สำรวจวิกฤตพะยูนไทย ในวันที่ทั้งประเทศ “ตอนนี้น่าจะเหลือกว่า 100 ตัว หรือไม่ถึงแล้ว”

ที่มาของภาพ, ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง
สถานการณ์การตายของพะยูนจำนวน 5 ตัวภายในเดือน พ.ย. เดือนเดียว และตลอดทั้งปี 2567 ที่พบพะยูนตายแล้วรวม 36 ตัว บริเวณทะเลอันดามันแถบจังหวัดภาคใต้ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการหายไปของหญ้าทะเล แหล่งอาหารหนึ่งเดียวของพะยูน ที่มีแหล่งใหญ่ที่สุดบริเวณเกาะลิบงของ จ.ตรัง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงของพะยูนไทย”
“เมืองหลวงของพะยูนกลุ่มใหญ่ที่สุด ทุกคนรู้ดีว่าอยู่ที่เกาะลิบง จ.ตรัง ในอดีต ณ ปัจจุบันไม่ใช่อีกแล้ว จากเมื่อก่อน เป็น 100 กว่าตัว ตอนนี้ไม่ถึง 10 ตัว แล้ว” ดร.เอกลักษณ์ รัตนโชติ นักวิชาการจากสถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ฉายภาพสถานการณ์ล่าสุดของพะยูนไทย ให้กับบีบีซีไทยฟัง
ความตายของพะยูนตัวแล้วตัวเล่ารายวัน ดูเหมือนจะมีความถี่ที่ปรากฏให้เห็นชัดเจน ในช่วงเดือน ต.ค. และ พ.ย. ที่ผ่านมา
ในเดือน ต.ค. พบพะยูนตายในแถบ จ.ตรัง กระบี่ อย่างน้อย 8 ตัว และในเดือน พ.ย. พบซากใน จ.ตรัง กระบี่ และภูเก็ต รวมแล้ว 5 ตัว (ข้อมูลถึงวันที่ 18 พ.ย. 2567) และเมื่อย้อนไปดูปี 2566 นับว่าสถานการณ์เลวร้ายไม่ต่างกัน เพราะมีพะยูนตายถึง 40 ตัว
เกิดอะไรขึ้นกับพะยูน หนึ่งในสัตว์สงวนลำดับที่ 15 ของไทย และสถานการณ์ตอนนี้อยู่ในจุดไหน
เมื่อเมืองหลวงของพะยูน แทบไม่มีพะยูนเหลืออยู่
แหล่งที่อยู่อาศัยหลักของพะยูนในไทย คือพื้นที่ของเกาะลิบง จ.ตรัง แต่ความเสียหายที่มีต่อหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งอาหารหลักของพะยูน ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประชากรพะยูนอพยพออกจากเกาะลิบง และไปปรากฏตัวให้เห็นใน จ.กระบี่ และล่าสุด คือบริเวณอ่าวทางด้านตะวันออกของเกาะภูเก็ตแทน ขณะเดียวกันซากพะยูนที่เกยตื้นตายบริเวณ จ.กระบี่ ได้บ่งชี้ถึงการว่ายน้ำไปหาแหล่งอาหารหญ้าทะเล หลังจากหญ้าทะเลแนวหลักที่เกาะลิบงลดจำนวนลง
ผลชันสูตรซากพะยูนเกยตื้นที่ท่าเรือเกาะปู จ.กระบี่ เมื่อ 18 พ.ย. คือหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า พะยูนในทะเลฝั่งอันดามันอยู่ในภาวะวิกฤต ร่างกายของพะยูนอยู่ในเกณฑ์ผอม ภายนอกมีเพรียงเกาะทั่วลำตัว ไม่มีแผลฉกรรจ์หรือแผลจากเครื่องมือประมง ในกระเพาะอาหารพบหญ้าทะเลเพียงเล็กน้อย และพบภาวะของโรคที่อวัยวะหัวใจ
ดร.เอกลักษณ์ อธิบายว่าจากการรายงานข้อมูลซากพะยูนที่พบหลายตัว และการสำรวจติดตามที่ล่าสุดพบพะยูนจำนวนหนึ่งในภูเก็ต แสดงให้เห็นว่าพวกมันว่ายน้ำออกจากถิ่นที่อยู่เดิมไปยังแถบ จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต ซึ่งทุกจังหวัดมีแนวหญ้าทะเล แม้จะเล็กบ้างใหญ่บ้าง และลักษณะของพะยูนที่ตายจำนวนมากในช่วงสองเดือนนี้ มีความผิดปกติแตกต่างจากจากการตายของพะยูนในอดีต
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด Facebook โพสต์, 1
