เครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ปลอดภัยจริงหรือไม่ ? เปิดเบาะแสจากอดีตพนักงาน-ผู้เชี่ยวชาญการบิน

เครื่องบินแอร์อินเดีย รุ่นโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ธีโอ เลกเกตต์
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจระหว่างประเทศ

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินของสายการบินแอร์อินเดีย ที่คร่าชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรืออย่างน้อย 270 ราย เกี่ยวข้องกับเครื่องบินลำหนึ่งที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดของโบอิ้ง และจนถึงขณะนี้เครื่องบินลำนี้ยังถือว่าเป็นเครื่องบินที่ปลอดภัยที่สุดรุ่นหนึ่งด้วย

ในตอนนี้ เรายังคงไม่ทราบว่า เหตุใดเที่ยวบินที่ 171 ของแอร์อินเดียจึงประสบอุบัติเหตุเพียง 30 วินาทีหลังจากทะยานขึ้นบิน เจ้าหน้าที่สอบสวนได้กู้ข้อมูลจากกล่องบันทึกการบินและกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาสาเหตุ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้ดึงความสนใจไปที่เครื่องบินที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ เครื่องบินรุ่น 787 ดรีมไลเนอร์ (787 Dreamliner) ซึ่งจัดว่าเป็นเครื่องบินรุ่นแรกของเครื่องบินยุคใหม่ที่ทันสมัยและประหยัดเชื้อเพลิงอย่างมาก

ก่อนเกิดอุบัติเหตุครั้งล่าสุดนี้ เครื่องบินโบอิ้ง 787 ทำการบินมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษครึ่งโดยไม่มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ในช่วงเวลาดังกล่าว ตามข้อมูลของโบอิ้ง โบอิ้ง 787 ได้ให้บริการผู้โดยสารมาแล้วมากกว่าพันล้านคน ปัจจุบันมีเครื่องบินให้บริการทั่วโลกมากกว่า 1,100 ลำ

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานว่า เครื่องบินรุ่นนี้ประสบปัญหาการควบคุมคุณภาพหลายต่อหลายครั้ง

ผู้แจ้งเบาะแสที่ทำงานกับเครื่องบินรุ่นนี้ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตหลายประการ บางคนอ้างว่า มีเครื่องบินที่อาจมีข้อบกพร่องร้ายแรงได้รับอนุญาตให้ใช้งาน แต่บริษัทผู้ผลิตอย่างโบอิ้งปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด

โครงการเครื่องบินความเร็วสูง (Sonic Cruiser) และผลกระทบจากเหตุวินาศกรรม 9/11

เช้าวันหนึ่งในเดือน ธ.ค. ปี 2009 ที่อากาศหนาวเย็น เครื่องบินลำใหม่เอี่ยมลำหนึ่งได้แล่นออกไปบนรันเวย์ที่สนามบินเพนฟิลด์ใกล้กับเมืองซีแอตเทิล ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของฝูงชน เครื่องบินลำนี้ก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ

เที่ยวบินดังกล่าวเป็นผลจากการพัฒนามาเป็นเวลาหลายปี รวมถึงการลงทุนด้วยเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Attendees look on as a Boeing 787 Dreamliner taxies before taking off for its first test flight at Paine Field in Everett, Washington, on 15 December 2009.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฝูงชนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจในระหว่างเที่ยวบินทดสอบครั้งแรกของเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ในปี 2009

เครื่องบินโบอิ้ง 787 ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เมื่อต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นก็กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสายการบินต่าง ๆ โบอิ้งจึงตัดสินใจสร้างเครื่องบินสำหรับบินระยะไกลสำหรับสายการบินเหล่านั้น ซึ่งในขณะนั้นคาดว่าจะสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจการบิน

"ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 โบอิ้งกำลังพัฒนาเครื่องบินที่เรียกว่า Sonic Cruiser (เครื่องบินความเร็วสูง)" เชีย โอคเลย์ นักประวัติศาสตร์การบิน อธิบาย

เครื่องบินความเร็วสูง (Sonic Cruiser) ถูกวางแนวคิดในตอนแรกว่าจะเป็นเครื่องบินที่ใช้วัสดุขั้นสูงและเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 250 คนด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วเสียงเล็กน้อย โดยในช่วงแรก เครื่องบินลำนี้เน้นที่ความเร็วและการลดระยะเวลาการเดินทาง มากกว่าการประหยัดเชื้อเพลิง

