ใครเป็นใคร ในสมรภูมิรบเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง

ที่มาของภาพ, Reuters
สถานการณ์การสู้รบในเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ระหว่างกองทัพเมียนมาและฝ่ายต่อต้านดำเนินมาถึงจุดพลิกผันแรกในวันที่ 10 เม.ย. เมื่อกองกำลังฝ่ายต่อต้านซึ่งนำโดยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นยู (Karen National Union-KNU) สามารถยึดกองพันทหารราบที่ 275 (ค่ายผาซอง) ได้ จนทำให้ทหารเมียนมาจำนวนหนึ่งถอยร่นไปยังสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2
ค่ายแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกองทัพเมียนมา เนื่องจากเป็นที่ตั้งของกองพันทหารราบที่ 275 กองพันปืนใหญ่ 310 และกองพลทหารราบเบาที่ 44 ซึ่งคอยดูแลพื้นที่เมืองเมียวดี จ.เมียวดี หนึ่งในเมืองการค้าชายแดนที่สำคัญของเมียนมา และมีมูลค่าการค้าข้ามแดนกับไทยปี ๆ หนึ่งมากกว่าแสนล้านบาท
ภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์การสู้รบของทั้งสองฝ่ายพลิกผันและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุดพบว่าทหารเมียนมาสามารถกลับมาประจำการที่ค่ายผาซองได้แล้ว ด้วยความช่วยเหลือของกองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นเอ (Karen National Army-KNA) ซึ่งมีจุดยืนที่เน้นรักษาผลประโยชน์กลุ่มธุรกิจของตนเองอย่างหนักแน่น จนถูกชาวกะเหรี่ยงด้วยกันเองมองว่าเป็นผู้ไม่มีจุดยืนทางอุดมการณ์การเมือง
การสู้รบในครั้งนี้ประกอบด้วยหลากหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้อง บีบีซีไทยรวบรวมว่าใครเป็นใครในความขัดแย้งครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวแนวชายแดนไทย-เมียนมา ได้ทำความเข้าใจฉากทัศน์การสู้รบในครั้งนี้มากขึ้น
เราสามารถบอกได้ว่าความขัดแย้งครั้งนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฝ่ายหลัก ๆ ดังนี้
- รัฐบาลทหาร: SAC และ Tatmadaw
- ฝ่ายต่อต้าน: KNU, KNLA, KNDO, NUG และ PDF
- ไม่ชัดเจน: KNA หรือ กะเหรี่ยง BGF เดิม

ที่มาของภาพ, Reuters
SAC
สภาบริหารแห่งรัฐหรือเอสเอซี (The State Administration Council -SAC) คือรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมาซึ่งก่อตั้งโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือน ก.พ. 2021 จากนั้นใช้อำนาจสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการอย่างแท้จริงภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งต่อมาเขามอบอำนาจทางนิติบัญญัติให้กับ SAC ซึ่งตนเองเป็นประธาน และจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่มีตัวเขาเองเป็นนายกรัฐมนตรี
กองทัพเมียนมา (Tatmadaw)
กองทัพเมียนมา หรือ “ตั๊ดม่ะด่อ (Tatmadaw)” ในภาษาพม่า เป็นอำนาจทางทหารที่ทรงอำนาจมากในประเทศเมียนมา โดยรากเหง้าของตั๊ดม่ะด่อสามารถสืบย้อนไปถึงกองทัพเอกราชพม่า (Burma Independence Army-BIA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1941 โดยกลุ่มปฏิวัติซึ่งรวมถึงนายพลอองซาน ผู้ที่ชาวพม่าจำนวนมากยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งประเทศพม่า” ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ และเขาก็เป็นพ่อของนางออง ซาน ซู จี ด้วย
นายพลอองซานถูลอบสังหารไม่นานก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 แต่ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต กองทัพเอกราชพม่าได้เข้าร่วมกับกองกำลังติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธแห่งชาติ ซึ่งต่อมากลายเป็นกองทัพเมียนมาหรือตั๊ดม่ะด่อในปัจจุบัน ซึ่งประเมินว่ามีกำลังพลประมาณ 200,000 คน
หลังพม่าได้รับเอกราช กองทัพก็ได้รับอำนาจและมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาภายในปี 1962 นายพลเนวินทำรัฐประหารและเข้าบริหารประเทศไปได้อีกประมาณ 50 ปี โดยแทบไม่มีใครต่อต้าน
ปัจจุบัน กองทัพเมียนมามีสถานะสูงมากในประเทศเมียนมา และการเข้าร่วมกองทัพก็เป็นเป้าหมายของใครหลายคน นอกจากนี้กองทัพเมียนมายังมีธุรกิจที่หารายได้เป็นของตนเองด้วย นอกเหนือจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล
ตั๊ดม่ะด่อ เริ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจต่าง ๆ หลังการรัฐประหารของนายพลเนวิน จากนั้นราวปี 1990 กลุ่มบริษัทที่ดำเนินการโดยทหารจำนวน 2 แห่ง ได้แปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเป็นเอกชน ส่งผลให้บริษัท Myanmar Economic Corporation (MEC) และ Myanmar Economic Holdings Limited (MEHL) กลายเป็นแหล่งความมั่งคั่งที่สำคัญของตั๊ดมะด่อนับตั้งแต่นั้น จากการทำธุรกิจการเงิน ธนาคาร เหมืองแร่ ยาสูบ ไปจนถึงการท่องเที่ยว นอกจากนี้ MEHL ยังบริหารจัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญของกองทัพด้วย

ที่มาของภาพ, Reuters
KNU
สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นยู (Karen National Union-KNU) เป็นองค์กรทางการเมืองของชาวกะเหรี่ยงซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1947 KNU มีเป้าหมายต้องการสถาปนารัฐกะเหรี่ยง เรียกร้องสิทธิการปกครองตนเอง และพยายามผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสหภาพสหพันธรัฐ บนพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยอันประกอบไปด้วยหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค และความก้าวหน้าของสังคม ถือได้ว่าการต่อสู้เพื่ออิสระของชาวกะเหรี่ยงดำเนินมายาวนานกว่า 70 ปี
KNLA
กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นแอลเอ (Karen National Liberation Army–KNLA) คือปีกทหารของ KNU และต่อสู้กับกองทัพเมียนมามาตั้งแต่ปี 1960 เพื่อเรียกร้องสิทธิการปกครองตนเองของชาวกะเหรี่ยง โดยปัจจุบันทาง KNLA แบ่งออกเป็น 7 กองพล กับอีก 3 กองพัน กำลังพลทั้งหมดถูกฝึกอย่างเป็นระบบและมียุทโธปกรณ์ที่เพียบพร้อม
KNDO
องค์กรป้องกันชาติกะเหรี่ยง (Karen National Defence Organisation-KNDO) เป็นอีกหนึ่งปีกทหารของ KNU ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1947 ด้วยจุดประสงค์ปกป้องชุมชนชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเริ่มมีความตึงเครียดกับชุมชนชาวพม่าหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ โดยพบว่าทหารส่วนใหญ่ของ KNDO เคยรับราชการในกองกำลังของอังกฤษในพม่ามาก่อน จึงถือว่ามีความเชี่ยวชาญการรบอย่างมาก ปัจจุบัน KNDO ประกอบด้วย 1 กองบัญชาการ และ 7 กองพัน

ที่มาของภาพ, Reuters
NUG
รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือเอ็นยูจี (National Unity Government-NUG) เป็นรัฐบาลพลัดถิ่น หลังจากถูกรัฐประหารโดยพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติและสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่มาจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติของนางออง ซาน ซู จี กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ ทั้งนี้ NUG ได้รับการยอมรับจากรัฐสภายุโรปว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของเมียนมา ถึงแม้ว่า SAC ระบุว่า NUG เป็นองค์กรก่อการร้ายก็ตาม
กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People's Defence Force-PDF) เป็นกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล NUG ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. 2021 เพื่อตอบโต้การรัฐประหารของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย โดยแบ่งออกเป็น 5 กองบัญชาการระดับภูมิภาค
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหาร รวมถึงทหารที่แปรพักตร์จากกองทัพเมียนมา เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ อาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นการผสมผสานระหว่างอาวุธขนาดเล็กที่ผลิตในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงอาวุธที่ยึดได้จากกองทัพเมียนมา ประมาณการว่ามีกำลังพลอยู่ที่ 60,000-80,000 คน

ที่มาของภาพ, KIC
กะเหรี่ยง BGF/KNA
กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยงหรือกะเหรี่ยง BGF (Karen Border Guard Force-Karen BGF) นำโดย พ.อ.ชิต ตุ
ก่อนหน้านี้เขาเคยประจำการอยู่ใน KNLA และต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมา จากนั้นในปี 1994 เขาได้นำกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกมาตั้งกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตยหรือดีเคบีเอ (Democratic Karen Buddhist Army-DKBA) โดยอ้างว่า KNLA เต็มไปด้วยผู้นำชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์และดำเนินนโยบายต่าง ๆ ไม่เป็นธรรม และร่วมมือกับกองทัพเมียนมาช่วยโจมตีฐานที่มั่นของ KNU ที่มีชื่อว่า “มาเนอร์ปลอว์” จนแตก
ต่อมาในปี 2008 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้กองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเปลี่ยนเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดนหรือ BGF ก่อนที่รัฐบาลจะตกลงเข้าร่วมเจรจาสันติภาพ ด้วยความหวังว่าจะยุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลและกล่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 ได้
สุดท้ายแล้วในปี 2010 พ.อ.ชิต ตุ ตกลงรับข้อเสนอของรัฐบาลเมียนมาและยอมเปลี่ยนกองกำลัง DKBA ของตนเองเป็นกะเหรี่ยง BGF มีหน้าที่ดูแลชายแดนรัฐกะเหรี่ยงและขึ้นตรงกับกองทัพเมียนมา
อย่างไรก็ตาม ผู้นำ DKBA บางส่วนที่ไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ได้แยกตัวออกจาก พ.อ.ชิต ตุ และดำเนินกิจกรรมของกองกำลังภายใต้ชื่อเดิม แต่วางตัวเป็นกลางระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่มอื่น ๆ
พ.อ.ชิต ตุ ใช้พื้นที่ติดชายแดนไทย สร้างอาณาจักรสแกมเมอร์มูลค่าหลายแสนล้านบาทร่วมกับกลุ่มทุนจีนเทา ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่าชเวโก๊กโก่และเคเค พาร์ค แต่เมื่อทางการจีนกดดันเมียนมาให้ปราบจีนเทา ประกอบกับกองทัพเมียนมาเริ่มอ่อนแอลง เขาจึงประกาศตัดขาดจากกองทัพเมียนมาและเปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นเอ (Karen National Army-KNA) เพราะประเมินแล้วว่ารัฐบาลทหารอาจจะพ่ายแพ้กลุ่มต่อต้าน และปกป้องอาณาจักรทุนจีนสีเทาของเขาไม่ได้อีกต่อไป