“ในอดีต สาเหตุการตายที่ ทช. (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) สรุปมาอาจจะเกิดจากการติดเครื่องมือประมงบ้างอะไรบ้าง และในอดีตมาก ๆ ช่วงก่อนการประกาศเป็นสัตว์สงวน อาจพบซากของพะยูนที่ถูกตัดเขี้ยว แต่คราวนี้ปรากฏการณ์พะยูนตาย คือ ผอมโซ ผ่าท้องดูเจอหญ้าทะเลเล็กน้อย เพราะมันไม่พอรับประทาน”
ดร.เอกลักษณ์ กล่าวว่า กลุ่มประชากรพะยูนกลุ่มหลักอยู่ที่เกาะลิบงมาอย่างยาวนาน เพราะไม่จำเป็นต้องอพยพไปไหน มีการเกิดลูกที่พื้นที่นั้น แต่การที่หญ้าทะเลลดลงอย่างมาก เป็นสถานการณ์บังคับให้พะยูนที่ไม่เคยออกจากโซนดังกล่าว ต้องว่ายน้ำออกไปหาอาหาร
“นึกถึงเราเวลาหาร้านอาหารใหม่ ๆ เรามีจีพีเอส แต่นี่พะยูนไม่มี มันต้องสุ่มไปเรื่อย ๆ ที่ไหนน่าจะมีบ้าง มันว่ายน้ำจากตรังไปภูเก็ตถือว่าไกลมากนะครับ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มันไม่เคยต้องว่ายน้ำไกลถึงขนาดนั้น อาจจะมี 1-2 ตัว แต่ผมคิดว่าทั้ง 100 ตัว อยู่แถวนั้น (เกาะลิบง)” นักวิชาการจาก ม.สงขลานครินทร์ กล่าว
วิกฤตหญ้าทะเล โลกร้อนไม่ใช่ปัจจัยเดียว แต่รวมถึงกิจกรรมของมนุษย์
ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
แล้ววิกฤตหญ้าทะเลหายไปเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ดร.เอกลักษณ์ กล่าวว่า ข้อมูลการลดลงของหญ้าทะเลเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างตั้งแต่ปี 2563 ว่าหญ้าทะเลบางบริเวณเบาบางลงจนมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของกรม ทช. ซึ่งมีการสำรวจอยู่แล้วทุกปี ก็พบว่าหญ้าทะเลลดลงอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
นักวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งทำงานวิจัยหญ้าทะเลกล่าวว่า พื้นที่หลัก ๆ ที่ตั้งข้อสงสัยว่ามีการหายไป คือ เกาะลิบง เพราะว่าเป็นพื้นที่ใหญ่ และก็พบว่าปริมาณค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อดูข้อมูลสมุทรศาสตร์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องย้อนหลังก็พบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ในช่วงที่หญ้าทะเลหายไปเยอะ ๆ น้ำทะเลลดลงมากผิดปกติ ทำให้มีการตากแห้งของหญ้าทะเลกับอากาศ ส่งผลให้หญ้าทะเลลดลงไปด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่บ่งชี้ถึงปัจจัยด้านความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ข้อมูลส่วนหนึ่งชี้ว่าช่วงปีก่อนที่หญ้าทะเลจะหายไป มีการลดลงของน้ำทะเลมากผิดปกติ ประกอบกับอุณหภูมิอากาศที่ร้อน พอน้ำลดลงนานหญ้าก็สัมผัสกับแสงแดดมากขึ้น อุณหภูมิน้ำอาจจะสูงไปถึง 35- 40 องศาเซลเซียส จึงส่งผลไปถึงหญ้าทะเล” ดร.เอกลักษณ์ อธิบาย
“โซนเกาะลิบง ประมาณคร่าว ๆ น่าจะเหลือน้อยกว่า 5-10% และที่เกาะมุกด์ การหายไปตอนนี้ ถ้าผมอยากจะเห็นหญ้าทะเลประมาณหนึ่งตารางเมตร ผมหาไม่ได้เลย ทั้งที่แต่ก่อนมันเป็นสนามฟุตบอลเลย”

ที่มาของภาพ, ดร.เอกลักษณ์ รัตนโชติ
