รู้จัก ซิเลีย ฟลอเรซ ภริยามาดูโร อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งผู้ทรงอำนาจแห่งเวเนซุเอลา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ซิเลีย ฟลอเรซ เป็นยิ่งกว่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเวเนซุเอลามาเป็นเวลานานแล้ว
ภริยาของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร เป็นหนึ่งในหญิงผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในรัฐบาลเวเนซุเอลา และผู้สนับสนุนมักกล่าวถึงเธอว่าเป็น "นักรบหมายเลขหนึ่ง" (first warrior)
ซิเลีย ฟลอเรซ เกิดในปี 1956 เธอก่อร่างเส้นทางการเมืองของตัวเธอเองคู่ขนานเคียงข้างไปกับเส้นทางของผู้เป็นสามี และบางครั้งก็ดำรงตำแหน่งที่สูงกว่าเขาด้วย
สตรีหมายเลขหนึ่งคนนี้มีบทบาทอย่างแข็งขันในการกำหนดทิศทางทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาดูโรก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2013
เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา เธอและสามีถูกควบคุมตัวในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา และกำลังเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธในศาลของนครนิวยอร์ก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทั้งฟลอเรซและมาดูโรก้าวขึ้นสู่อำนาจภายใต้เงาของชายอีกคนหนึ่ง นั่นคือ ฮูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้ล่วงลับ
คำเรียกขานฟลอเรซว่าเป็น "นักรบหมายเลขหนึ่ง" ก็มาจากการตั้งฉายาของมาดูโรเองระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2013 หลังจากที่ชาเวซถึงแก่อสัญกรรม โดยเขาปฏิเสธที่จะใช้คำว่า "สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง" ด้วยเหตุว่าคำ ๆ นี้เป็น "แนวคิดของชนชั้นสูง"
กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินต่อฟลอเรซเมื่อเดือน ก.ย. 2018 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามพุ่งเป้าไปยังเครือข่ายคนวงในใกล้ชิดของประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
ภูมิหลังที่ต่ำต้อย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฟลอเรซเกิดที่เมืองตินาคิลโล (Tinaquillo) ไกลจากเมืองหลวงกรุงการากัส ไปทางตะวันตกราว 200 กิโลเมตร มาดูโรเคยกล่าวถึงบ้านเกิดของภรรยาว่าเป็น "ฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์แห่งหนึ่งที่มีพื้นสกปรก" และเคยเล่าว่าครอบครัวของฟลอเรซได้ย้ายออกจากเมืองนั้นมายังกรุงการากัสขณะที่ฟลอเรซอายุได้ 4 ขวบ
เมื่อย้ายมาอยู่ที่การากัส ฟลอเรซซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 6 คน อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอในย่านที่มีผู้คนหนาแน่นทางตะวันตกของเมือง ได้แก่ ย่านกาเทียและโบเกรอน
ตอนอายุ 32 ปี เธอจบการศึกษาด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอกชน ซานตา มาเรีย และต่อมาได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายอาญาและกฎหมายแรงงาน
แต่ชีวิตของเธอได้พลิกผันไปอีกครั้งหลังจากความพยายามก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวซึ่งนำโดย ฮูโก ชาเวซ เมื่อเดือน ก.พ. ปี 1992
ฟลอเรซได้เข้าไปร่วมงานกับทีมกฎหมายของชาเวซเพื่อแก้ต่างสู้คดีให้กับนายทหารที่พยายามก่อรัฐประหาร ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วเธอก็ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการทางการเมือง (political project) ของกลุ่มบุคคลคณะนี้
นั่นเป็นช่วงเวลาที่เธอได้พบกับมาดูโร ซึ่งในตอนนั้นหากมองจากภาพถ่าย เขาคือชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชาเวซในการออกงานสาธารณะต่าง ๆ ในฐานะบอดี้การ์ดคนหนึ่ง
"ผมพบกับซิเลียตัวเป็น ๆ ตอนที่เธอเป็นทนายให้กับทหารผู้รักชาติหลายคนที่ถูกจำคุก แต่เธอก็เป็นทนายให้กับผู้บัญชาการชาเวซด้วย และการเป็นทนายความของผู้บัญชาการชาเวซในคุก ก็ค่อนข้างจะลำบากอยู่" มาดูโรย้อนความจำกลับไปยังช่วงเวลานั้น
"ผมพบกับเธอในช่วงหลายปีที่ปากกัดตีนถีบ และจากนั้นเธอก็เข้าตาผม และเธอก็เริ่มส่งสายตามาที่ผม"
นับจากนั้นชะตากรรมของทั้งคู่ก็ผูกโยงอยู่กับชาเวซและขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาที่มีชื่อว่า ชาวิสโม (Chavismo)
สมาชิกรัฐสภาและอัยการ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในช่วงทศวรรษ 1990 ฟลอเรซเข้าร่วมในองค์กรหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับขบวนการชาวิสโม (Chavismo) และเมื่อชาเวซก้าวขึ้นครองอำนาจในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 1998 เธอก็เริ่มได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งที่มีความสำคัญสูงหลายตำแหน่ง
ในปี 2000 ฟลอเรซได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาแห่งชาติ และหลังจากชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองในปี 2006 เธอได้หลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานสภา
เธอนั่งเป็นประมุขของสภาเป็นเวลา 6 ปี โดยในช่วงเวลานั้น รัฐสภาของเวเนซุเอลาแทบจะเป็นสภาของพรรคการเมืองพรรคเดียว เนื่องจากบรรดาพรรคฝ่ายค้านหลักตัดสินใจไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง
ฟอลเรซแสดงตัวเป็นขุนพลนักต่อสู้ของชาเวซ ส่วนการดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐสภาของเธอก็ไม่ได้เป็นไปโดยไร้ข้อโต้แย้ง โดยเธอถึงขนาดเคยห้ามไม่ให้สื่อเข้าไปรายงานข่าวภายในห้องประชุมของรัฐสภา
มาตรการห้ามสื่อไม่ให้เข้าไปในห้องประชุมสภาบังคับใช้ไปจนถึงเดือน ม.ค. 2016 จนกระทั่งมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาครั้งใหม่ซึ่งพรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาแห่งชาติ
เธอยังถูกกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องในกรณีที่สหภาพแรงงานชี้ว่าเธอใช้อิทธิพลในการจ้างงานคน 40 คน โดยจำนวนมากในนั้นเป็นสมาชิกครอบครัวของเธอเอง
"ครอบครัวของฉันมาที่นี่และฉันรู้สึกภูมิใจมากที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฉัน ฉันจะปกป้องพวกเขาในสภาแห่งนี้ในฐานะคนทำงานให้สภา และปกป้องการแข่งขันเพื่อทำงานในตำแหน่งสาธารณะด้วย" เธอกล่าวกับสื่อท้องถิ่นในตอนนั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ต้นปี 2012 ชาเวซแต่งตั้งให้เธอขึ้นเป็นอัยการสูงสุดของสาธารณรัฐเวเนซุเอลา เธอดำรงตำแหน่งนี้จนถึงเดือน มี.ค. 2013 เมื่อประธานาธิบดีชาเวซถึงแก่อสัญกรรม
เดือน ก.ค. ปีเดียวกัน หลังจากที่มาดูโรชนะเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีสามเดือน ฟลอเรซได้กลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจากที่ทั้งคู่เข้าพิธีแต่งงาน
การแต่งงานครั้งนั้นเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ยาวนานหลายปีของทั้งคู่เป็นทางการ ในระหว่างนั้นพวกเขาได้ร่วมกันเลี้ยงดูลูกที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ๆ ซึ่งเป็นลูกของเธอ 3 คน และลูกของมาดูโร 1 คน
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติปี 2015 ฟลอเรซได้รับเลือกให้กลับเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นผู้แทนกลุ่มชาวิสโมกลายเป็นเสียงส่วนน้อยในสภาเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี
สองปีต่อมาในเดือน ส.ค. 2017 เธอลาออกจากสภาแห่งชาติและเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ (National Constituent Assembly) ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งใหม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
ครอบครัว
เดือน พ.ค. 2015 ฟลอเรซเปิดตัวรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า With Cilia, As a Family ทางช่องโทรทัศน์สาธารณะ หนึ่งปีถัดมาเธอเริ่มออกอากาศรายการวิทยุอีกรายการหนึ่งที่ชื่อว่า Decisions บนสถานีวิทยุของรัฐ
แต่ในช่วงไม่กี่ปีในช่วงนั้น สื่อกลับไม่ได้ให้ความสนใจเธอมากนัก แต่กลับให้ความสนใจครอบครัวของเธอมากกว่า
เดือน พ.ย. 2015 อัยการของรัฐนิวยอร์กได้ตั้งข้อหาค้ายาเสพติดต่อหลานชายสองคนของฟลอเรซหลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมตัวที่ประเทศเฮติ และถูกส่งตัวมาดำเนินคดีกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ
ตอนนั้นฟลอเรซตอบโต้โดยกล่าวหาทางการสหรัฐฯ ว่า "ลักพาตัว" หลานชายของเธอ แต่ในเดือน ธ.ค. 2017 ผู้พิพากษาได้ตัดสินลงโทษจำคุกหลานชายในวัยหนุ่มของเธอเป็นเวลา 18 ปี ฐานค้ายาเสพติด
อัยการกล่าวหาว่าพวกเขาสมคบกันใช้สถานที่โรงเก็บเครื่องบินของประธานาธิบดีที่สนามบินไมเกเทียในกรุงการากัส โดยกล่าวหาว่าพวกเขามีแผนที่จะส่งโคเคนน้ำหนัก 800 กิโลกรัมจากที่นั่นไปยังประเทศฮอนดูรัส ซึ่งจะถูกขนส่งต่อไปยังสหรัฐฯ
ต่อมาในเดือน ต.ค. 2022 ทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัวจากการอภัยโทษของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเพื่อให้เวเนซุเอลาปล่อยตัวชาวอเมริกัน 7 คนกลับสู่อิสรภาพ
และการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์ หลานชายสองคนนี้ของฟลอเรซ รวมถึงสมาชิกครอบครัวอีกหลายคน ได้ถูกคว่ำบาตรอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับเป็นมาดูโรและฟลอเรซที่เผชิญกับปัญหาโดยตรงมากกว่า
รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน) และบีบีซี โกลบอล เจอร์นอลลิสม์ (BBC Global Journalism)












