กำไร 80,000 ล้านบาท จากเงินทุน 2.85 ล้านล้าน ผลตอบแทนกองทุนประกันสังคม ดีพอแล้วหรือยัง

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การบริหารกองทุนมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาทของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนหลายล้านคน เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามในช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูง ซึ่งใช้เป็นฐานการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ใหม่ เริ่มมีผลบังคับใช้ นั่นหมายความว่าผู้ประกันตนต้องจ่ายค่าประกันสังคมรายเดือนเพิ่มขึ้น สูงสุดเป็นเงิน 875 บาท/เดือน จนถึงปี 2571 ก่อนจะมีการปรับเงินสมทบเพิ่มอีก

ปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคมตั้งแต่กรณีแอปพลิเคชัน SSO Plus ใช้งานไม่ได้ต่อเนื่องหลายวันจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตน การร่างระเบียบการเลือกบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่ที่ลดสิทธิของผู้ประกันตนให้มีสิทธิเลือกผู้แทนเหลือเพียง 1 คน จาก 7 คน ไปจนถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องการใช้เงินจากกองทุนประกันสังคม มาสร้างศูนย์อาหาร ภายในกระทรวงแรงงาน และการวิพากษ์วิจารณ์การเดินทางไปดูงานของคณะผู้บริหารประกันสังคม ด้วยการโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่ง

ท่ามกลางการโจมตีสารพัดเรื่องการบริหารเงินกองทุนของผู้ประกันตนอย่างไม่เหมาะสม สำนักงานประกันสังคม ได้เปิดเผยเมื่อ 22 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า "สถานะกองทุนปี 68 แข็งแกร่ง" โดยมีข้อมูลระบุดังต่อไปนี้

สถานะการเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม พบว่า มีเงินลงทุนสะสม 2.85 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขนี้เกิดจาก 1. เงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล จำนวน 1.72 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาตั้งแต่จัดตั้งกองทุนประกันสังคมในปี 2533 และ 2. ผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนอีก 1.13 ล้านล้านบาท

สปส. ยังเปิดเผยต่ออีกว่า ตั้งแต่ ม.ค. - ธ.ค. 2568 สำนักงานฯ สามารถบริหารจัดการกองทุนจนสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน โดยเป็นผลมาจากการจัดกลยุทธ์การลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพกองทุน เพื่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวเป็นลำดับแรก โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53%

"จากรายงาน ณ สิ้นปี 2568 นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ากองทุนที่สำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่มีเสถียรภาพสูง ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ/ประกาศ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและรัดกุม เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน กลับคืนมาเป็นสวัสดิการที่มั่นคงให้กับผู้ประกันตนทุกคน" นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. กล่าว

ในบทความนี้ บีบีซีไทยชวนผู้อ่านสำรวจว่าการบริหารกองทุนประกันสังคมที่กุมเงินผู้ประกันตนไว้เกือบ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมีตัวเลขกำไรอยู่ที่ 80,000 ล้านบาทในปี 68 ถือเป็นผลการดำเนินการลงทุนที่ดีแล้วหรือไม่ และอัตราการเติบโต 6.1% ของพอร์ตการลงทุนที่ สปส. อ้าง เป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแค่ไหน

กำไร 80,000 ล้านบาท คำนวณจากอะไร

หากจะตอบคำถามว่าการบริการกองทุนของ สปส. นับว่าดีแล้วหรือไม่ เราต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเลข 80,000 ล้านบาท ที่ สปส. หยิบยกมานั้น คือตัวเลขอะไร รวมถึงตัวเลข 6.1% ที่ถูกอ้างถึงคำนวณมาจากอะไร

ตามแถลงการณ์จากเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า "...ในปี 2568 [กองทุนประกันสังคม]สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน"

ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ในฐานะนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาอันดับแรกคือไม่ทราบว่าตัวเลขที่ สปส. กล่าวอ้างมีที่มาจากอะไร