ทว่าในทัศนะของนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมผู้นี้ ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้มีเพียงแต่เรื่องน้ำทะเลลดลงหรืออุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น แต่ยังมีเรื่องของพายุที่รุนแรงขึ้นและถี่มากขึ้น เข้ามาเป็นอีกปัจจัยประกอบกัน
“การที่คลื่นแรงขึ้น แน่นอน ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ใบอาจจะขาด หลุดล่องลอยไปส่วนหนึ่ง” เขาบอก
“อีกส่วนหนึ่ง เมื่อฝนตกเพิ่มมากขึ้น ผลที่ตามมาคือ น้ำจืดไหลลงมาจากแผ่นดินเพิ่มมากขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อหญ้า เพราะหญ้าเป็นพืชทะเลแท้เลย มันทำให้ความเค็มของน้ำต่ำลง จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะหญ้าทะเลที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำ อาจจะได้รับผลกระทบจุดแรก ๆ”

ที่มาของภาพ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ตะกอนดินที่ชะล้างจากบนบก และต้นทางที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์
อาจารย์จาก ม.สงขลานครินทร์ บอกด้วยว่า น้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเลยังพัดพาตะกอนที่ชะล้างลงมาจากแผ่นดิน ซึ่งส่งผลทำให้น้ำเกิดความขุ่นที่ส่งผลกระทบต่อหญ้าทะเลด้วยอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้กิจกรรมที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การพัฒนาชายฝั่ง การขุดลอกแม่น้ำ ก็เป็นปัจจัยหลัก
“ตะกอนที่ชะล้างลงมาจากแผ่นดินทำให้น้ำขุ่น หญ้าเป็นพืชที่ต้องการแสง ปัจจัยใดก็ตามที่ทำให้น้ำขุ่นจะส่งผลให้หญ้าทะเลสังเคราะห์ด้วยแสงได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ตะกอนเหล่านี้จะไปทับถมตามต้นตามใบของหญ้า เมื่อสังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้ ทำให้หญ้าอ่อนแอลง และเมื่อหญ้าทะเลสุขภาพไม่ดี ก็ตายไปในที่สุด”
ดร.เอกลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ปริมาณสารอาหารที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ทั้งจากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตามต้นน้ำที่ทิ้งน้ำเสียในสเกลใหญ่ และการเกษตรแบบเข้มข้นที่ใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมากซึ่งสลายตัวช้า กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำในทะเลทั้งหมด

ที่มาของภาพ, ดร.เอกลักษณ์ รัตนโชติ
ปัจจัยข้อนี้ก่อให้เกิดปัญหา “สาหร่ายบลูม” คล้ายกับลักษณะของปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ซึ่งเกิดจากการที่สาหร่ายทะเลสีน้ำเงินได้รับสารอาหารจนโตขึ้นคลุมหญ้า ทำให้หญ้าทะเลบางชนิดที่มีขนาดเล็กโดนปกคลุม หรือกระทั่งเมื่อสาหร่ายโตเต็ม สารอาหารในน้ำลดลงมันก็จะตายในน้ำพร้อมกันจำนวนมาก ๆ และเกิดการเน่าเสียจนทับถมหญ้าทะเลเช่นกัน
“มันมีสาเหตุเล็กสาเหตุน้อยมากมาย ภายใต้คำว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”
การฟื้นฟูหญ้าทะเลต้องใช้เวลานานแค่ไหน ?
จากการติดตามสถานการณ์ของหญ้าทะเลในอันดามัน ดร.เอกลักษณ์ ให้ข้อมูลว่า เมื่อเกิดปรากฏการณ์หญ้าทะเลลดลง มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้าน พยายามฟื้นฟูปลูกหญ้าทะเล ด้วยกระบวนการต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันนี้ กล่าวได้ว่ายังไม่มีกระบวนการไหนที่สำเร็จสมบูรณ์ได้ 100%
“ที่ผ่านมาเป็นการลองผิดลองถูก และหลายกระบวนการก็อาจจะส่งผลในด้านลบเหมือนกัน” เขาระบุ
ดร.เอกลักษณ์เตือนว่า การฟื้นฟูต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ด้วย เพราะ “ถ้าพื้นที่ไม่เหมาะสม ต่อให้ได้ต้นพันธุ์มาเยอะ ปลูกยังไงก็ไม่รอด มันจะเป็นการเสียเงินไปเปล่า ๆ อาจจะต้องตรวจคุณภาพดิน น้ำ แสงใต้น้ำ โอเคหรือไม่ที่จะฟื้นฟู”
นอกจากนี้ การฟื้นฟูปลูกหญ้าทะเลที่ผ่านมาเป็นหญ้าทะเลเพียงชนิดเดียวคือหญ้าคาทะเล ซึ่งมีลักษณะใบที่ใหญ่ แต่ก็ใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งกว่าจะเห็นผลการออกใบใหม่
“กว่าหญ้าจะโตสมบูรณ์ใช้เวลานานมาก หญ้าคาทะเลในธรรมชาติในภาวะที่สมบูรณ์เลย ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนจึงจะให้ใบใหม่หนึ่งใบ”

ที่มาของภาพ, ดร.เอกลักษณ์ รัตนโชติ
กระนั้น นักวิชาการที่ทำงานวิจัยหญ้าทะเล กล่าวว่า แม้ว่าดูเหมือนจะไร้ทางแก้ แต่ยังไม่หมดหวัง เพราะยังสามารถทดลองกับหญ้าทะเลชนิดอื่น ๆ ได้อีก และหากมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ดิน และควบคุมปัจจัยจากมนุษย์ สถานการณ์อาจดีขึ้นได้
“ในพื้นที่ยังมีต้นพันธุ์อยู่บ้างเล็กน้อย แล้วก็หวังว่าต้นพันธุ์ที่มันทนได้ มันจะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นได้ มันไม่ถึงกับว่าหนทางมืดมิดทีเดียว”
ส่วนจะเห็นหญ้าทะเลกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ดร.เอกลักษณ์ กล่าวว่า ปัจจัยด้านความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่ง
“ด้วยความที่หญ้าทะเลโตช้า หากจะให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม ผมเห็นว่าน่าจะมีมากกว่า 10 ปี เพราะอย่าลืมว่ามันไม่ได้หายไปภายใน 1-2 วัน มันค่อย ๆ หายไปทีละนิด ๆ ยิ่งสมมติว่า ปัญหาที่เกิดมาจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถามว่าแล้วเมื่อไหร่สภาพแวดล้อมจึงจะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นฟื้นฟูหญ้าได้ จะมีวันนั้นหรือไม่”
แนวโน้มและความน่ากังวล
สถานการณ์พะยูนล่าสุด เมื่อ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ทีมสำรวจพบพะยูนบริเวณอ่าวตังเข็น จ.ภูเก็ต จำนวนไม่น้อยกว่า 7 ตัว และพบพะยูนที่มีความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับผอม 1 ตัว โดยกรม ทช. ได้เตรียมแผนเฝ้าระวังกรณีของพะยูนที่ร่างกายผอม ทั้งการประเมินแหล่งหญ้าในพื้นที่ และกรณีพบว่าพะยูนอ่อนแรง ไม่สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ จะมีการนำมาพักฟื้นในบ่อฟื้นฟูของศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก
ส่วนการดูแลพะยูนในพื้นที่อ่าวตังเข็น เจ้าหน้าที่กรม ทช. อาสาสมัคร หน่วยงานท้องถิ่น ร่วมเฝ้าระวังเส้นทางเดินเรือ ความเร็วเรือและการทำประมง และควบคุมเรื่องมลพิษทางทะเลและขยะ
เกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด ดร.เอกลักษณ์ เสนอว่าอาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการประกาศพื้นที่ฉุกเฉินเขตอนุรักษ์แหล่งอาหารพะยูนในพื้นที่ใหม่ที่พบการอพยพไปด้วยหรือไม่ รวมทั้งการติดตามการอพยพที่อาจไปทาง จ.สตูล หรือขึ้นไปทาง จ.ระนอง ซึ่งอาจเข้าสู่เขตของประเทศเพื่อนบ้านด้วยหรือไม่ เป็นอีกข้อกังวลที่น่าติดตาม
“เราไม่รู้ว่าการดูแลจัดการ เขาคอนเซิร์น [กังวล] เรื่องพะยูนหรือเปล่า เพราะในไทยเองเป็นสัตว์สงวน”

ที่มาของภาพ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ตอนนี้ อาสาสมัครภาคพลเมืองและกรม ทช. ได้ร่วมกันขึ้นบินอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน เพื่อสำรวจติดตามพะยูนและแหล่งหญ้าทะเล ด้วยการนำระบบติดตามที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้การติดตามครอบคลุมมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น
“การบินโดรนครอบคลุมพื้นที่กว้าง ลดกำลังคน ทำให้เห็นพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การผสมพันธุ์ พฤติกรรมการต่อสู้ การหายใจ สามารถนับได้เลยว่าพะยูนตัวนี้ขึ้นมาหายใจกี่นาที ซึ่งมันสะท้อนความมีสุขภาพดีหรือไม่ดีของพะยูนได้” ดร.เอกลักษณ์ กล่าว และบอกว่า การสำรวจทางอากาศยังทำให้เรารู้พฤติกรรม พื้นที่หากินของพะยูน และเห็นแนวหญ้าทะเลและร่องรอยการกินจากพะยูนในช่วงที่น้ำลงด้วย
“ในเจเนเรชันของเราไม่เคยคิดว่าจะเห็นภาพแบบนี้”
ในฐานะที่เป็นทีมวิจัยแหล่งหญ้าทะเลอาหารของพะยูน ดร.เอกลักษณ์ กล่าวว่าเขารู้สึกเศร้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดกับพะยูน
“ภาวะที่พะยูนตายรายวันเช่นนี้ ส่วนตัวกังวล เพราะว่าอัตราการเกิดพะยูนต่ำมาก แล้วการที่จะทดแทนให้เท่าเดิม น่าจะใช้เวลาเป็นหลัก 10 ปี เพราะจริง ๆ แล้วพะยูนในประเทศไทยมีน้อยมาก จากการสำรวจทั้งประเทศในอดีตไม่น่าจะเกิน 200 ตัว ตอนนี้น่าจะเหลือกว่า 100 ตัว หรือไม่ถึงแล้ว” เขากล่าว
นี่ยังเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับ จ.ตรัง ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งของพะยูนที่มากที่สุดในประเทศ
“เมื่อก่อน จ.ตรัง ภูมิใจมากเลยว่าไม่มีใครแย่งพะยูนไปจากเราได้ เพราะพะยูน หญ้าทะเลอยู่บ้านเรา เราสร้างอนุสาวรีย์เต็มไปหมด แต่ในวันนี้ ในเจเนเรชันของเราไม่เคยคิดว่าจะเห็นภาพแบบนี้ จากป่ากลายเป็นทะเลทราย หญ้าทะเลที่เคยขึ้นหนา ๆ เป็นสนามฟุตบอลกลายเป็นทะเลทราย คุยกับชาวบ้านไม่เจอสัตว์สักตัว ชาวบ้านบอกว่า หอยชักตีนกลับมาไม่ได้แล้ว แหล่งรายได้ไม่กลับมาเลย ดังนั้น การที่หญ้าทะเลหายไปมันส่งผล และอาจจะสะท้อนถึงมาตรการปกปองดูแลเพียงพอแล้วหรือยัง ยังทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่” ดร.เอกลักษณ์ทิ้งท้าย

ที่มาของภาพ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
วิกฤตที่ไทยไม่เคยเผชิญ
สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับพะยูนและหญ้าทะเลในไทยในตอนนี้ เป็นสถานการณ์ที่ทั้งภาครัฐและภาควิชาการเกี่ยวกับระบบนิเวศทางทะเลไม่เคยเผชิญมาก่อน
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เราไม่เคยมีข้อมูลในการจัดการกับปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาการหรือความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน และความพยายามในการกู้สถานการณ์ตอนนี้ “ทุกอย่างเป็นการลองผิดลองถูก” อย่างการจับพะยูนที่ป่วยหรือผอมมาเลี้ยงในกระชัง และการให้อาหารพะยูนด้วยการนำแปลงผักไปวางในทะเล
“เราไม่เคยรู้ว่าต้องแก้อย่างไร เพราะเราไม่เคยเกิด [ปัญหา] โลกร้อนขนาดนี้ ไม่เคยมีหญ้าทะเลตายขนาดนี้ และตั้งแต่ทำงานมา หรือย้อนไปถามคุณปู่คุณย่าแถวเกาะลิบง ก็ไม่มีใครจำได้เลยว่า หญ้าทะเลตายหมดมันเคยเกิดขึ้นเมื่อไหร่” ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุ
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด Facebook โพสต์, 2
“การเอาผักไปให้พะยูนกินเป็นอาหารเสริม มันก็กินเหมือนกัน แต่เราก็เจออุปสรรคอันดับสองคือปลามาไล่พะยูน เราก็แก้ปัญหา และเราพยายามทำกระชังเพื่อเอาพะยูนที่ป่วยมาเลี้ยง อันนั้นก็ต้องวัดใจกันว่าพะยูน มันไม่ใช่เสือที่ยิงยาสลบได้”
ส่วนการปลูกหญ้าทะเลทดแทนในส่วนที่เสียหายไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า "ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"
“แต่ตอนนี้ ทำอะไรได้ก็ต้องทำ ยังไงเราก็รักพะยูน เราไม่อยากให้มันตาย ช่วยเลี้ยงผัก ปลูกหญ้าในบ่อ หาทางต่าง ๆ เผื่ออนาคต 5 ปี 10 ปี เราอาจจะเอาหญ้า [ทะเล] ไปปลูกกลับคืนสู่ธรรมชาติ... เราก็ต้องพยายามทำหาทางไปเรื่อย ๆ”
บีบีซีไทยติดต่อไปยังกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ
สถานการณ์พะยูนทั่วโลกเป็นอย่างไร ?
พะยูน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเล จัดอยู่ในอันดับไซรีเนีย (Sirenia) และบางครั้งจะมีชื่อเรียกว่า “วัวทะเล” (Sea cows)
ในปี 2558 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดให้พะยูนเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก เนื่องจากภัยคุกคามหลายประการ เช่น การติดเครื่องมือทำการประมงหรือถูกใบพัดเรือชน มลพิษทางทะเล และการสูญเสียหญ้าทะเลที่พวกมันกิน
ตามการอัพเดตบัญชีพันธุ์สัตว์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการของ IUCN เมื่อปี 2565 ในเวทีการประชุมความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติ (COP 15) ชี้ว่า พะยูนเกือบจะสูญพันธุ์ในบางพื้นที่ของโลกไปแล้ว หลังจากในเดือน ส.ค. ปีเดียวกัน นักวิจัยจากสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน เปิดเผยว่าพะยูนได้สูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศจีน











