เจาะประเด็นสำคัญที่ 'ทีมไทยแลนด์' ต้องรู้เพื่อสู้ภาษีทรัมป์

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เช้าวันนี้ (8 ก.ค.) 'ทีมไทยแลนด์' ที่ไม่ได้หมายถึงแค่คณะผู้แทนเจรจาภาษีสหรัฐฯ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่าง นายพิชัย ชุณหวชิร นั่งเป็นประธาน ต้องตื่นขึ้นมาเจอกับประกาศอัตราภาษีนำเข้าสินค้า (tariff) ถึง 36% หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เผยแพร่จดหมายถึงรัฐบาลไทย เมื่อช่วง 3.38 น. ตามเวลาท้องถิ่นของไทย ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social
ในหนังสือที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามเพื่อกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีถ้อยความที่สะท้อนความไม่พอใจเรื่องตัวเลขขาดดุลการค้าตั้งแต่ย่อหน้าแรก ซึ่งระบุว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ มุ่งมั่นในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศกับไทย "แม้เราจะเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้ากับประเทศของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม"
ทว่าต่อจากนี้สหรัฐฯ "จะไม่สามารถยอมรับการขาดดุลการค้าอันยืดเยื้อและเกิดจาก "กำแพงภาษี" และ "มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี" ของประเทศไทยอีกต่อไป"
"เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2025 สหรัฐอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่ 36% สำหรับสินค้าทุกชนิดที่ส่งเข้าสหรัฐฯ (นอกเหนือจากภาษีตามหมวดสินค้า)" จดหมายของทรัมป์ระบุ

ที่มาของภาพ, truthsocial.com/@realDonaldTrump

ที่มาของภาพ, truthsocial.com/@realDonaldTrump
เมื่อช่วงเวลา 12.30 น. ที่ผ่านมา บัญชีเฟซบุ๊กของนายพิชัย ชุณหวชิร โพสต์ย้ำว่า "ทีมเจรจาสู้แล้ว สู้ต่อ สู้ไม่ถอยครับ" และเสริมว่า จากจดหมายล่าสุดของสหรัฐฯ แปลว่าสหรัฐฯ ยังไม่ได้พิจาณาข้อเสนอล่าสุดของไทย อย่างไรก็ดี หัวหน้าทีมไทยแลนด์ระบุว่า รัฐบาลจะหามาตรการเพิ่มเติม และหาทางออกให้ได้
บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ 4 ราย เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นและจะส่งผลต่อไปในอนาคต
ข้อเสนอล่าสุดจากไทย ที่ 'พิชัย' บอกว่า ทรัมป์ยังไม่ได้อ่าน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เพียงหนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศอัตราภาษีที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. นี้กับหลายประเทศ นายพิชัย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ประเทศไทยตั้งเป้าจะลดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% ภายใน 5 ปี จากตัวเลขเกินดุลการค้า 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ไทยยังจะพยายามเสนอแนวทางการเปิดตลาดให้กับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ มากขึ้น แต่จะค่อย ๆ ผ่อนคลายข้อจำกัดในสินค้าบางประเภทที่ยังอ่อนไหว ในมิติที่สอดคล้องกัน ก็จะเพิ่มยอดการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่ยังขาดแคลนในไทย