ดร.นงนุช อธิบายว่า สมมติว่าเราต้องการคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เราจะใช้ "เงินลงทุนทั้งหมดที่เราใส่เข้าไป" เป็นฐาน แล้วนำ "กำไรหรือส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน" มาเป็นตัวตั้ง จากนั้นจึงนำกำไรนั้นไปหารด้วยเงินลงทุนทั้งหมด ก็จะได้อัตราผลตอบแทนออกมา

"บอกตรง ๆ ว่าตัวเลข 6.1% พยายามคิดแล้วไม่รู้มาจากไหน เขาควรต้องโชว์ให้เห็นว่า เขาคิดมาจากตัวเลขอะไรถ้ามันจะโปร่งใสชัดเจนจริง" ดร.นงนุช กล่าว

ผู้บริหารด้านความเสี่ยงองค์กรรายนี้ยังลองประเมินให้ดูว่า หากเอาตัวเลขที่งอกเงยออกมา 80,000 ล้านบาท ตามที่ สปส. ระบุ มาหารด้วย 2.85 ล้านล้านบาท อัตราการเติบโต "ก็จะอยู่ที่ 2% กว่า ๆ" เท่านั้น

เกี่ยวกับการประเมินนี้ ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม และอดีตกรรมการบริหารการลงทุน กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคารโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) อธิบายกับบีบีซีไทยว่า หากคำนวณกันตามหลักคณิตศาสตร์จริง ๆ การที่บอกว่ากองทุนฯ เติบโตราว ๆ 6.1% นั่นหมายความว่า จะต้องได้ผลตอบแทนราว 1.77 แสนล้านบาท หรือแปลว่า 80,000 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของ 1.77 แสนล้านบาทเท่านั้น

แต่ที่ผ่านมา สปส. มักใช้ตัวเลขผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว (realised profit) "ซึ่งไม่สอดคล้องกับการแสดงผลในรูปแบบที่นักลงทุนทั่วไปคุ้นชินกัน" จึงทำให้ผู้คนเกิดความสับสนได้

ภัณฑิรา อธิบายต่อว่า ตัวเลขที่หายไปจากก้อนรวม 1.77 แสนล้านบาท ที่เธอลองประเมินข้างต้นนั้น"มันก็จะไปนับรวมอยู่ที่ mark to market (การตีมูลค่าตามราคาตลาด) และ unrealised gain หรือ loss (ผลกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง)"

บีบีซีไทยถามต่อว่า เหตุใด สปส. จึงเลือกที่จะแสดงตัวเลขเช่นนี้แทนที่จะแสดงตัวเลขรวมแบบที่กองทุนอื่น ๆ อาทิ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ (Government Pension Fund Global) หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น (Government Pension Investment Fund) ทำ

ภัณฑิรา ซึ่งนั่งเป็นที่ปรึกษาการลงทุนให้กับกองทุนประกันสังคมมาเป็นเวลา 20 เดือน อธิบายว่า ส่วนที่เป็นผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว ประกอบไปด้วย ดอกเบี้ย คูปองจากพันธบัตร หรือผลกำไร/ขาดทุนจาก position (สินทรัพย์/สถานะที่ถืออยู่) ที่ขายจริงหรือตัดขาดทุนจริงไปแล้ว ขณะที่ผลตอบแทนที่ยังไม่รับรู้ (unrealised gain/loss) นั้น อาจประกอบไปด้วยกรณีอย่างการซื้อตึกสกายไนน์ เซ็นเตอร์ (SKYY9 Centre) เป็นต้น

เธออธิบายว่า คำว่า 'mark to market' ก็คือมูลค่าที่ตลาดให้ต่อสินทรัพย์นั้น ณ เวลานั้น ๆ เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่าราคาสามารถขึ้นและลงได้ เมื่อนำมาจับกับกรณีอย่างตึกสกายไนน์ เซ็นเตอร์ ที่ สปส. เข้าไปลงทุนซื้อนั้น จึงอธิบายได้ว่า "เราซื้อมาต้นทุนที่ 7,000 ล้านบาท แต่ต้นทุนควรจะไม่เกิน 3,000-4,000 ล้านบาท แปลว่ามันเกิด mark to market loss ไปประมาณเกือบครึ่งนึง เพราะฉะนั้นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value) หรือ NAV ปัจจุบันมันก็ควรจะเป็นมูลค่าที่เรานับเข้ามาในพอร์ตการลงทุน แต่ตัวเลข 80,000 ล้านนั้นยังไม่นับสิ่งนี้"

เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า การไม่นับกรณีอย่างตึกสกายไนน์ถือว่าแปลกมาก เพราะ "มันทำให้เราอาจจะมีความกังวลใจว่าแล้วตัวเลขที่บอกว่าบวก 6.1% มันมีกรณีแฝงเหมือนอย่างตึกสกายไนน์อีกมากน้อยแค่ไหน" ภัณฑิรา กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมเติบโตเท่าไหร่กันแน่

หากกลับไปดูเอกสารของกองทุนประกันสังคมย้อนหลังจะพบว่า เราไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ได้ว่า แต่ละปีกองทุนประกันสังคมได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซนต์กันแน่

ในเอกสาร รายงานสถานะการบริหารเงินลงทุนกองทุนประกันสังคม ณ 31 ธ.ค. 2567 ทำให้เราทราบว่า นับตั้งแต่ปี 2558 - 2567 ขนาดของกองทุนซึ่งคำนวณจากยอดเงินสมทบสะสม และผลประโยชน์สะสมจากการลงทุน โตราว ๆ 7-8% ต่อปี ทว่าตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนว่าผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่เท่าไหร่

บีบีซีไทยถามภัณฑิราซึ่งเป็นที่ปรึกษาการลงทุนของกองทุนประกันสังคมว่า เช่นนั้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนต่อปีของกองทุนฯ คือเท่าไหร่กันแน่

ภัณฑิราตอบว่า เธอสามารถบอกได้แค่ตัวเลขสองปีล่าสุดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอดำรงตำแหน่งอยู่ในกองทุนประกันสังคม คือ 5.3% สำหรับปี 2567 และตัวเลขล่าสุดที่ 6.1% ในปี 2568 ส่วนตัวเลขของปีอื่น ๆ นั้น เธอระบุว่า "ตลอดทุกการประชุมในรอบ 20 เดือนที่ผ่านมา เราไม่สามารถได้ตัวเลขนี้มา"

อย่างไรก็ดี เธอบอกว่าเมื่อลองคำนวณรวม ๆ ดูแล้ว จะพบว่าค่าเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่หลักเลขตัวเดียวต้น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับการคำนวณจาก ดร.นงนุช เช่นเดียวกัน

บีบีซีไทยยังพบว่า ในปี 2567 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างอิงข้อมูลจากนักวิเคราะห์อิสระว่า กองทุนประกันสังคมของไทยได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 2.7%

ขณะที่การศึกษาในปี 2566 โดยสถาบันไม่แสวงหากำไร Thinking Ahead Institute ซึ่งวิเคราะห์สินทรัพย์กองทุนบำนาญใน 22 ตลาดหลักทั่วโลก พบว่า กองทุนบำนาญที่มีพอร์ตการลงทุนซึ่งประกอบด้วยหุ้นทั่วโลก 60% และพันธบัตรทั่วโลก 40% ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 7.7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ผลตอบแทนที่ผ่านมาดีพอแล้วหรือไม่

หากประเมินจากข้อมูลที่พอมีอยู่และอนุมานว่าอัตราผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่เลขหลักเดียวต้น ๆ ดร.นงนุช ชี้ว่า ผลตอบแทนที่หลัก 2-3% นับว่าพอได้ เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อไม่สูงมากนัก และต้องไม่ลืมว่าเป้าประสงค์ของกองทุนประกันสังคมคือการเป็น "Safety Net" หรือ ตาข่ายรองรับความเสี่ยงของผู้ประกันตน

"เราไม่ได้ต้องการเสี่ยงเพื่อให้ผลตอบแทนมันเยอะ… เราใส่ไป 100 เราอยากได้ 100 หรือ 101 เราไม่ได้อยากได้ 97" เธอเปรียบเทียบ พร้อมเสริมว่า แท้จริงแล้วกองทุนประกันสังคมอาจไม่ต้องมีผลตอบแทนในระดับที่ดีกว่าตลาดก็ได้ เพราะต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่มากับกองทุนแบบประกันสังคมด้วย แทนที่จะดูเป็นตัวเลขกำไรอย่างเดียว

อย่างไรก็ดี การที่เธอบอกว่ากองทุนอาจไม่จำเป็นต้องเน้นการลงทุนเพื่อไล่ล่าผลตอบแทนระดับสูง ไม่ได้หมายความว่าเธอเห็นด้วยกับการที่กองทุนประกันสังคมนำเงินสำหรับการลงทุนไปใช้เพื่อกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ การอบรมดูงานต่างประเทศ หรือการสร้างตึกที่ไม่จำเป็น

นักเศรษฐศาสตร์อีกคนที่ออกมาให้ความเห็นเรื่องนี้คือ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ซึ่งโพสต์ไว้ในบัญชีเฟซบุ๊กของตนเองเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2569 โดยชี้ว่า หากนำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ของกองทุนระดับโลกมาเทียบกัน ซึ่งเขาไปยกตัวอย่าง อาทิ 1. กองทุนสะสมถาวร (Endowment Fund) ของมหาวิทยาลัยเยลหรือฮาร์วาร์ด ซึ่งมีผลตอบแทนราว 9.2% - 9.5% 2. กองทุนบำเหน็จบำนาญแคนาดา ที่มีผลตอบแทน 9.2% 3. กองทุนบำนาญครูออนตาริโอ ที่มีผลตอบแทน 7.3% หรือ 4. กองทุนบำนาญแห่งชาติเกาหลีใต้ ที่มีผลตอบแทนราว 5.8% เทียบกับกองทุนประกันสังคมของไทยที่มีผลตอบแทนที่เขาอ้างอิงที่ตัวเลข 3.5% หลายคนก็อาจกังขาว่าทำไมกองทุนประกันสังคมของไทยจึงมีผลตอบแทนน้อยกว่าเพื่อนมาก

คำอธิบายของเขาคล้ายคลึงกับของ ดร.นงนุช ที่ชี้ว่ากองทุนประกันสังคมยืนอยู่บนนโยบายการลงทุนที่เรียกว่า Strategic Asset Allocation หรือ SAA และกรอบความเสี่ยงของการลงทุน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาว่ากองทุนประกันสังคมจะลงทุนได้เสี่ยงแค่ไหนอย่างไร และเพราะข้อจำกัดนี้ ก็อาจทำให้เงื่อนไขของกองทุนฯ ไม่อนุญาตให้เกิดการสร้างผลตอบแทนได้เท่ากับกองทุนอื่น ๆ ตั้งแต่แรก

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้คำจำกัดความการจัดการทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Asset Allocation (SAA) ว่าเป็นการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์การเงิน เพื่อเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว โดยจะพิจารณาว่า การลงทุนนี้รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ต้องมีสภาพคล่องเท่าไหร่ และผลตอบแทนที่คาดหวังคือประมาณไหน จากนั้นผู้จัดการการลงทุนก็จะมาประเมินว่าด้วยเงื่อนไขที่เป็นอยู่นั้น จะลงทุนในหุ้น พันธบัตร ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วนเท่าไหร่

ดร.พิพัฒน์ เขียนเพิ่มไว้ว่า "แต่ละกองทุนมีโจทย์ต่างกัน ประกันสังคมไทยถูกตั้งกฎเหล็กว่าต้อง 'เน้นความปลอดภัย' ทำให้เราลงสินทรัพย์มั่นคง (เช่น พันธบัตร) สูงถึง 70-80% ความจริงคือปีที่หุ้นทั่วโลกบวกกระฉูด กองทุนเราอาจจะดู 'ขี้เหร่' เพราะมีหุ้นน้อย แต่ปีที่หุ้นตกหนัก กองทุนเราอาจจะ 'หล่อ' เพราะติดลบน้อยกว่าชาวบ้านก็ได้"

ทว่าเขาก็ยังย้ำว่ามีจุดที่วิจารณ์ได้ คือต้องอย่าดูแค่ว่า "ปีนี้เท่าไหร่ แต่ต้องดูยาว ๆ และเทียบกับผลตอบแทน benchmark (ตัวเทียบ) ของตัวเอง ถ้า benchmark บอกควรได้ 4% แต่เราทำได้ 2% อันนี้แหละที่ต้องด่าของจริง"

ในประเด็นนี้ ภัณฑิราเสริมกับบีบีซีไทยว่า นับตั้งแต่ตอนที่ทีมบอร์ดบริหารที่เธอเป็นส่วนหนึ่งเข้าไปนั่งดำเนินการ ก็เริ่มจัดการกับประเด็น SAA โดยทันที เพราะทีมเห็นว่าการกำหนดให้ SAA รองรับความเสี่ยงได้น้อยจนเกินไป จะกลายมาเป็นปัญหาทำร้ายกองทุนฯ ในที่สุด

เธออธิบายว่าบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เข้าไปปรับเปลี่ยน SAA ฉบับใหม่ ให้เข้ากับผลตอบแทนที่คาดหวัง และให้มีหน้าตาคล้ายกับพอร์ตการลงทุนของกองทุนระดับโลกมากขึ้น

"แผนการลงทุนที่เสี่ยงต่ำมาก ไม่ใช่แผนการลงทุนที่ดีที่สุดในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกองทุนบำนาญ เพราะเป็นการเพิ่มอัตราเร่งให้กองทุนอายุสั้นลง" ภัณฑิรา กล่าว

ควรนำกองทุนประกันสังคมออกมาบริหารนอกระบบราชการหรือไม่

สำหรับภัณฑิรา ผู้เคยบริหารการลงทุนให้กับกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูงของธนาคารโกลด์แมนแซคส์ ก่อนเข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษาอยู่กับประกันสังคมตลอดช่วง 20 เดือนที่ผ่านมา เธอเปิดใจว่าจริงอยู่ที่สำนักงานแห่งนี้มีปัญหาอยู่มากมาย แต่ "ไม่ใช่ว่าทุกอย่างแย่หมด" และที่จริงก็มีทางออกเพื่อให้ประกันสังคมทั้งไม่ล้มละลาย และเข้าใกล้ศักยภาพที่ควรจะเป็นมากกว่าเดิม

เธอประเมินว่า ถ้าดูจากศักยภาพที่กองทุนประกันสังคมควรไปถึง ในระดับ 6-8% ในทิศทางเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลก "ทุก ๆ วันที่เราเสียเวลากับการไปไม่ถึงตรงนั้น มันมีมูลค่าที่อาจสูงถึง 300 ล้านบาทต่อวัน"

"เพราะฉะนั้น ขนาดของความเสียหายที่มันเกิดจากการที่เราไปไม่ถึง มันแพงยิ่งกว่าตึกสกายไนน์ มันแพงยิ่งกว่าปฏิทิน" ภัณฑิรา กล่าว

เมื่อถามต่อว่า เช่นนั้นในมุมมองของเธอต้องทำอย่างไรจึงจะพากองทุนประกันสังคมที่กุมเงินเกือบ 3 ล้านล้านบาท ไปให้ถึงศักยภาพที่ควรจะเป็นได้

ภัณฑิราตอบว่าประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมาของเธอพิสูจน์แล้วว่าการจะขยับอะไรมากกว่านี้จำเป็นต้องเอากองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน เธอเสนอว่ากองทุนประกันสังคมอาจถูกนำออกมาบริหารแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่เป็นองค์กรตามกฎหมายเฉพาะได้

ภัณฑิรา แสดงความเห็นว่าอุปสรรคอันดับหนึ่งคือเรื่องโครงสร้างของความเป็นราชการแบบไทย ๆ เธอยกตัวอย่างว่า มีการประชุมเรื่องการลงทุนที่มีเอกสารอย่างน้อย 100 หน้า แต่ได้รับการนำส่งก่อนเข้าประชุมเพียงหนึ่งชั่วโมง จึงทำให้ไม่สามารถอนุมัติการลงทุนต่าง ๆ ได้ภายในการประชุมนัดนั้น

"เราจะก้าวข้ามอุปสรรคแบบนี้ไม่ได้ ถ้ามันยังอยู่ในระบบเดิม แต่การที่เอาออกมาจากราชการ มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างได้ 100% แต่มันเป็นก้าวแรก ที่พอมันอยู่นอกระบบราชการแล้ว องค์กรมันจะตรวจสอบได้เข้มข้นกว่าเดิม" เธอกล่าว

ภัณฑิราเสริมว่า ที่ผ่านมาเมื่อกองทุนประกันสังคมอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน จึงไม่มีใครเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนต่าง ๆ ที่แท้จริง เพราะมีระบบเรื่องวาระตำแหน่งต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

ด้าน ดร.นงนุช ให้ความเห็นว่า เธอไม่เห็นด้วยกับการเอากองทุนประกันสังคมออกไปเป็นองค์กรอิสระแบบเต็มตัว แต่เสนอว่าการทำให้กองทุนประกันสังคมเป็นหน่วยงานที่แยกจากกระทรวงแรงงาน แต่มีการบริหารร่วมกัน และต้องมีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารกองทุนขนาดใหญ่นั่งอยู่ด้วย อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

"หากกองทุนประกันสังคมเป็นอิสระจากรัฐเลย ต้องถามว่า งั้นถ้าองค์กรอิสระนั้นบริหารผิดพลาด ขาดทุนหรือไม่สามารถจ่ายให้ผู้ประกันตน เหมือนบริษัทประกันที่ล้ม ๆ ไป เหล่าเจ้าของเงินจะไปเรียกร้องจากใคร เงินที่จะได้คืนจากบริษัทล้มมักน้อยกว่าเงินที่ใส่เข้าไป เพราะมันขาดทุนไปแล้ว ถึงจะล้ม คงไม่มีใครอยากเสียเงินของตัวเอง" ดร.นงนุช ซึ่งเป็นผู้บริหารด้านความเสี่ยงของธนาคารซีไอเอ็มบี กล่าว

ข้อถกเถียงแทบทั้งหมดของการบริหารการลงทุนกองทุนประกันสังคมมักยืนอยู่บนแนวคิดว่าในท้ายที่สุดกองทุนแห่งนี้อาจล้มละลายลงได้ ซึ่งมาจากการประเมินขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่คาดการณ์ว่า ในปี 2597 เงินสำรองของกองทุนฯ จะหมดลง หรือ "ล้มละลาย"

สำหรับภัณฑิรา แนวทางที่เสนอให้นำกองทุนออกมาบริหารนอกระบบราชการจะช่วยให้กองทุนมีศักยภาพในการนำเม็ดเงินจากผลตอบแทนที่เต็มศักยภาพมาเป็นตัวขยายชีวิตของกองทุนฯ นี้ต่อไป ซึ่งสามารถทำไปพร้อม ๆ กับมาตรการอื่น ๆ ได้

ขณะที่ ดร.นงนุช เสนอว่า สิ่งที่สำนักงานประกันสังคมทำได้ แทนที่จะเป็นการขึ้นเงินสมทบจากผู้ประกันตนคือการเพิ่มอายุเกษียณอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

"มันควรจะเพิ่มอายุเกษียณได้แล้ว เพราะว่าอายุขัยของคนมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่เหมือน 30 ปีที่แล้ว โรงพยาบาลหรือการรักษาพยาบาลอะไรมันก็ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ เพราะฉะนั้น ในแต่ละประเทศเขาก็ค่อย ๆ ขยับอายุเกษียณแล้ว แต่เราไม่ขยับอายุ เราไปเพิ่มเงินสบทบแทน" ซึ่งเธอวิจารณ์ว่าเป็นการไปเพิ่มภาระให้กับผู้ประกันตน

"คนที่เขาไม่มีจะกินอยู่แล้ว เพราะ125 บาทมันก็ข้าวเขา 2 มื้อ 3 มื้อแล้วนะ" ดร.นงนุช กล่าว