"แต่หลังจากนั้น เหตุวินาศกรรม 9/11 ก็สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก" โอคเลย์ กล่าว

"ผู้ประกอบการสายการบินต่าง ๆ เคยบอกกับโบอิ้งว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ คือเครื่องบินที่สามารถทำการบินในระยะไกลที่ประหยัดน้ำมันที่สุดเท่าที่เคยมีการผลิตมา แต่มาในตอนนี้ พวกเขาต้องการเครื่องบินที่มีความสามารถใกล้เคียงกับ Sonic Cruiser แต่ไม่ต้องมีความเร็วสูง"

นี่จึงทำให้บริษัทโบอิ้งตัดสินใจละทิ้งแนวคิดเริ่มต้นและเริ่มทำงานในสิ่งที่กลายมาเป็นเครื่องบินรุ่น 787 และการตัดสินใจเช่นนี้ ก็ช่วยสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ให้กับสายการบินต่าง ๆ ด้วย

แทนที่จะใช้เครื่องบินขนาดใหญ่เพื่อขนส่งผู้คนจำนวนมากระหว่างสนามบินที่เป็น "ศูนย์กลางการบิน" ก่อนที่จะบริการเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ตอนนี้พวกเขาสามารถบินด้วยเครื่องบินขนาดเล็กในเส้นทางตรงระหว่างเมืองเล็ก ๆ ที่มีผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่า ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้

เทียบประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ระหว่างเครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้ของแอร์บัส-โบอิ้ง

ในเวลานั้น บริษัท แอร์บัส คู่แข่งสำคัญของโบอิ้ง ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของยุโรป กำลังใช้แนวทางที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง แอร์บัสกำลังพัฒนาเครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้รุ่น A380 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ออกแบบมาเพื่อขนส่งผู้โดยสารให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เป็นการเฉพาะในเส้นทางที่พลุกพล่านระหว่างสนามบินที่ใหญ่ที่สุดและมีผู้โดยสารพลุกพล่านที่สุดในโลก

เมื่อมองย้อนกลับไป แนวทางของโบอิ้งถือว่าชาญฉลาดกว่ามาก โดยเครื่องบิน A380 ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินที่กินน้ำมันมากได้หยุดผลิตไปในปี 2021 หลังจากผลิตได้เพียง 251 ลำเท่านั้น

ริชาร์ด อาบูลาเฟีย นักวิเคราะห์ด้านการบิน ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของแอโรไดนามิก แอดไวเซอรี (AeroDynamic Advisory) อธิบายว่า "แอร์บัสมองว่า อนาคตสำหรับอุตสาหกรรมการบินคือ สนามบินที่เป็นศูนย์กลางการบินขนาดใหญ่ที่ผู้คนมักจะต้องการเปลี่ยนเครื่องบินที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต (ในเยอรมนี) สนามบินฮีทโธรว์ (ในอังกฤษ) หรือไม่ก็สนามบินนาริตะ (ในญี่ปุ่น) เสมอ"

"โบอิ้งบอกว่า 'ไม่ใช่แบบนั้น' ผู้คนต้องการบินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น' และโบอิ้งก็พูดถูกอย่างยิ่ง" เขาอธิบาย

Airbus workers throw hats in the air in front of the new Airbus A380 superjumbo during its unveiling ceremony

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เครื่องบินแอร์บัส A380 เปิดตัวในปี 2005 แต่ต้องยุติการผลิตในอีก 16 ปีต่อมา

เครื่องบินโบอิ้ง 787 ถือเป็นเครื่องบินที่ล้ำสมัยอย่างแท้จริง และยังเป็นเครื่องบินพาณิชย์ลำแรกที่ถูกสร้างขึ้นจากวัสดุผสม เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ แทนอลูมิเนียม เพื่อทำให้เครื่องบินมีน้ำหนักเบาลง นอกจากนี้ เครื่องบินรุ่นนี้ยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงเพื่อลดแรงต้านอีกด้วย

โบอิ้ง 787 ยังใช้เครื่องยนต์สมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงจากผู้ผลิตรายสำคัญอย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริก (General Electric) และโรลส์รอยซ์ (Rolls Royce) และแทนที่ระบบกลไกและระบบลมหลายระบบด้วยระบบไฟฟ้าที่เบากว่า

