเรือนจำหมายเลข 1 ซึ่งเป็นเรือนจำอีกแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง

สถานการณ์แย่ไปกว่านั้น เมื่อพวกเขาถูกบังคับให้ทำงานใน "ฟาร์ม" ซึ่งนักโทษได้รับมอบหมายให้ปลูกผักจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้กินผลผลิต

ราดาลจ์บอกว่าฟาร์มแห่งนี้ถูกจัดแสดงต่อหน้ารัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรมที่มาเยี่ยมชม เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าชีวิตในเรือนจำนั้นช่างน่าประทับใจเพียงใด แต่เขาก็กล่าวด้วยว่ามันเป็นแค่งานผักชีโรยหน้าเท่านั้น

"เราต้องปลูกมะเขือเทศ มันฝรั่ง กะหล่ำปลี และกระเจี๊ยบเขียว จากนั้นพอถึงฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาก็จะไถมันทั้งหมดลงหลุมขนาดใหญ่และฝังกลบ" เขากล่าวเสริม

"หากคุณถูกจับได้ว่ามีพริกหรือแตงกวาในพื้นที่ทั่วไป คุณจะถูกขังเดี่ยวเป็นเวลา 8 เดือน"

นักโทษอีกคนกล่าวว่าบางครั้งพวกเขาได้รับโปรตีน เช่น ขาไก่ เพื่อให้อาหารดูดีขึ้นเมื่อมีเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมเยือนเรือนจำ

ฮัมฟรีย์กล่าวว่าตนเองมีประสบการณ์ถูกจำกัดอาหารเช่นเดียวกันในเรือนจำนครเซี่ยงไฮ้ โดยบอกว่าสิ่งนี้นำไปสู่การแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างนักโทษด้วยกัน เนื่องจาก "นักโทษเป็นคนทำงานในห้องครัว ดังนั้นคนที่ทำงานในนั้นสามารถขโมยสิ่งที่ดีที่สุดออกมาได้ และสามารถนำไปแจกจ่ายให้กับคนอื่น ๆ"

ด้านราดาลจ์บอกว่าปัญหานี้ทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างกลุ่มชาวแอฟริกันและไต้หวันภายในเรือนจำหมายเลข 2 ของกรุงปักกิ่ง เนื่องจากผู้ต้องขังชาวไนจีเรียซึ่งทำงานในครัว "ได้รับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย เช่น แอปเปิล 1 ถุง เพียงเดือนละครั้ง โยเกิร์ต หรือกล้วย 2-3 ลูก" เขากล่าว

.

ที่มาของภาพ, Courtesy Matthew Radalj

คำบรรยายภาพ, ราดาลจ์ถ่ายรูปคู่กับพ่อของเขา และบอกว่าเขายังรู้สึกว่ามีส่วนต้องรอบผิดชอบต่อคนที่อยู่ในเรือนจำ

จากนั้นผู้ต้องขังชาวไต้หวันที่พูดภาษาจีนกลางได้ก็สามารถโน้มน้าวผู้คุมเพื่อขอควบคุมห้องครัวอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้พวกเขาสามารถควบคุมอาหารพิเศษอันมีค่าได้

สิ่งนี้นำไปสู่การทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่ และราดาลจ์กล่าวว่าตนเองถูกจับได้ขณะอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ถูกส่งไปขังเดี่ยวเป็นเวลา 194 วัน จากการไปทุบตีนักโทษอีกคน

ในที่สุด เมื่ออยู่ในห้องขังเดี่ยว เขาก็ได้ห้องที่ปิดไฟ แต่กลับพบว่ามันแทบจะไม่มีแสงสว่างเลยเกือบตลอดเวลา ทำให้เขามีปัญหาด้านประสาทสัมผัสในเวลาต่อมา

อาหารที่ได้รับเพียงน้อยนิดแต่เดิมก็ถูกตัดออกไปอีกครึ่งหนึ่ง ไม่มีอะไรให้อ่านฆ่าเวลา และไม่มีใครให้คุยด้วย ขณะที่ราดาลจ์ถูกขังเดี่ยวอยู่ในห้องโล่ง ๆ ขนาด 1.2 x 1.8 เมตร เป็นเวลาครึ่งปี

"คุณเริ่มเป็นบ้า ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่การขังเดี่ยวถูกออกแบบมาให้คุณรู้สึกแบบนั้น ดังนั้นคุณต้องตัดสินอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าห้องนั้นจะมีขนาดเล็กมาก ๆ หรือใหญ่มาก ๆ ก็ตาม"

