ฉันผ่าตัดศัลยกรรมมาแล้วเป็น 100 ครั้งและจะไม่หยุดทำต่อ' เบื้องหลังวงการศัลยกรรมตกแต่งในจีนที่ขับเคลื่อนจากมาตรฐานความงามอันเป็นพิษ

A young woman with a surgically-enhanced face, wearing a pink jumper, stares at the camera. White lines have been imposed over her face by a cosmetic surgery app called SoYoung
คำบรรยายภาพ, แอบบี้ อู่ หญิงที่ผ่านการทำศัลยกรรมมาแล้วกว่า 100 ครั้ง คือหนึ่งในอินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการศัลยกรรมพลาสติกรายแรก ๆ ในจีน
    • Author, นาตาเลีย จัว
    • Role, บีบีซีอาย (BBC Eye)

ตอนที่แอบบี้ อู่ อายุได้เพียง 14 ปี เธอเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมความงามเป็นครั้งแรก

หลังจากรับฮอร์โมนเพื่อรักษาอาการป่วย น้ำหนักของแอบบี้เพิ่มจาก 42 กิโลกรัมเป็น 62 กิโลกรัมในเวลาสองเดือน

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่รอดพ้นสายตาของครูการแสดงของเธอ

"ครูของฉันพูดว่า 'เธอเคยเป็นดาวเด่นของพวกเรา แต่ตอนนี้เธออ้วนเกินไปแล้ว ถ้าไม่เลิกไปเลยก็รีบลดน้ำหนักซะ'" แอบบี้ ย้อนทวนความจำตอนนั้นขณะที่เธอกำลังเตรียมตัวเพื่อสอบวิชาการแสดง

แม่ของแอบบี้ก้าวเข้ามาในตอนนั้นและบอกให้เธอไปเข้ารับการดูดไขมันออกจากหน้าท้องและขาทั้งสองข้าง

"แค่กล้าหาญและเดินเข้าไป เธอก็จะกลับออกมาอย่างสวยงาม"

การผ่าตัดครั้งนั้นสร้างบาดแผลทิ้งไว้ในใจของเธอ แอบบี้ได้รับยาชาเพียงบางส่วนเท่านั้นและยังมีสติรู้ตัวอยู่ตลอด

"ฉันมองเห็นได้เลยว่ามีไขมันถูกดูดออกไปจากตัวฉันมากแค่ไหนและฉันเสียเลือดไปมากเพียงใด" เธอกล่าว

A teenage girl with shoulder-length hair, dressed in a swimsuit, stands behind a rubber ring, with a beach behind her

ที่มาของภาพ, Abby Wu

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายของแอบบี้ก่อนที่เธอจะทำศัลยกรรมเป็นครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี

ตอนนี้เธออายุ 35 แล้วและผ่านการทำศัลยกรรมความงามมานับกว่า 100 ครั้ง เสียเงินไปทั้งหมดครึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือมากกว่า 16 ล้านบาท)

เธอยังเป็นเจ้าของร่วมที่คลินิกความงามแห่งหนึ่งในพื้นที่ตอนกลางของกรุงปักกิ่งและได้กลายเป็นหนึ่งในใบหน้าที่เป็นที่รู้จักขอวงการศัลยกรรมพลาสติกในจีนที่กำลังเติบโต

ทว่า การผ่าตัดศัลยกรรมมาพร้อมราคาที่ต้องจ่ายในด้านกายภาพด้วย

ในอพาร์ตเมนต์สองชั้นสุดหรูกลางกรุงปักกิ่ง แอบบี้นั่งอยู่หน้ากระจก เธอค่อย ๆ แต้มคอนซีลเลอร์ลงบนรอยฟกช้ำจากการฉีดฟิลเลอร์เพื่อทำให้ใบหน้าดูเล็กลงในรอบล่าสุด ซึ่งเป็นกระบวนการที่เธอฉีดทุกเดือนเพื่อทำให้ใบหน้า "กระชับและตอบลง" หลังจากก่อนหน้านี้เธอไปผ่านตัดขากรรไกรมาแล้วถึง 3 ครั้ง เพื่อเอากระดูกที่บนใบหน้าที่มีมากเกินไปออกไป

แต่แอบบี้ยืนกรานว่า เธอไม่เสียใจเลยกับการผ่าตัดศัลยกรรมในทุก ๆ ครั้ง และเชื่อว่าแม่ของเธอได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องเมื่อหลายปีก่อนนี้

"ศัลยกรรมมันได้ผล ฉันรู้สึกมั่นใจมากขึ้นและมีความสุขขึ้น วันแล้ววันเล่า ฉันคิดว่าแม่ของฉันทำถูกแล้ว"

A young woman with a thick brown plaster stretching across almost the entirety of her nose and much of her face. A white bandage is wrapped around the edge of her face, including her chin, and there are signs of bruising and blood on parts of her face.

ที่มาของภาพ, Abby Wu

คำบรรยายภาพ, แอบบี้บันทึกเส้นทางการศัลยกรรมความงามของเธอบนโซเชียลมีเดียทำให้เห็นความจริงบางส่วนที่อยู่เบื้องหลังใบมีดศัลยกรรม

ในยุคหนึ่งการศัลยกรรมเคยถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ทว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การศัลยกรรมพลาสติกกลับได้รับความนิยมอย่างมากในจีน ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากรายได้ของคนที่เพิ่มสูงขึ้นและทัศนคติของสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งส่วนใหญ่มันถูกขับเคลื่อนมาจากโซเชียลมีเดีย

ทุก ๆ ปี มีคนจีน 20 ล้านคนยอมจ่ายเงินเพื่อเข้ารับการศัลยกรรมตกแต่ง

โดยส่วนใหญ่แล้วคือหญิงสาวที่อยู่ภายใต้แรงกดดันเพื่อไปให้ถึงมาตรฐานความงามที่สูงขึ้น คือผู้ที่มองหาการศัลยกรรม โดยจากสถิติพบว่า ราว 80% ของคนที่มาผ่าตัดศัลยกรรมเป็นผู้หญิง และอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ปี

ในขณะที่รูปร่างหน้าตานั้นเป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมจีนมาโดยตลอดโดยเฉพาะกับผู้หญิง มาตรฐานความงามในประเทศแห่งนี้กำลังเปลี่ยนไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะหน้าตาที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด คือการผสมผสานระหว่างอุดมคติแบบตะวันตก ความแฟนตาซีแบบการ์ตูนอะนิเมะ และแรงบันดาลใจของเค-ป็อป ซึ่งจะออกมาในลักษณะการมีเปลือกตาสองชั้น กรามที่ได้รูป จมูกดั้งโด่ง และใบหน้าที่สมมาตร

แต่ไม่นานมานี้ เทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นกลับเป็นการทำให้ใบหน้าดูไม่สมจริงไม่เป็นธรรมชาติ มีลักษณะความเป็นผู้หญิงเกินไป และเกือบจะเหมือนเด็ก

ปัจจุบันมีการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปบริเวณด้านหลังหูเพื่อให้หูยื่นมาข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ใบหน้าดูเล็กลงและสวยงามขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการศัลยกรรมเปลือกตาล่างซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแววตาอันใสซื่อของตัวเอกหญิงอานิเมะ เพื่อทำให้ตากลมโตขึ้นดูไร้เดียงสาเหมือนเด็ก ๆ ส่วนริมฝีปากบนก็ปรับให้สั้นลงเพื่อลดช่องว่างระหว่างริมฝีปากกับจมูกให้แคบลง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญญาณของความเยาว์วัย

อย่างไรก็ตาม ความงามลักษณะเช่นนี้เป็นการสรรค์สร้างขึ้นเพื่อการอยู่บนหน้าจอ เพราะเมื่อมองผ่านฟิลเตอร์และดวงไฟ ใบ้หน้าที่ออกมาจะดูเหมือนไม่มีที่ติ ทว่าในชีวิตจริง ผลลัพธ์ที่ได้คือมักจะออกมาแปลกประหลาดดูไม่ใช่หน้าของมนุษย์และก็ไม่ใช่ใบหน้าของเด็กน้อย

Three images of women on social media show various toxic beauty standards. On the left a woman reaches her hand behind her back and touches her tummy button. In the middle image a woman dressed in tiny shorts and a crop-top looks very thin. In the third image, a woman stacks dozens of coins in a gap in her collar bone

ที่มาของภาพ, TikTok and RedNote

คำบรรยายภาพ, มาตรฐานความงามอันเป็นพิษถูกแชร์สื่อสังคมในจีน ซึ่งทำให้ภาพของสิ่งที่ถือเป็นปกติถูกบิดเบือน
A large crowd of attractive women in white dresses are standing bare-foot on the soft sands of a beach, staring at the camera

ที่มาของภาพ, SoYoung

คำบรรยายภาพ, โฆษณาจากแอปฯ ศัลยกรรมความงามที่ชื่อว่า "โซยัง" บอกว่า "จะเป็นผู้หญิงได้อย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อเธอสวยงาม"

แอปพลิเคชันศัลยกรรมความงามอย่างแอปฯ โซยัง (SoYoung - New Oxygen) และแอปฯ เกิ้งเหม่ย (GengMei) (แปลว่า สวยมากขึ้น) ซึ่งอ้างว่าสามารถวิเคราะห์ "จุดบกพร่องของใบหน้า" ผ่านอัลกอริธึม กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากสแกนและประเมินใบหน้าของผู้รับบริการ พวกเขาจะให้คำแนะนำการศัลยกรรมในคลินิกบริเวณใกล้เคียง และตัวแอปฯ ก็จะได้กินค่าหัวจากการผ่าตัดศัลยกรรมแต่ละครั้ง

เทรนด์ความงามนี้และอื่น ๆ ถูกแชร์และโปรโมตผ่านคนดังและอินฟลูเอ็นเซอร์ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้ทำให้ความเป็นปกติและความเป็นที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

แอบบี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในอินฟลูเอ็นเซอร์ศัลยกรรมความงามคนแรก ๆ ของจีน เธอได้บันทึกการทำศัลยกรรมของเธอไว้บนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ และเข้าร่วมกับแอปฯ โซยัง ไม่นานหลังจากแอปฯ เปิดตัว

ถึงแม้ว่าเธอจะผ่านการผ่าตัดศัลยกรรมมาแล้วกว่า 100 ครั้ง ทว่าเมื่อสแกนใบหน้าผ่านฟีเจอร์ "เมจิกมิร์เรอร์" (หรือกระจกวิเศษ) แอปฯ ก็ยังคงชี้จุดบกพร่องของเธอออกมาและแนะนำรายละเอียดการศัลยกรรมมาให้ยาวเหยียด

"แอปฯ มันบอกว่าฉันมีถุงใต้ตา และบอกให้ฉันไปเสริมคาง ทั้งที่ฉันทำมาแล้ว" แอบบี้ กล่าวอย่างขำ ๆ "เหลาดั้งให้เล็กลง ฉันควรไปผ่าตัดจมูกเพิ่มไหม"

ฟังก์ชั่นการทำงานของแอปฯ โซยังไม่เหมือนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น ๆ เพราะมันนำเสนอการใช้งานผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้งานสามารถแชร์รายละเอียดก่อนและหลังศัลยกรรมและมักจะถามผู้ใช้งานคนดังอย่างแอบบี้เพื่อขอคำแนะนำ

'ฉันรู้สึกเหมือนมีแผ่นซีเมนต์อยู่ใต้ผิวหนัง'

คลินิกเสริมความงามต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสวนทางกับความขาดแคลนผู้ประกอบวิชาชีพในคลินิกที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ และมีคลินิกจำนวนมากที่เปิดบริการโดยไม่มีใบอนุญาตเช่นกัน

จากรายงานของ "ไอรีเสิร์ช" (iResearch) บริษัทวิจัยการตลาดระบุว่า ในปี 2019 มีคลินิกในจีนที่เปิดบริการโดยไม่มีใบอนุญาตจำนวน 80,000 แห่ง และมีผู้ทำหัตถการที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพถูกต้องราว 1 แสนคน

ผลลัพธ์ก็คือ ประเมินว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในคลินิกศัลยกรรมความงามในจีนวันละหลายร้อยครั้ง

พญ.หยาง หลู ศัลยแพทย์ตกแต่งและเจ้าของคลินิกศัลยกรรมความงามที่ได้รับอนุญาตในนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้จำนวนผู้ที่มาคลินิกเพื่อแก้ไขการผ่าตัดที่ผิดพลาดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

"ฉันเห็นคนไข้จำนวนมากที่ทำศัลยกรรมครั้งแรกมาแต่ทำไม่ดีไม่เรียบร้อย เพราะว่าไปคลินิกเถื่อน" ดร.หยาง กล่าว "บางรายถึงขั้นไปผ่าตัดกันตามบ้านคนเลยทีเดียว"

A woman in clinical clothing smiles at a woman in a patterned dress
คำบรรยายภาพ, เยว่ เยว่ (ขวา) ระหว่างรับฟังคำปรึกษา จาก พญ.หยาง เธอบอกว่าศัลยกรรมที่ผิดพลาดทำลายอาชีพการงานด้านทรัพยากรบุคคลของเธอ

เยว่ เยว่ หญิงวัย 28 ปี คือหนึ่งในผู้ทำศัลยกรรมแล้วเกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง

เมื่อปี 2020 เธอไปฉีดคอลลาเจนชนิดเบบี้เฟซ (หรือทำให้หน้าเด็กลง) ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ทำให้ใบหน้าดูอวบอิ่มขึ้น ที่คลินิกแห่งหนึ่งที่ไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นของเพื่อนสนิทของเธอ แต่ผลที่ได้คือฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปกลับเกิดการแข็งตัว

"ฉันรู้สึกเหมือนมีแผ่นซีเมนต์อยู่ใต้ผิวหนัง" เธอกล่าว

และเมื่อสิ้นหวังที่จะแก้ไข เยว่ เยว่ หันไปหาคลินิกชื่อดังที่เธอพบทางโซเชียลมีเดีย แต่การไปแก้ไขใบหน้าที่นั่นก็กลับแย่ลง

จากนั้นคลินิกอีกแห่งพยายามแก้ไขเพื่อเอาฟิลเลอร์ออกจากหน้าโดยใช้เข็มฉีดยาดูด แต่แทนที่จะดูดวัสดุที่แข็งตัวออกจากใบหน้าของเธอ แต่กลับกลายเป็นดูดเอาเนื้อเยื่อของเธอออกมา ทำให้เธอสูญเสียผิวหนังบริเวณนั้นไป ต่อมาอีกคลินิกหนึ่งพยายามจะยกกระชับผิวหน้าบริเวณใกล้กับใบหูเพื่อให้กระชับกับฟิลเลอร์ใต้ผิวหนัง แต่นั่นทำให้เธอมีแผลเป็นยาวถึงสองจุด และใบหน้าก็ดูตึงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

"ภาพลักษณ์ของฉันพังทลายลง ฉันสูญเสียความเฉิดฉาย และมันกระทบกับงาน [ทางด้านทรัพยากรบุคคลของบริษัทต่างชาติในนครเซี่ยงไฮ้] ของฉันด้วย"

เยว่ เยว่ มาพบ พญ.หยาง ผ่านทางแอปฯ โซยัง เมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมแก้ไขถึง 3 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการแก้ไขเปลือกตา ซึ่งเสียหายระหว่างการผ่าตัดก่อนหน้านี้กับคลินิกแห่งหนึ่ง แต่ระหว่างที่ พญ.หยางผ่าตัดแก้ไข ซึ่งทำให้การมองเห็นดีขึ้นบ้าง ความเสียหายบางส่วนจากความผิดพลาดในการศัลยกรรมก่อนหน้านี้ก็ยังคงอยู่อย่างถาวร

"ฉันไม่อยากจะสวยมากไปกว่านี้แล้ว" เธอกล่าว "ถ้าฉันกลับไปมีหน้าตาเหมือนก่อนศัลยกรรม ฉันคงจะมีความสุขมาก" เธอ ระบุ

'มันทำลายอาชีพการงานของฉัน'

ทุก ๆ ปีมีผู้คนนับหมื่นรายตกเป็นเหยื่อของคลินิกเสริมความงามที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในจีน เช่นเดียวกับ เยว่ เยว่ แม้กระนั้น ก็ยังมีคลินิกที่มีใบอนุญาตบางแห่งหรือศัลยแพทย์ที่ได้รับการรับรองบางคนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

เมื่อปี 2020 การศัลยกรรมจมูกที่ผิดพลาดของเกา หลิว นักแสดงหญิงในจีน ซึ่งปลายจมูกของเธอกลายเป็นสีดำและกลายเป็นเนื้อตาย ได้กลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์

"หน้าของฉันเปลี่ยนรูปและฉันรู้สึกแย่มาก ๆ มันทำลายอาชีพของฉัน"

เกา หลิว ไปทำศัลยกรรมจมูกที่คลินิกซึ่งมีใบอนุญาตในนครกวางโจวที่ชื่อว่า ชีส์ไทม์ส (She's Time's) จาก นพ.เหอ หมิง เป็นหัวหน้าศัลยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมจมูก แต่ในความเป็นจริงแล้ว นพ.เหอ ยังไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการผ่าตัดโดยไม่มีผู้ควบคุมดูแล และยังไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการสาธารณสุขของมณฑลกวางตุ้ง

ทางการสั่งปรับคลินิกแห่งนั้นซึ่งปิดให้บริการในเวลาต่อมาจากเรื่องอื้อฉาว และห้ามมิให้ นพ.เหอ ให้บริการทางการแพทย์เป็นเวลา 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม หลายสัปดาห์ก่อนที่คลินิกแห่งนี้จะปิดตัวลง คลินิกชื่อใหม่ที่ชื่อว่า ฉิงหยา (Qingya) ก็ไปจดทะเบียนโดยใช้สถานที่ที่อยู่เดียวกัน

A young woman's face shows the tip of her nose has turned black

ที่มาของภาพ, Gao Liu

คำบรรยายภาพ, นักแสดงหญิง เกา หลิว ทำศัลยกรรมจมูกแล้วเกิดความผิดพลาด ปลายจมูกของเธอกลายเป็นสีดำและเป็นเนื้อตาย เหตุการณ์นี้กลายเป็นกระแสทางโซเชียลเมื่อปี 2020

ทีมข่าวสืบสวน บีบีซีอาย (BBC Eye) พบความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นระหว่างคลินิกชีส์ไทม์ส (She's Time's) และฉิงหยา (Qingya) เช่น การใช้บัญชีเว่ยป๋อ (Weibo) เดียวกัน และการมีพนักงานคนเดิมหลายคน รวมถึง นพ.เหอ ด้วย

บีบีซียังทราบมาว่า นพ.เหอ ได้รับใบประกอบวิชาชีพ ศัลยแพทย์เสริมความงามในเดือน เม.ย. 2024 แม้ว่าในทางเทคนิคเขาจะถูกระงับสถานะใบอนุญาตดังกล่าวเป็นระยะเวลา 5 ปีหลังจากถูกสั่งห้ามให้ทำการให้บริการศัลยกรรมเมื่อปี 2021

ปัจจุบันคลินิกฉิงหยา อ้างว่าได้เปิดให้บริการถึง 30 สาขา

ทั้ง นพ.เหอ คลินิกฉิงหยา และคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งมณฑลกวางตุ้ง ไม่ตอบคำขอสัมภาษณ์จากบีบีซี

ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนในสหราชอาณาจักรระบุว่า "รัฐบาลจีนกำหนดให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องดำเนินงานอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และนโยบายที่เกี่ยวข้องของประเทศอย่างต่อเนื่อง"

ผ่านไป 4 ปี พร้อม ๆ กับมีการผ่าตัดแก้ไขสองครั้ง จมูกของเกา หลิว ก็ยังคงไม่สมส่วน

"ฉันเสียใจมาก ทำไมฉันไปทำอย่างนั้น"

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คณะกรรมการสาธารณสุขแห่งประเทศจีนพยายามจะปราบปรามผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ที่ไม่ได้รับอนุญาต และไปให้บริการเกินกว่าความเชี่ยวชาญของตัวเอง โดยหนึ่งในนั้นคือการสั่งการให้หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นปรับปรุงกฎเกณฑ์และออกกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่าเดิม แต่ว่าปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไป

จากการเสนองานสู่การเป็นหนี้จากการถูกมิจฉาชีพบังคับผ่าตัดศัลยกรรมใน 24 ชั่วโมง

สำหรับประเทศจีนในปัจจุบัน การมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดีเป็นสิ่งสำคัญในการประสบความสำเร็จทางการงานอาชีพ

เมื่อลองค้นหาอย่างไว ๆ บนแพลตฟอร์มหางานยอดนิยมก็มักจะได้เห็นตัวอย่างหลาย ๆ ประการที่นายจ้างต่าง ๆ กำหนดของลักษณะทางกายภาพหรือรูปร่างของแต่ละตำแหน่งงานไว้ แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้องานจริงก็ตาม

อย่างเช่น ตำแหน่งพนักงานต้อนรับจากบริษัทแห่งหนึ่งกำหนดว่า ผู้สมัครต้องสูงอย่างน้อย 160 ซม. และต้องมีรูปลักษณ์ที่ดูดี ขณะที่งานธุรการอีกตำแหน่งต้องการ "ผู้ที่มีหน้าตาน่าดึงดูดและบุคลิกสง่างาม"

และความกดดันดังกล่าวกลายเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มมิจฉาชีพที่กำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ จากคลินิกเสริมความงามในจีน โดยหลอกลวงผู้คน โดยเฉพาะ หญิงสาวที่เปราะบางหลายคนจะถูกเสนอตำแหน่งงาน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องจ่ายค่าศัลยกรรมราคาแพงที่ดำเนินการโดยผู้ว่าจ้างในอนาคตของพวกเธอ

ต้า หลาน (นามสมมติ) สมัครงานในตำแหน่ง "ที่ปรึกษาด้านความงาม" ที่คลินิกในนครเฉิงตูทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยเธอสมัครงานนี้จากเว็บไซต์หางานในเดือน มี.ค. 2024

หลังจากเข้าสัมภาษณ์ เธอได้รับการเสนอตำแหน่งงานในเย็นวันเดียวกัน แต่ ต้า หลาน เล่าว่า หลังจากไปเริ่มงานในวันรุ่งขึ้น ผู้จัดการได้พาตัวเธอไปที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง และตรวจสอบร่างกายเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนยื่นคำขาดกับเธอว่า ให้เธอศัลยกรรม หรือไม่ก็ ไม่ได้งานงานนี้

ต้า หลานบอกว่า เธอได้เวลาคิดตัดสินใจไม่ถึงชั่วโมง

ด้วยแรงกดดัน เธอจึงยอมเข้ารับการผ่าตัดทำตาสองชั้น ซึ่งมีราคากว่า 13,000 หยวน (ราว 59,760 บาท) ซึ่งมากกว่าเงินเดือนที่เธอจะได้รับในตำแหน่งงานนี้ถึงสามเท่า และต้องจ่ายดอกเบี้ยอีก 30%

เธอบอกว่าพนักงานในนั้นเอาโทรศัพท์มือถือของเธอไปและใช้มันไปสมัคร "สินเชื่อความงาม" ที่ชื่อว่า "บิวตี้โลน" และปลอมรายได้ของเธอ ไม่ถึงนาทีสินเชื่อที่ยื่นไปก็ได้รับอนุมัติ

ไม่ถึงเที่ยงวัน เธอก็เข้ารับการตรวจทางการแพทย์ และในหนึ่ง ชม. ต่อมา ตัวของเธอก็อยู่บนเตียงผ่าตัด ทั้งหมดนี้ ตั้งแต่ได้รับเสนอตำแหน่งงาน กลายเป็นหนี้ และผ่าตัดศัลยกรรม เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 24 ชม.

การศัลยกรรมไม่ได้ช่วยอะไรต่อโอกาสในการทำงานของเธอเลย ต้า หลาน เล่าว่าผู้จัดการดูถูกเธอ ตะโกนเรียกชื่อเธอในที่สาธารณะ และด่าทอด้วยคำหยาบ เธอลาออกหลังจากทำงานได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ มองย้อนกลับไป เธอเชื่อว่างานนั้นไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก

"พวกเขาอยากให้ฉันออกไปตั้งแต่ตอนแรก" เธอกล่าว

และแม้ว่าเธอจะทำงานที่นั่นได้กว่า 10 วัน เธอได้รับค่าจ้างแค่ 303 หยวนเท่านั้น (ราว 1,390 บาท) หลังจากนั้น ต้า หลาน ก็จ่ายหนี้ค่าทำศัลยกรรมหมดในเวลา 6 เดือน ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอ

บีบีซี อาย (BBC Eye) พูดคุยกับเหยื่อหลายสิบคน และได้พบกับเหยื่อ 3 คน รวมถึงต้า หลาน ที่นครเฉิงตู ที่ตั้งเป้าว่าจะเป็น "เมืองหลวงแห่งการศัลยกรรมความงาม" ของจีน เหยื่อบางคนติดหนี้จำนวนมากเป็นเวลาหลายปี

คลินิกที่ต้า หลานบอกว่า หลอกลวงเธอเคยถูกนักศึกษาจบใหม่รายอื่นร้องเรียน และถูกสื่อท้องถิ่นเปิดโปงมาแล้ว แต่ก็ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ และยังคงเปิดรับสมัครตำแหน่งเดิม

การหลอกลวงลักษณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในงานคลินิกเท่านั้น แต่มันกำลังแทรกซึมเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย

บริษัทที่ให้บริการไลฟ์สตรีมบางแห่งกดดันให้หญิงสาววัยรุ่นกู้เงินเพื่อทำศัลยกรรม โดยสัญญาว่าจะปั้นให้กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง แต่เบื้องหลังคือ บริษัทเหล่านี้มักมีข้อตกลงลับ ๆ กับคลินิกต่าง ๆ ว่าจะได้รับส่วนแบ่งจากผู้สมัครทุกคนที่ถูกส่งไปผ่าตัดศัลยกรรม

Three young women with surgically-enhanced faces, having tea and cakes together, pose for a selfie
คำบรรยายภาพ, ที่คาเฟ่สไตล์โบฮีเมียนแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง แอบบี้และเพื่อน ๆ พูดคุยเกี่ยวกับการผ่าตัดเสริมคาง การผ่าตัดริมฝีปากบนให้สั้นลง และการศัลยกรรมจมูก

ที่คาเฟ่สไตล์โบฮีเมียนแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง ที่ได้รับการตกแต่งไว้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อการถ่ายภาพเซลฟี แอบบี้พบปะกับเพื่อน ๆ และดื่มกาแฟ ทั้งสามคนต่างโพสต์ท่าและแต่งรูปถ่ายใบหน้าของพวกเธอในส่วน ๆ ทั้งขยายขนตา และปรับรูปโหนกแก้มใหม่

เมื่อถามว่าพวกเธอชอบส่วนไหนที่สุดบนใบหน้า พวกเธอลังเลและพยายามบอกถึงส่วนต่าง ๆ ที่พวกเธอไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลง จากนั้นบทสนทนาก็เข้าสู่เรื่องการผ่าตัดเสริมคาง การผ่าตัดริมฝีปากบนให้สั้นลง และการศัลยกรรมจมูก

แอบบี้บอกว่า เธอกำลังคิดจะทำจมูกอีกครั้ง เพราะครั้งล่าสุดทำไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว แต่ศัลยแพทย์บอกว่ามันยากที่จะผ่าตัดใหม่

"ผิวของฉันไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิมหลังจากผ่านการทำศัลยกรรมมาหลายครั้ง หมอก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก คุณไม่สามารถให้ผืนผ้าที่พอสำหรับตัดเสื้อกั๊กแล้วหวังว่าจะได้ชุดเจ้าสาว"

การเปรียบเปรยนี้ล่องลอยอยู่ในอากาศ และมันเน้นย้ำให้เห็นถึงราคาที่ต้องจ่ายออกไปกับการผ่าตัดศัลยกรรมทั้งหมด แต่ถึงแม้จะมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แอบบี้ไม่ได้มีแผนจะหยุดยั้งการทำศัลยกรรมแม้แต่น้อย

"ฉันไม่คิดว่าฉันจะหยุดเส้นทางในการกลายเป็นคนที่สวยขึ้น" เธอกล่าวทิ้งท้าย