โบอิ้งกล่าวว่า ทั้งหมดนี้จะทำให้เครื่องบินมีประสิทธิภาพมากกว่าโบอิ้งรุ่นก่อนอย่าง 767 ถึง 20% นอกจากนี้ เครื่องบินยังมีเสียงที่เงียบกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวัดมลภาวะทางเสียง (noise footprint) ซึ่งการประเมินระดับความดังของเสียงที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง ๆ โดยผู้ผลิตเครื่องบินระบุว่า สามารถทำให้เสียงลดลงถึง 60%

การลงจอดฉุกเฉินและกรณีเกิดเหตุไฟไหม้บนเครื่องบิน

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากเครื่องบินรุ่นนี้เริ่มให้บริการ ก็พบปัญหาใหญ่เกิดขึ้น ในเดือน ม.ค. 2013 มีแบตเตอรีลิเธียมไอออนเกิดไฟลุกไหม้บนเครื่องบินโบอิ้ง 787 ขณะจอดรออยู่ที่ประตูขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติโลแกนในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา แบตเตอรีที่ร้อนเกินไปทำให้เครื่องบินโบอิ้ง 787 อีกลำ ต้องลงจอดฉุกเฉินระหว่างเที่ยวบินภายในประเทศในญี่ปุ่น

เครื่องบินรุ่นดังกล่าวถูกระงับการทำการบินทั่วโลกเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อให้โบอิ้งคิดหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว

John DeLisi, director of the NTSB Office of Aviation Safety, participates in a news conference at NTSB Headquarters to give an update on the investigation into the 7 January fire that occurred on a Japan Airlines Boeing 787

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากเกิดไฟไหม้แบตเตอรีบนเครื่องบินโบอิ้ง 787 ขณะที่จอดรออยู่ที่ประตูขึ้นเครื่องของสนามบินแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ

ตั้งแต่นั้นมา การปฏิบัติการการบินในแต่ละวันก็ดูราบรื่นมากขึ้น แต่การผลิตกลับประสบกับปัญหาอย่างมาก นักวิเคราะห์กล่าวว่า สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากการตัดสินใจของบริษัทโบอิ้งในการจัดตั้งสายการประกอบใหม่สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 787 ในเมืองนอร์ทชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองซีแอตเทิลมากกว่า 2,000 ไมล์ หรือ 3,218 กิโลเมตร

การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่มีอัตราต่ำในภูมิภาคนี้ รวมถึงการสนับสนุนอย่างเอื้อเฟื้อจากรัฐ

"มันมีปัญหาด้านการพัฒนาที่ร้ายแรง" อาบูลาเฟียกล่าวและว่า "มีปัญหาด้านการผลิตที่สำคัญบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสร้างสายการผลิตแห่งแรกของบริษัทโบอิ้งนอกพื้นที่พิวเจต์ซาวด์ (Puget Sound)"

ข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายจากผู้แจ้งเบาะแสภายในองค์กร

ในปี 2019 บริษัทโบอิ้งได้ค้นพบข้อบกพร่องในการผลิตชุดแรกจากข้อบกพร่องทั้งหมดหลายชุดที่ส่งผลต่อการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องบิน เมื่อพบปัญหามากขึ้น บริษัทจึงขยายขอบเขตการสืบสวนและพบปัญหาอื่น ๆ เพิ่มเติม

การส่งมอบเครื่องบินหยุดชะงักอย่างหนักและหยุดชะงักโดยสิ้นเชิงระหว่างเดือน พ.ค. 2021 ถึง ก.ค. 2022 ก่อนที่จะหยุดอีกครั้งในปีถัดมา

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาที่อาจสร้างความเสียหายมากที่สุดเกี่ยวกับโครงการเครื่องบินรุ่น 787 กลับมาจากพนักงานปัจจุบันและอดีตของบริษัทเอง

หนึ่งในข้อกล่าวหาที่โด่งดังที่สุดก็คือ จอห์น บาร์เนตต์ อดีตผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเครื่องบิน 787 ในรัฐเซาท์แคโรไลนา เขาอ้างว่า แรงกดดันในการผลิตเครื่องบินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั้นเป็นต้นเหตุแห่งการบั่นทอนความปลอดภัยอย่างร้ายแรง

Supporters of the late Boeing whistleblower, John Barnett, protest as Boeing CEO Kelly Ortberg testifies before a Senate Committee on Capitol Hill in Washington DC on 2 April 2025.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, จอห์น บาร์เน็ตต์ อดีตผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 787 ในเซาท์แคโรไลนา ได้กล่าวหาบริษัทโบอิ้งในประเด็นต่าง ๆ

ในปี 2019 เขากล่าวกับบีบีซีว่า คนงานในโรงงานไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เข้มงวดซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามส่วนประกอบต่าง ๆ ตลอดการผลิตในโรงงาน โดยความล้มเหลวในการปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวอาจทำให้ชิ้นส่วนที่มีข้อบกพร่องหลุดรอดหรือสูญหายจากการตรวจติดตาม ในบางกรณี เขากล่าวว่าคนงานยังจงใจนำชิ้นส่วนที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งนำมาจากถังขยะติดตั้งใส่ไปในเครื่องบินเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในสายการผลิต

เขายังยืนยันว่ามีการใช้วัสดุยึดที่มีข้อบกพร่องในการติดตั้งชั้นต่าง ๆ ของเครื่องบิน การขันสกรูยึดระหว่างชิ้นส่วนทำให้เกิดเศษโลหะที่คมกริบ ซึ่งในบางกรณีพบเห็นอยู่ใต้ชั้นเครื่องบินในบริเวณที่มีสายไฟจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ คำกล่าวอ้างของเขาถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ คือ องค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟเอเอ (Federal Aviation Administration – FAA) ซึ่งให้การสนับสนุนคำกล่าวอ้างดังกล่าวบางส่วน หลังจากทำการสืบสวนแล้ว เอฟเอเอได้สรุปว่ามีชิ้นส่วน "ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน" อย่างน้อย 53 ชิ้นสูญหายไปจากโรงงาน

การตรวจสอบโดย เอฟเอเอยังยืนยันด้วยว่า มีเศษโลหะอยู่ใต้พื้นของเครื่องบินหลายลำ

ด้านบริษัทโบอิ้งระบุว่า คณะกรรมการของบริษัทได้วิเคราะห์ปัญหาแล้วและตัดสินใจว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้ "ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน" แม้ว่าการแก้ไขจะได้รับการออกแบบใหม่ในภายหลังก็ตาม บริษัทกล่าวในภายหลังว่า "ได้แก้ไขปัญหาการตรวจสอบย้อนกลับชิ้นส่วนของเอฟเอเอจนเสร็จสิ้นแล้ว และได้ดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำอีก"

"เป็นเรื่องของเวลาก่อนที่จะเกิดเรื่องใหญ่"

บาร์เนตต์เคยกล่าวว่า เขายังคงกังวลว่าเครื่องบินที่เริ่มให้บริการแล้วอาจมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรงพอที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

"ผมเชื่อว่ามันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นก่อนที่เรื่องใหญ่จะเกิดขึ้นกับเครื่องบินโบอิ้ง 787" เขากล่าวกับบีบีซีในปี 2019 และว่า "ผมภาวนาว่า ผมคงคิดผิด"

ในช่วงต้นปี 2024 บาร์เนตต์ตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง ในเวลานั้นเขาให้การเป็นพยานในคดีที่ผู้แจ้งเบาะแสฟ้องร้องบริษัทมาเป็นเวลานาน ซึ่งเขาให้การว่าบริษัทได้ตามเล่นงานเขาจากที่เขากล่าวหาโบอิ้ง ทว่าโบอิ้งปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

สิ่งที่เขากล่าวอ้างส่วนใหญ่สะท้อนถึงข้อกล่าวหาที่ ซินเทีย คิทเชนส์ อดีตผู้จัดการด้านคุณภาพอีกคนหนึ่งของโรงงานได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

ในปี 2011 เธอได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับชิ้นส่วนที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งถูกนำออกจากถังเก็บกักชิ้นส่วนโดยเจตนาและติดตั้งเข้าไปกับเครื่องบิน เพื่อพยายามให้สายการผลิตดำเนินต่อไปได้