"หลังเวลาผ่านไป 4 เดือน คุณจะเริ่มคุยกับตัวเองตลอดเวลา ผู้คุมจะเดินมาถามว่า 'เฮ่ คุณสบายดีไหม' แล้วคุณก็จะแบบว่า 'ทำไมรึ ?' พวกเขาก็ตอบกลับมาว่า 'เพราะคุณกำลังหัวเราะอยู่นะสิ'"

ราดาลจ์กล่าวว่า เขาตอบกลับผู้คุมในใจตัวเองว่า "มันไม่ใช่เรื่องของแก"

ราดาลจ์เล่าว่าอีกเรื่องหนึ่งที่เด่นชัดมากระหว่างใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนจำของจีน คือช่วงเวลา "โฆษณาชวนเชื่อ" ปลอม ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่จัดให้สื่อจีนหรือเจ้าหน้าที่ที่มาเยี่ยมเรือนจำได้เห็นภาพสวยหรูของสภาพผู้ต้องขัง โดยเขาบอกว่า เมื่อมาถึงจุดหนึ่งก็มีการติดตั้ง "ชุดคอมพิวเตอร์" ขึ้นมา

"พวกเขาให้ทุกคนมาอยู่รวมกัน และบอกกับพวกเราว่าทุกคนมีอีเมลเป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถใช้ส่งอีเมลได้ จากนั้นพวกเขายังถ่ายทำชาวไนจีเรีย 3 คน กับคอมพิวเตอร์เหล่านั้น"

นักโทษทั้ง 3 คนดูมึนงง เพราะคอมพิวเตอร์ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจริง ๆ แต่ผู้คุมก็บอกให้พวกเขา "เสแสร้ง" ต่อไป

"ทุกอย่างถูกถ่ายทำเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ปลอม ๆ ว่านักโทษเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้" ราดาลจ์ กล่าว แต่เขาก็อ้างด้วยว่าหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำแล้ว คอมพิวเตอร์เหล่านั้นก็ถูกคลุมด้วยพลาสติกและไม่มีใครได้แตะต้องมันอีก

บันทึกความทรงจำ

.

ที่มาของภาพ, Courtesy Matthew Radalj

คำบรรยายภาพ, ราดาลจ์จดบันทึกในคุก ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดช่วงเวลาของเขาหลังลูกกรง

ท่ามกลางประสบการณ์อันแสนสาหัส ราดาลจ์แอบจดบันทึกไว้บนหน้ากากป้องกันโควิด-19 ที่กางออกมาเป็นแผ่น ๆ โดยเขียนหนังสือตัวเล็ก ๆ ไว้ข้างใน จากความช่วยเหลือของเพื่อนนักโทษชาวเกาหลีเหนือซึ่งถูกปล่อยตัวออกมาแล้วเช่นกัน

"ตอนผมจะเขียนบันทึก เพื่อนชาวเกาหลีจะคอยบอกผมว่า เขียนให้ตัวเล็กลงอีก เล็กลงกว่านี้อีก!"

ราดาลจ์กล่าวว่านักโทษจำนวนมากไม่มีโอกาสบอกกับครอบครัวเลยว่าพวกเขาอยู่ในคุก บางคนไม่ได้โทรหาญาติ เพราะไม่มีเงินฝากเข้าบัญชีสำหรับการใช้โทรศัพท์ และสำหรับคนอื่น ๆ สถานทูตของพวกเขาก็ไม่ได้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ของครอบครัวไว้ในระบบโทรศัพท์ของเรือนจำ ซึ่งกำหนดให้โทรไปยังหมายเลขที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการเท่านั้น

ดังนั้น หลังจากที่ข่าวแพร่ออกไปว่าชาวออสเตรเลียมีแผนลักลอบนำบันทึกของเขาออกไป พวกนักโทษก็พากันส่งรายละเอียดเพื่อให้ติดต่อกับครอบครัวของพวกเขา

"ผมมีนักโทษประมาณ 60-70 คน ที่หวังว่าผมจะสามารถติดต่อกับคนที่เขารักได้เมื่อผมออกจากคุก เพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่"

เขาห่อชิ้นส่วนหน้ากากอนามัยให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยใช้เทปกาวที่แอบกักตุนไว้จากโรงงาน และพยายามกลืนหน้ากากที่มีขนาดเท่ากับไข่ไก่โดยไม่ผู้คุมเห็น แต่ก็กลืนลงไปไม่สำเร็จ

ผู้คุมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านกล้อง จึงเริ่มถามว่า "ทำไมแกอาเจียนออกมา ทำไมถึงสำลักอยู่เรื่อย ๆ เกิดอะไรขึ้น ?"

ด้วยเหตุนี้ ราดาลจ์จึงล้มเลิกความตั้งใจและซ่อนมัดหน้ากากไว้แทน

เมื่อเขากำลังจะถูกปล่อยตัวในวันที่ 5 ต.ค. 2024 ราดาลจ์ได้รับเสื้อผ้าชุดเก่าซึ่งถูกฉีกขาดออกเป็นชิ้น ๆ ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อเขาถูกจับกุมใหม่ ๆ

มันมีรอยฉีกขาดภายในซับในของเสื้อแจ็คเก็ต เขาจึงรีบยัดบันทึกลงไปก่อนที่ผู้คุมจะจับได้

ราดาลจ์บอกว่า เขาคิดว่าบางคนพยายามบอกแผนการของเขาให้ผู้คุมรู้ เพราะพวกเขาพยายามค้นห้องขังและสอบสวนเขาก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมา

"คุณลืมอะไรหรือเปล่า ?" ผู้คุมถาม

"พวกเขาทิ้งข้าวของทั้งหมดของผม ผมกำลังคิดว่าอาจถูกยัดกลับไปในห้องขังเดี่ยวอีกรอบ หรือไม่ก็ถูกตั้งข้อหาใหม่"

ทว่าผู้คุมกลับถือเสื้อผ้าของเขาไว้โดยไม่รู้เลยว่ามันมีบันทึกซ่อนอยู่ภายใน

"พวกเขาทำเหมือนกับว่า 'รีบออกไปจากที่นี่ซะ' และจนกระทั่งผมอยู่บนเครื่องบินและเดินทางออกมาแล้ว เมื่อสัญลักษณ์คาดเข็มขัดนิรภัยดับลง ผมก็รีบล้วงไปยังเสื้อแจ็คเก็ตเพื่อตรวจดูว่าบันทึกยังอยู่ในนั้นไหม"

ชีวิตหลังออกจากเรือนจำ

.

ที่มาของภาพ, Courtesy Matthew Radalj

คำบรรยายภาพ, ราดาลจ์แต่งงานกับแฟนสาวที่คบหากันมานาน หลังจากเขาได้เดินทางกลับบ้านในที่สุด

ก่อนเขาจะขึ้นเครื่องบินออกจากกรุงปักกิ่ง ตำรวจคนหนึ่งที่พาเขาไปยังประตูขึ้นเครื่อง ได้ใช้บัตรโดยสารของราดาลจ์เพื่อซื้อบุหรี่ปลอดภาษีไปฝากเพื่อนด้วย

"เขาบอกว่าไม่ต้องกลับมาจีนอีก คุณถูกห้ามเข้าประเทศ 10 ปี และผมก็ตอบเขากลับไปว่า 'เจ๋งไปเลย อย่าสูบบุหรี่มากนักแล้วกัน มันไม่ดีต่อสุขภาพ'"

ตำรวจคนนั้นหัวเราะกลับมา

เขาเดินทางมาถึงออสเตรเลียบ้านเกิด สวมกอดพ่อของเขาที่สนามบินนครเพิร์ท น้ำตาไหลเป็นทาง

จากนั้นราดาลจ์ก็แต่งงานกับแฟนสาวที่คบหากันมานาน ตอนนี้พวกเขาทำงานประดิษฐ์เทียนและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

ราดาลจ์บอกว่าเขายังโกรธกับสิ่งที่ตนเองเผชิญ และหนทางการฟื้นตัวจากเรื่องนี้ยังคงอีกยาวไกล

ขณะเดียวกัน เขายังติดต่อรายชื่อต่าง ๆ ที่เพื่อนผู้ต้องขังฝากฝังมา

"ผมใช้เวลาที่ดีที่สุดในช่วง 6 เดือนแรกเพื่อติดต่อครอบครัวของพวกเขา พยายามวิ่งเต้นสถานทูตของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะพยายามช่วยเหลือเพื่อน ๆ ให้ดีขึ้น ระหว่างการถูกคุมขัง"

เขากล่าวว่านักโทษบางคนไม่ได้พูดคุยกับทางบ้านมาเกือบ 10 ปีแล้ว และการช่วยเหลือพวกเขาแบบนี้ ก็ช่วยให้ราดาลจ์เปลี่ยนผ่านกลับไปสู่ชีวิตเดิมก่อนติดคุกได้มากขึ้น

"เมื่อได้รับอิสรภาพ ผมรู้สึกขอบคุณมาก" ราดาลจ์กล่าว "เราจะซาบซึ้งในสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดในชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกมีความรับผิดชอบต่อผู้คนที่ผมทิ้งไว้ในคุกด้วย"