เมื่อนำมาพิจารณากับแนวทางที่รัฐบาลเคยเสนอไว้ ดูเหมือนว่าการนำเข้าที่ว่านั้นน่าจะเน้นไปที่สินค้าเกษตรอย่าง ข้าวโพด หรือถั่วเหลือง ซึ่งในช่วงเดือน เม.ย. นั้น ฝั่งไทยพยายามชูขึ้นมาเป็นกลยุทธ์ "วิน-วิน" อยู่ตลอด
นายพิชัยยังกล่าวกับบลูมเบิร์กว่าจะมีการใช้กลไกอย่าง ปตท.ในการซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และอีเทน (Ethane) มากถึง 2 ล้านตัน/ปี จากโครงการก๊าซอะแลสกา เป็นเวลา 20 ปี และยังจะให้การบินไทยวางแผนซื้อเครื่องบินโบอิ้งเพิ่มอีก 80 ลำ
"สิ่งที่เรานำเสนอคือข้อเสนอที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์... สหรัฐฯ ได้ค้าขายเพิ่ม ส่วนไทยก็ได้โอกาสปรับระบบ ลดขั้นตอนราชการ" พิชัย กล่าวกับบลูมเบิร์ก
ไม่เร้าใจพอ-ไม่ผิดคาด-แต่ยัง "ตกใจ"
บทสนทนาของบีบีซีไทยกับนักวิเคราะห์เศรษฐกิจวันนี้เริ่มต้นที่การพูดคุยกับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งออกตัวชัดตั้งแต่แรกว่าไม่ได้อยู่ในทีมเจรจา แต่ก็มีบทบาทในช่วงแรก ๆ ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี ในการสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะกลยุทธ์สินค้าเกษตร
ข้อเสนอของไทย "คงไม่เร้าใจพอ ก็คงอย่างนั้น" ดร.ศุภวุฒิ เริ่มตอบ อย่างไรก็ดี เขามองว่าที่ความพยายามเจรจาครั้งนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จเป็นเพราะที่ผ่านมา สหรัฐฯ เองก็ไม่เคยเปิดเผยท่าทีว่าต้องการอะไรตั้งแต่ต้น
ในความเห็นของ ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เขามองว่า "ไม่ผิดจากที่คาด" เอาไว้ เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างเวียดนามที่สามารถเจรจาภาษีลงมาได้เหลือ 20% จากตอนแรกที่โดนตั้งไว้สูงถึง 40% นั้น ไทยเจรจาล่าช้ากว่า
ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้ความเห็นไว้คล้ายกันคือ ตกใจอยู่เหมือนกัน เพราะคิดว่าจะเจรจาได้และไม่คิดว่าจะรุนแรงในระดับนี้
ดร.พิพัฒน์ เลือกใช้คำว่า "สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด" (worst-case scenario) ส่วน ดร.ปิยศักดิ์ บอกว่า "คิดว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเท่าเวียดนามหรือว่าอาจจะสูงกว่าเวียดนาม แต่พอเป็น 36% ก็ช็อกในระดับหนึ่ง รู้สึกเราก็คงต้องเหนื่อยนิดนึง"
ผลกระทบโดยตรงอยู่ที่ใคร ?
ดร.รุจิพันธ์ อธิบายว่า ภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์นั้นแบ่งหลัก ๆ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
- ภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่คนเข้าใจทั่วไปและครอบคลุมจักรวาลสินค้าทุกประเภทที่ส่งออก ยกเว้นแค่เพียงสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งจะไปตกอยู่ในภาษีประเภทที่สอง
- ภาษีเฉพาะอุตสาหกรรม (specific industry) อัตราภาษีของสินค้าเฉพาะอุตสาหกรรมก็จะขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ อีกที อาทิ เหล็กซึ่งปัจจุบันคงที่อยู่ในระดับ 50% เท่ากันทุกประเทศ ยกเว้นสหราชอาณาจักรที่เจรจาได้อยู่ในระดับ 25% หรืออุตสาหกรรมยานยนต์หรือชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งอยู่ที่ 25%
นั่นแปลว่า ผู้ประกอบการชาวไทยที่ส่งสินค้าประเทศชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ ก็จะต้องเสียภาษีในอัตรา 25% เท่านั้น ไม่ต้องนำไปบวกเพิ่มกับระดับ 36% ที่ทรัมป์เพิ่งประกาศ
เขาเสริมว่า เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดข้างต้น ภาคส่วนสำคัญที่จะได้รับผลกระทบของไทยจึงประกอบไปด้วย กลุ่มอาหารแปรรูป เกษตรกรรมในบางรายสินค้า เพราะสินค้าบางประเภท อาทิ ยางพาราก็ได้รับการยกเว้น รวมไปถึงกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จากสภาพผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) พบว่า 5 อันดับสินค้าที่ไทยส่งไปสหรัฐฯ มากที่สุด ได้แก่
- เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
- เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
- ผลิตภัณฑ์ยาง
- หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ
- อาวุธ กระสุน รวมทั้งส่วนประกอบ
แม้สินค้าทั้งหมดนั้นจะกระจุกตัวอยู่ในประเภทสินค้าอุตสาหกรรม ทว่าเมื่อมาดูที่ฝั่งสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ไทยก็ยังส่งออกไปสหรัฐฯ มากที่สุดเช่นเดียวกัน โดยสินค้าเด่น ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง น้ำตาลทราย และผลไม้กระป๋องแปรรูป ตามลำดับ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อข้ามมาที่ผลกระทบในเชิงภาพใหญ่ ดร.ปิยศักดิ์ เสริมว่า ในกรณีที่ไทยไม่สามารถต่อรองได้ อัตราการเติบโตของประเทศหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี อาจลดลงในระดับ -1.1% ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปทั้งฝั่งการบริโภคและการลงทุน
เขามองว่า หากอยู่ในภาวะนั้นจริงฝั่งการเงินหรือธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะต้องเข้ามาช่วย "ควรจะมีการลด[ดอกเบี้ยนโยบาย]ฉุกเฉิน ก่อนที่จะลดจริงในเดือนสิงหาคม" เช่นเดียวกับฝั่งการคลังที่จะต้องเข้าไปดูแลกลุ่มผู้ส่งออก และที่สำคัญคือ กลุ่มเกษตรกร
ไทยต้องเดินเกมเจรจาอย่างไร
เมื่อบีบีซีไทยถาม ดร.พิพัฒน์ ว่าสรุปแล้วสหรัฐฯ ต้องการอะไรกันแน่ และไทยจะต้องเจรจาอย่างไร เขาชี้ว่า จดหมายจากทรัมป์วันนี้ก็สะท้อนความต้องการสำคัญ ๆ เอาไว้คือการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ของไทยลง รวมถึงปรับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอื่น ๆ (non-tariff) ที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ของไทยเช่นเดียวกัน
"ภาษีที่[ไทย]ตั้งไว้สูง ๆ อย่างพวกเนื้อสัตว์ 40%-50% หรือที่ไม่ใช่ภาษีอย่างประเด็นสารเร่งเนื้อแดง ฮอร์โมนตกค้าง ที่สรุปเหมือนเราไปห้ามนำเข้า[สินค้าจากสหรัฐฯ] อันนี้ผมว่าเป็นสิ่งที่เขาแสดงความไม่พอใจมานานแล้ว" ดร.พิพัฒน์ ชี้
แท้จริงแล้วแม้ท่าทีของทรัมป์และจดหมายฉบับล่าสุดจะไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนัก ทว่าหากไปดูรายงานประเมินอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ประจำปี 2024 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative - USTR) จะพบรายละเอียดที่ไทยถูกวิจารณ์อย่างชัดเจน
สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้า สหรัฐฯ วิจารณ์เรื่องไทยเก็บภาษีสินค้าเกษตรเฉลี่ยที่ 26.6% ขณะที่สินค้าที่ไม่ใช่ภาคเกษตรเก็บอยู่ที่ 7.1% ตามข้อมูลล่าสุดในปี 2022 นอกจากนี้ ไทยยังเก็บภาษีสูงถึง 54% สำหรับการนำเข้าไวน์ ยิ่งเมื่อรวมกับภาษีอื่น ๆ แล้วอาจสูงถึงเกือบ 400%
"ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บกับไวน์ และอัตราอากรตามราคา (ad valorem) ที่แตกต่างกัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเอื้อประโยชน์ต่อสุราขาวที่ผลิตในประเทศ" รายงานระบุ
นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังวิจารณ์อุปสรรคการนำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่ภาษี อาทิ ปัญหาเรื่องใบอนุญาตซึ่งบางสินค้าไม่ต้องใช้ใบอนุญาตก็ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมและต้องมีใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า หรือปัญหาความไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่ศุลกากร
อุปสรรคทางเทคนิคและสุขอนามัยก็เป็นสิ่งที่รายงานพูดถึงเช่นกัน ทั้งเรื่องการตรวจสอบสินค้าสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐฯ เสนอให้ไทยใช้ระบบของสหรัฐฯ แต่ไทยก็ยังไม่มีการดำเนินการ หรือกรณีที่ไทยยังไม่มีการกำหนดขีดจำกัดสารตกค้างของสารเร่งเนื้อแดง (ractopamine) ในเนื้อหมู จึงยังไม่อนุญาตให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ที่ใช้สารนี้
คำวิจารณ์ที่บีบีซีไทยรวบรวมมาเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น
"ภาวะที่ไทยจำต้องเลือก"
สำหรับ ดร.พิพัฒน์ ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ "ต้องเลือก" เพราะ "ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยนะ คุณก็โดนภาษี 36% ถ้าคุณไม่อยากโดนพวกนั้น คุณก็ต้องเปิดตลาด แต่มันดันเป็นตลาดเกษตร ซึ่งอ่อนไหว และอาจจะกระทบชีวิตของคนจำนวนมาก"
ดร.พิพัฒน์ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเลี้ยงหมูว่า ถ้าไทยต้องการต่อรองภาษีกับสหรัฐฯ ก็จำเป็นต้องพูดถึงประเด็นนี้ ซึ่ง "เราจะเริ่มเห็นขบวนประท้วงหมูมาแล้ว เรากำลังพูดถึงเกษตรกรรายย่อยเป็นแสนคน ธุรกิจรายใหญ่ในประเทศไทย แล้วก็ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ใช่ไหมครับ"
"วันนี้คำถามคือเราต้องเลือก แล้วเราจะเลือกยังไง…"
สำหรับ ดร.ปิยศักดิ์ ทางเลือกคือต้องให้ฝั่งสหรัฐฯ เห็นว่าเขาชนะแบบชัดเจนและรวดเร็ว (quick-win) เช่น ชูข้อเสนอที่ทำให้สหรัฐฯ เห็นเลยว่าในสองสามเดือนต่อจากนี้ ไทยจะนำเข้าสินค้ามากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งเขามองว่าแค่สินค้าเกษตรอาจไม่พอ แต่ต้องรวมไปถึงสินค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขณะที่ภาษีทั้งตั้งไว้สูงก็จำเป็นต้องลดเหลือ 0% เช่นเดียวกับมาตรการอื่น ๆ เช่นหมูเนื้อแดงที่ไทยเคยคุมเข้ม "ก็คงต้องปล่อย"
"เวียดนามคือ กรณีที่ดีที่สุด (best case) อย่างน้อยเราต้องประกบเวียดนาม เขาให้อะไร เราก็ต้องให้อย่างนั้น อาจจะมีมุมมองที่มองว่าเวียดนามเกินดุลอเมริกาตั้งแสนกว่าล้าน เราเกินดุลอเมริการะดับ 40,000 ล้าน จะต้องไปให้อะไรมากมาย ก็ถ้าไม่ให้มากเราก็โดนแบบนี้ครับ" ดร.ปิยศักดิ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้านแล้วหรือไม่ ?
นี่เป็นคำถามที่บีบีซีไทยตั้งมาตั้งแต่วันแรกที่มีการประกาศอัตราภาษีเหมาเข่งนี้ของทรัมป์ ในวันนั้น (3 เม.ย.) นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) อธิบายให้เราฟังว่าที่ผ่านมา สินค้าบริโภคทั่วไป ไทยถือว่าแข่งกับเวียดนามและจีนอยู่ โดยภาษีก่อนหน้านี้ของไทยและเวียดนามไม่ต่างกัน แต่ต้นทุนการผลิตของเวียดนามต่ำกว่าไทย
ตอนนั้น ในวันที่เวียดนามโดยตั้งภาษีนำเข้าไว้สูงกว่าไทยที่ระดับ 46% บีบีซีไทยเคยคำนวณไว้ว่า ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดของไทยสูงกว่าเวียดนามประมาณ 75%
มาวันนี้ที่เรายังเจรจาไม่ได้ และโดนอัตราภาษีสูงกว่านั้น "ก็ลองนึกภาพว่าถ้าสินค้าผลิตพร้อมกัน ส่งไปตลาดเดียวกัน เราแพงกว่าเวียดนาม 16% แล้ว" ดร.พิพัฒน์ เปรียบเทียบ
"ถึงแม้ว่าเราจะมีความสามารถในการแข่งขันเราผลิตได้ถูกกว่า เราโดนภาษีที่แพงกว่า ก็กลายเป็นเราเสียเปรียบ" ดร.พิพัฒน์ กล่าว
ความกระอักกระอ่วนที่ไทยต้องเจอ และทางรอดระยะยาว

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากการพูดคุยกับนักวิเคราะห์ทั้งหมดนั้น ในะระยะสั้นทุกฝ่ายดูเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือต้องเพิ่มความเข้มข้นของข้อเสนอเพื่อเจรจาภาษีให้ลดลงมาให้ได้ ทว่าในความจำเป็นนี้ที่ต้องอาศัยมากกว่าแค่ "ทีมไทยแลนด์" แต่เป็น "รัฐบาลไทย"
ดร.พิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า การขาดเสถียรภาพในปัจจุบันยิ่งทำให้การเจรจาในไทยเองยากขึ้นไปอีก
"เอกภาพของรัฐบาล เสถียรภาพก็ไม่มี รัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีเกษตรมาจากคนละพรรคกันหมดเลย มันจะไปคุยกันยังไง"
เขาเสริมว่า ต้องเปิดให้มีการถกเถียงจากฝั่งเอกชนแต่ละอุตสาหกรรมเพราะทุกฝ่ายมีส่วนที่ได้เสียไม่เหมือนกัน ทว่าที่ผ่านมากลับดูเหมือนไม่มีแพลตฟอร์มแบบนี้มากเพียงพอ
"ผลประโยชน์ผมกับผลประโยชน์คุณ ของใครสำคัญกว่ากัน แล้วคุณจะชดเชยยังไงให้ผม"
เขาเสริมว่าปัญหาที่ผ่านมาคือ ไทยพยายามทำมาตรการแบบ 'บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น' คือเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เฉพาะส่วนที่คิดว่ามันเปิดแล้วมันไม่เป็นที่ถกเถียงมาก อาทิ ถั่วเหลือง หรือข้าวโพด ซึ่งกระทบเกษตรกรรายย่อยไม่กี่ราย แต่เมื่อการเจรจาเดินมาถึงจุดนี้ นั่นไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
เมื่อมองไปในระยะยาวต่อไป นักวิเคราะห์ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ ๆ มาแทนสหรัฐฯ จริง ๆ
ดร.ศุภวุฒิ ชี้ไปที่การเจรจาการค้าเสรีกับยุโรป รวไมปถึงการเข้าร่วม ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ CPTPP ซึ่งก็เป็นประเด็นถกเถียงในไทยมาเนิ่นนาน
เมื่อถามว่าการที่ไทยเข้าร่วม กลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) นับว่าเป็นผลดีหรือเสีย เขาตอบว่าที่ผ่านมา BRICS ยังดูไม่มีความเด่นชัดในเรื่องการค้าที่จะเป็นประโยชน์กับไทยอย่างชัดเจน
"ไทยต้องหาตลาดใหม่ ๆ ได้แล้ว ไม่ใช่แบบเอาแค่พูดอย่างเดียว อย่าไปนึกว่าเราจะพยายามจะรักษาสภาพที่เป็นอยู่ (status quo) เราส่งออกไปที่อเมริกา 5-6 หมื่นล้านเหรียญต่อปีไม่ได้อีกต่อไป แล้วเราจะอยู่ยังไง คิดอย่างงั้นดีกว่า"