คิทเชนส์ ซึ่งลาออกจากโบอิ้งในปี 2016 อ้างอีกว่าพนักงานได้รับแจ้งให้มองข้ามงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และกล่าวว่าสายไฟชำรุดซึ่งมีเศษโลหะอยู่ภายในสารเคลือบนั้นถูกติดตั้งบนเครื่องบินโดยตั้งใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้

บริษัทโบอิ้งไม่ได้ตอบชี้แจงต่อข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการเฉพาะ แต่ระบุว่า คิทเชนส์ลาออกในปี 2016 "หลังจากได้รับแจ้งว่าเธอกำลังถูกจัดให้อยู่ในแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน" โบอิ้งระบุว่าต่อมา เธอได้ยื่นฟ้องโบอิ้ง "โดยกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติและเกิดการตอบโต้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาคุณภาพใด ๆ" ซึ่งคดีนี้ถูกยกฟ้องไปแล้ว

A Boeing 787 Dreamliner is seen in the sky over the Netherlands.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โบอิ้งตั้งเป้าที่จะทำให้เครื่องบินโบอิ้ง 787 มีเสียงเงียบลงอย่างเห็นได้ชัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่างเครื่องบินโบอิ้ง 767

ล่าสุด ผู้แจ้งเบาะแสรายที่ 3 กลายเป็นข่าวพาดหัวในสื่อเมื่อเขาให้การเป็นพยานต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาเมื่อปี 2024

ผู้แจ้งเบาะแสคนดังกล่าวคือ แซม ซาเลห์ปัวร์ พนักงานปัจจุบันของบริษัทโบอิ้ง ซึ่งเขาได้บอกกับสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าเขาออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เพราะเห็นปัญหาด้านความปลอดภัย

"ปัญหาความปลอดภัยที่ผมสังเกตเห็นในโบอิ้ง หากไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลให้เกิดความล้มเหลวอย่างร้ายแรงกับเครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน" เขาอธิบาย

วิศวกรด้านคุณภาพรายนี้อ้างว่า ระหว่างที่ทำงานกับเครื่องบินโบอิ้ง 787 เมื่อปลายปี 2020 เขาเห็นบริษัทนำวิธีลัดมาใช้ในกระบวนการประกอบเพื่อเร่งการผลิตและส่งมอบเครื่องบินลำดังกล่าว เขากล่าวว่า "สิ่งนี้ทำให้มีชิ้นส่วนที่อาจมีข้อบกพร่องและการติดตั้งที่มีข้อบกพร่องในฝูงบินของเครื่องบินโบอิ้ง 787"

เขายังสังเกตด้วยว่า ในเครื่องบินส่วนใหญ่ที่เขาตรวจสอบ พบว่ามีช่องว่างเล็ก ๆ ในข้อต่อระหว่างส่วนต่าง ๆ ของลำตัวเครื่องบินที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม เขากล่าวเพิ่มเติมว่า นั่นหมายความว่าข้อต่อเหล่านั้นจะเสี่ยงทำให้ "วัสดุเกิดความล้าก่อนเวลาอันควรและเสียหายในที่สุด" และก่อให้เกิด "สภาวะที่ไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบิน" ซึ่งอาจส่งผล "ร้ายแรง" ได้

เขายังชี้ด้วยว่า เครื่องบินมากกว่า 1,000 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนใหญ่ของโบอิ้ง 787 อาจได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม โบอิ้งยืนกรานว่า "ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของโครงสร้างเครื่องบินโบอิ้ง 787 นั้นไม่ถูกต้อง" โดยระบุว่า "ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา การวิเคราะห์นี้พิสูจน์แล้วว่าเครื่องบินจะคงความทนทานและอายุการใช้งานได้หลายทศวรรษ และปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาความปลอดภัยใด ๆ"

"ปัญหาใหญ่ ๆ คงจะปรากฏขึ้น"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโบอิ้งต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรและมาตรฐานการผลิต หลังจากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง 2 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 แม็กซ์ ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นที่ขายดี และเหตุการณ์ร้ายแรงอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว โบอิ้งถูกกล่าวหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า แสวงหากำไรมากกว่าความปลอดภัยของผู้โดยสาร

มีการรับรู้ว่าเคลลี ออร์ตเบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งร่วมงานกับบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ทำงานอย่างหนักเพื่อกอบกู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยกเครื่องกระบวนการภายในและทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในแผนการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยที่ครอบคลุม

ทว่า เครื่องบินโบอิ้ง 787 ได้รับผลกระทบจากความล้มเหลวในอดีตหรือไม่ และนี่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องหรือไม่

A firefighter stands next to the crashed Air India Boeing 787-8 Dreamliner aircraft, in Ahmedabad, India, on 13 June 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เพราะเหตุใดเครื่องบินของสายการบินแอร์อินเดียถึงประสบอุบัติเหตุหลังจากทะยานขึ้นท้องฟ้าได้ไม่ถึง 30 วินาที

ริชาร์ด อาบูลาเฟีย ไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

"คุณรู้ไหมว่า เป็นเวลา 16 ปีแล้วที่เครื่องบินรุ่นดังกล่าวได้ทำการบินมา มีเครื่องบินรุ่นนี้ราว 1,200 ลำ และขนส่งผู้โดยสารมาแล้วมากกว่าพันล้านคน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลยจนถึงตอนนี้" เขากล่าว "มันเป็นสถิติความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยม"

เขาคิดว่าปัญหาสำคัญใด ๆ ก็ตามคงจะชัดเจนอยู่แล้ว

"ผมคิดว่าปัญหาการผลิตเป็นเพียงข้อกังวลในระยะสั้นเท่านั้น" เขากล่าว "ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 787 อย่างเข้มงวดมากขึ้น

"สำหรับเครื่องบินรุ่นเก่า ผมคิดว่าปัญหาที่ร้ายแรงใด ๆ ก็ตาม คงปรากฏให้เห็นแล้ว"

สำหรับเครื่องบินของสายการบินแอร์อินเดียที่ตกในเมืองอาห์เมดาบัดมีอายุการใช้งานมากกว่า 11 ปี โดยทำการบินครั้งแรกในปี 2013

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางการบิน (Foundation for Aviation Safety) ซึ่งเป็นองค์กรในสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งโดยเอ็ด เพียร์สัน อดีตผู้แจ้งเบาะแสของบริษัทโบอิ้ง ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์บริษัทฯ อย่างรุนแรงมาก่อน กล่าวว่า มีความกังวลเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิ้ง 787 ก่อนที่จะเกิดเหตุเครื่องบินตกเมื่อเร็ว ๆ นี้

"ใช่แล้ว อาจเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย" เพียร์สันกล่าวอ้าง "เราติดตามรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราติดตามเอกสารด้านกฎระเบียบ มี คําสั่งความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness Directives) ออกมาซึ่งอธิบายถึงปัญหาต่าง ๆ มากมาย และมันก็ยังคงทำให้คุณต้องสงสัยอยู่"

Supporters and members of the Indian National Congress Party protest against the Indian government over an Air India plane crash on 16 June 2025.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้คนกำลังรอคอยคำตอบหลังจากโศกนาฏกรรมของแอร์อินเดียซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 270 รายเมื่อต้นเดือน มิ.ย. 2025

เขาโต้แย้งว่า ปัญหาหนึ่งก็คือ น้ำอาจรั่วจากก๊อกน้ำในห้องน้ำเข้าไปในช่องเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้า เมื่อปีที่แล้วเอฟเอเอได้สั่งให้สายการบินดำเนินการตรวจสอบเป็นประจำ หลังจากมีรายงานการรั่วไหลดังกล่าวยังคงตรวจไม่พบในเครื่องบินโบอิ้ง 787 บางรุ่น

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าสาเหตุของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นล่าสุดยังไม่ทราบแน่ชัด และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการสอบสวนอย่างรวดเร็ว เพื่อที่ปัญหาใด ๆ ไม่ว่าจะเกิดจากเครื่องบิน สายการบิน หรือที่อื่น ๆ จะสามารถคลี่คลายได้

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้สถิติบันทึกความปลอดภัยของเครื่องบินโบอิ้ง 787 ยังคงแข็งแกร่ง

"เราไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินของแอร์อินเดียตก" สก็อตต์ แฮมิลตัน กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษาการบินลีแฮม คอมปานี (Leeham Company) กล่าว

"แต่จากสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับเครื่องบินลำนี้ ผมไม่ลังเลที่จะขึ้นเครื่องบินโบอิ้ง 787 เลย"