ยามีล : พะยูนตาย 4 ตัวในรอบสัปดาห์ ทช. ถอดบทเรียนการอนุบาลลูกพะยูนไทย

ที่มาของภาพ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
ทีมสัตว์แพทย์และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสรุปบทเรียนการอนุบาลสัตว์น้ำ หลังการตายของลูกพะยูนขวัญใจชาวไทย "มาเรียม" และ "ยามีล" ยอมรับสัตว์ทะเลเกยตื้น มีโอกาสรอดน้อย แต่การตายของพะยูนน้อยทั้ง 2 ตัว จะต้องไม่สูญเปล่า
"การอนุบาลสัตว์น้ำทุกชนิดเป็นเรื่องยากมาก เพราะว่าโดยทั่วไปสัตว์ที่มาเกยตื้นมีโอกาสรอดเพียง 1% เท่านั้น คือ สัตว์เกยตื้น 100 ตัว มีโอกาสรอดแค่ 1 ตัว เพราะสัตว์ที่มาเกยตื้นคือสัตว์ที่อ่อนแอ ป่วยหนักหรือมีปัญหาเรื้อรังมาก่อน" รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่ดูแลลูกพะยูนให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย
การจากไปของ "ยามีล" เมื่อวานนี้ (22 ส.ค.) สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนที่เฝ้าติดตามการอนุบาลลูกพะยูนอย่างใกล้ชิดมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน หลังจากเพิ่งเสียใจกับการตายของ "มาเรียม" ลูกพะยูนเพศเมียไปเมื่อคืนวันที่ 16 ส.ค.
ยามีลเป็นลูกพะยูนเพศผู้ที่มาเกยตื้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค. บริเวณชายหาดบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ หลังจากนั้นได้รับการดูแลอนุบาลโดยทีมสัตวแพทย์ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ทีมสัตวแพทย์พบว่ายามีลมีอาการเกร็งท้อง เอ็กซเรย์พบลำไส้เล็กมีการสะสมของแก๊สจำนวนมาก และมีหญ้าทะเลอุดตันในกระเพาะอาหาร ยามีลอาการแย่ลงเรื่อย ๆ จนวันที่ 22 ส.ค. พะยูนน้อยเกิดภาวะช็อก หัวใจหยุดเต้น
ไทยพีบีเอสออนไลน์รายงานผลการชันสูตรซากยามีลที่เปิดเผยโดย น.ส.พัชราภรณ์ แก้วโม่ง สัตวแพทย์ ประจำศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต ว่าลูกพะยูนมีอาการอักเสบของกระเพาะอาหารที่รุนแรงและเรื้อรัง ทำให้มีผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ เกิดอาการท้องอืดและมีอาการปวดเสียดรุนแรง ร่วมกับมีการอักเสบติดเชื้อทั่วร่างกาย

ที่มาของภาพ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
"หลับให้สบายครับยามีล ไปอยู่กับมาเรียมแล้ว สบายแล้วนะครับ ขอโทษที่มนุษย์อย่างพวกเรายังไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงศาสตร์แห่งพะยูนได้ลึกซึ้งพอที่จะทำให้ยามีลได้อยู่บนโลกใบนี้ไปอีกนาน ๆ" นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊กไว้อาลัยพะยูนมาเรียมและยามีล
ด้านเพจเฟซบุ๊กของกรมทรัพยากรทางธรรมชาติและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งเป็นช่องทางที่ทีมสัตวแพทย์ใช้สื่อสารกับประชาชนถึงการดูแลลูกพะยูนทั้ง 2 ตัวมาโดยตลอดเขียนข้อความว่า "กรม ทช. ขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดและขออภัยพี่น้องชาวไทยที่ไม่สามารถช่วยอนุบาลลูกพะยูนทั้งสองตัวให้มีโอกาสรอดกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างที่ตั้งใจไว้"
"กรม ทช. ขอขอบพระคุณพี่น้องชาวไทยที่ติดตามและให้ความสนใจ ความรัก เมตตาที่มีต่อลูกพะยูนที่พลัดหลงจากแม่ ทั้งรายน้องมาเรียม และน้องยามีลต่อเนื่องกันมานับร้อยวัน และขอขอบคุณทีมหมอ จิตอาสา ชุมชนเกาะลิบง จ.ตรัง อ่าวทึง จ.กระบี่ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จากทุกภาคส่วนที่ช่วยกันดูแลต่อเนื่องกันมา"
ทช. ระบุด้วยว่า การจากไปของลูกพะยูนทั้ง 2 ตัวไม่ได้สูญเปล่า แต่ทิ้งองค์ความรู้ในการดูแลสัตว์ทะเลหายากไว้ พร้อมกับจิตสำนึกในการร่วมกันดูแลรักษาทะเล
บทเรียน 1 : อาหารสำคัญที่สุด
บทเรียนแรกที่ รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ได้รับจากการร่วมทีมดูแลลูกพะยูนมาเรียม คือ การจัดหาอาหารที่เหมาะสมสำหรับลูกพะยูน เพื่อให้มันได้สารอาหารที่ใกล้เคียงกับนมแม่มากที่สุด แต่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรทดแทนนมแม่ได้
"ตอนแรกยามีลยังไม่ได้หย่านม นมเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ต้องให้อย่างเหมาะสม ต้องดูให้พอเหมาะทั้งด้านปริมาณพลังงาน และความสามารถในการย่อย ปัญหาที่เราเจอคือลูกพะยูนที่ไม่ได้กินนมแม่จะมีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่ายกว่าสัตว์ปกติมาก เพราะฉะนั้นต้องให้เขาค่อย ๆ สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา แต่ค่อนข้างจะยากมาก เราไม่รู้เลยว่าจังหวะไหนที่เขาจะมีปัญหา"
ยิ่งพะยูนอายุน้อย ความสามารถในการย่อยอาหารก็จะน้อย ยกตัวอย่างเช่นมาเรียมเข้ามาอยู่ในการอนุบาลตอนที่เริ่มมีฟันใช้บดเคี้ยวหญ้าทะเลสลับกับการกินนมได้แล้ว แต่ยามีลยังไม่มีฟัน จึงต้องป้อนนมเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงเสี่ยงต่อความผิดปกติต่าง ๆ มากกว่า
บทเรียน 2 : สถานที่อนุบาล
รศ.สพญ.ดร.นันทริกา เห็นว่าลูกพะยูนที่เกยตื้นควรได้รับการอนุบาลในบ่อปิดแทนที่จะอนุบาลในสภาพธรรมชาติ
"ที่เราพลาดไปคือเราปล่อยสัตว์เกยตื้นที่อาจจะอายุน้อยเกินไปอยู่ในทะเล ซึ่งมีปัจจัยที่เรานึกไม่ถึง เช่น ศัตรูตามธรรมชาติ หรือการชนสิ่งต่าง ๆ อีกทั้งการให้ไปอยู่ในทะเลจะทำให้ป้อนนมยาก ลูกพะยูนจึงอาจได้รับอาหารไม่ค่อยเพียงพอ"
ทีมสัตว์แพทย์ตัดสินใจอนุบาลมาเรียมในสภาวะธรรมชาติคือในทะเล แต่ปรากฏว่าสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการคาดการณ์ คือ มาเรียมต้องเจอกับ "มลภาวะ" โดยเฉพาะขยะพลาสติก ซึ่งสัตว์น้ำไม่สามารถรู้ได้ถึงภัยอันตรายจากขยะเหล่านั้น

ที่มาของภาพ, SIRACHAI ARUNRUGSTICHAI/AFP/GETTY IMAGES
รศ.สพญ.ดร.นันทริกาเสนอว่า การอนุบาลพะยูนในอนาคตนั้นควรแบ่งเป็นสองส่วน คือ พะยูนโตเต็มวัย และ ลูกพะยูนที่ยังไม่หย่านม ซึ่งต้องมีกระบวนการและสถานที่ดูแลที่ต่างกัน
"ข้อแรกถ้าเกิดสัตว์ยังไม่หย่านม ก็ต้องมาเลี้ยงในสภาวะปิดก่อน แล้วค่อย ๆ ให้อาหาร ที่ช่วงแรกอาจจะต้องบดให้เขากินก่อน เพราะว่าในลำไส้เขาอาจจะยังไม่มีแบคทีเรียที่ใช้ย่อย"
รศ.สพญ.ดร.นันทริกา วางแผนว่าจะทำการเพาะเชื้อจากขี้พะยูนที่เก็บได้ในธรรมชาติ แล้วทำการแช่แข็งเอาไว้สำหรับป้อนให้กับลูกพะยูน เพื่อช่วยเสริมการย่อยในลำไส้เมื่อถึงเวลาที่พะยูนโตพอที่จะให้กินหญ้าทะเล
หลังจากอนุบาลลูกพะยูนในสภาวะปิดระยะหนึ่งแล้วจึงค่อย ๆ ปล่อยพะยูนลงสู่ทะเล แต่ต้องกันพื้นที่ให้อยู่ในขอบเขตที่จำกัดหรือ "คอกในทะเล" เพื่อให้สัตวแพทย์ตามไปดูแลได้
บทเรียน 3 : อุปกรณ์เฉพาะสำหรับดูแลพะยูน
"ตอนนี้อุปกรณ์ที่ใช้ดูแลพะยูนอยู่ ไม่ได้ถูกออกแบบสำหรับสัตว์ที่ใหญ่ขนาดนี้ กระทั่งอย่างวาฬ โลมา พอถึงเวลาต้องการจำเป็นต้องใช้ ล้วงไปมีความยาวไม่พอ ขนาดยังไม่เหมาะสม"
นอกเหนือจากการปรับปรุงวิธีการอนุบาล รศ.สพญ.ดร.นันทริกาเห็นว่าต้องพัฒนาอุปกรณ์ในการรักษาควบคู่กันด้วย เพราะปัญหาที่พบคือขนาดของเครื่องมือที่ใช้อยู่ในหน่วยงานยังไม่เหมาะสมสำหรับการดูแลสัตว์ทะเลขนาดใหญ่
"นอกจากนี้ เรายังต้องการอุปกรณ์ เช่น เครื่องอัลตราซาวด์ที่สามารถลงน้ำได้ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ใต้น้ำและเคลื่อนย้ายได้คล่องตัว ซึ่งต้องสั่งทำเป็นพิเศษ"
บทเรียน 4 : ต้องมีแผนพิทักษ์พะยูนแห่งชาติ
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี ทช. ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า ในรอบสัปดาห์นี้มีพะยูนตายถึง 4 ตัว คือ มาเรียม ยามีล พะยูนอีก 1 ตัวเกยตื้น และอีก 1 ตัวพบบาดแผลคล้ายปลากระเบนแทง
"ใน 1 ปี มีพะยูนเกยตื้นในประเทศไทยประมาณ 13- 15 ตัว แต่ปี 2562 มีพะยูนเกยตื้น 17 ตัวแล้ว ซึ่งถือว่ามากกว่าปกติ แต่ก็ยังไม่มากจนเกินไป" นายจตุพรกล่าว
การตายและการเกยตื้นของพะยูน ทำให้นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว. ทส. มีแนวคิดที่จะจัดทำ "แผนพิทักษ์พะยูนแห่งชาติ" ขึ้น คาดว่าจะยกร่างเสร็จในเดือน ต.ค.
แผนพิทักษ์พะยูนแห่งชาติประกอบด้วยหลายส่วนด้วยกัน เช่น มาตรการดูแลถิ่นอาศัย การปรับปรุงองค์ความรู้ทางการวิจัย การดูแลรักษาทรัพยากร การลาดตระเวน เป็นต้น เพื่อเป็นมาตรการในการดูแลฝูงพะยูน ซึ่งขณะนี้มีประชากรในน่านน้ำไทยราว 250 ตัว ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แต่กระจุกตัวมากที่ จ.ตรัง คือ เกือบ 180 ตัว
"ชาวบ้านอยู่ได้ พะยูนก็ต้องอยู่ได้ การที่จะทำให้ประชากรพะยูนเพิ่มขึ้น หัวใจสำคัญคือการทำให้ชาวบ้านและสัตว์ทะเลหายากอย่างพะยูนอยู่กันอย่างเกื้อกูล ถ้าเราไปโฟกัสเฉพาะอนุรักษ์พะยูน แต่ชาวบ้านไม่รู้จะทำอะไร ปัญหาจะตามมา ที่ผ่านมาพะยูนมีปริมาณมากขึ้นเกิดจากประชาชนนะ ที่เขารักและเขาร่วมกันปกป้องดูแล จนเป็นกลุ่มพิทักษ์พะยูนที่เกาะลิบง ก่อนหน้าที่แทบจะหมดแล้ว"
นายจตุพรกล่าวว่า ทช. อยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์ดูแลสัตว์ทะเลหายากที่ จ.ภูเก็ต และกำลังขออนุมัติก่อสร้างอีกแห่งหนึ่งที่ จ.ระยอง เพื่อรักษาสัตว์ทะเลในฝั่งอ่าวไทย โดยจะมีรถบริการรักษาสัตว์ทะเลในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย










