"บริการ (ทำแท้ง) ฟรีในกรุงเทพฯ ไม่มีเลยนะ ต้องไปที่สิงห์บุรี"

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

"คีรี" หญิงวัย 26 ปี มั่นใจกับการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ของตัวเองเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว หลังพบว่าตัวเองตั้งท้องได้ 5 สัปดาห์

"ตอนนั้นเรายังอายุไม่มาก เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่ปี และความสัมพันธ์ของเรากับแฟนเก่าคนนั้นก็ ไม่ได้ดีด้วย มันเป็นความสัมพันธ์ที่ toxic relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ) มาก ๆ และเราทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในฐานะทางเศรษฐกิจที่จะเลี้ยงได้" คีรี บอกกับบีบีซีไทย ถึงการตัดสินใจของเธอ ซึ่งตอนนั้นอายุ 24 ปี เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานหลังเรียนจบ

เวลานั้นช่วงปลายปี 2563 การทำแท้งยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายในไทย หากไม่ได้ตั้งท้องเพราะถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีผลกระทบทางสุขภาพกายและสุขภาพใจ โรงพยาบาลของรัฐจะไม่ยุติตั้งครรภ์ให้

"ถ้าเราต้องท้อง เราต้องมีลูก มันจะเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ ว่า เดี๋ยวต้องออกจากงานมาใช่ไหม ลูกจะเป็นยังไง มันจะกลายเป็นภาระระยะยาว และเราไม่มั่นใจว่าเราพร้อมที่จะเป็นแม่ที่ดีได้ไหม การตัดสินใจที่ดีที่สุดในตอนนั้น คือ ทำแท้งไปก่อน"

หลังตัดสินใจเช่นนั้น คีรี หาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต จนมาพบกับ "กลุ่มทำทาง" ก่อนได้รับคำแนะนำว่า ให้ติดต่อโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่คีรี อาศัยอยู่ เพื่อสอบถามโรงพยาบาลที่ให้บริการยุติตั้งครรภ์ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ แต่เมื่อติดต่อไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ว่าต้องการทำแท้ง กลับได้รับคำตอบว่าต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อข้างต้น

ตอนนั้น คีรี รู้แน่ชัดว่า การมีผลกระทบทางสุขภาพของจิตใจต่อการตั้งท้องต่อไป คือ เหตุผลที่เธอไม่ต้องการจะมีลูกหลังจากนั้น เส้นทางที่คีรีต้องค้นหาโรงพยาบาลที่ให้บริการทำแท้งอย่างปลอดภัย จึงเริ่มต้นขึ้น

ตัดสินใจ

ขณะนั้นเป็นช่วงที่มีการรณรงค์ผลักดันกฎหมายทำแท้ง สังคมยังถกเถียงเรื่องนี้โดยเฉพาะการแสดงความเห็นจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งเสรี คีรีบอกว่า เธอรู้สึกว่า "ยากเหมือนกันที่จะผ่านจุดนั้นไปได้"

แต่เมื่อตัดสินใจกับตัวเองได้แล้ว คีรีได้บอกการตัดสินใจให้แฟนรับทราบและตกลงร่วมกัน ส่วนครอบครัว คีรีบอกว่า เธอเลือกไม่ให้ครอบครัวรับรู้ โดยคนที่อยู่กับคีรีอย่างใกล้ชิดในขณะนั้น คือ กลุ่มเพื่อนที่ทำงานที่สนับสนุนการตัดสินใจของคีรี คอยให้กำลังใจ ไถ่ถามเรื่องความเสี่ยงเกี่ยวกับผลกระทบกับสุขภาพ หรือการต้องลางานเพื่อไปรับบริการที่สถานพยาบาล

"พวกเขาก็ให้กำลังใจเราว่า เราตัดสินใจดีแล้ว ถูกแล้ว เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนั้นแล้ว"

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

1663

ก่อนที่การแก้ไขกฎหมายอาญาให้การทำแท้งไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมีสาเหตุจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผลกระทบด้านสุขภาพกายและใจ

แต่ก็ใช่ว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจทำแท้งจะมีข้อมูลที่มั่นใจได้ว่า สถานที่ไหนที่เธอจะทำแท้งได้อย่างปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย

คีรีเล่าว่า เธอได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้าง แต่ข้อมูลเรื่องสถานพยาบาลที่ให้บริการยุติตั้งครรภ์ในอินเทอร์เน็ต ไม่ได้เปิดเผยว่ามีที่ไหนและเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ กว่าจะเจอหมายเลขสายด่วน 1663 ก็ใช้เวลาหลายวัน และทำให้พบว่าในกรุงเทพมหานคร มีสถานพยาบาลของเอกชนที่มีบริการเวชกรรมยุติตั้งครรภ์ แต่หากผู้หญิงที่ต้องการใช้สิทธิทั้งหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทอง ประกันสังคม กลับไม่มีโรงพยาบาลรัฐไหนเลยที่รับทำแท้ง

"เขาเสนอทางเลือกให้เรา 2 ทาง เราจะทำแบบเสียตังค์เอง ที่กรุงเทพฯ ไหม หรือเราจะไปทำที่มีบริการฟรี แต่โรงพยาบาลที่บริการฟรีในกรุงเทพฯ ไม่มีเลยนะ ต้องไปที่สิงห์บุรี เป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด" คีรี เล่า

ในแง่ค่าใช้จ่าย คีรี บอกว่า แม้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ได้ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแล้ว แต่การเดินทางไปถึงสิงห์บุรี มีทั้งค่าเดินทาง ค่าโรงแรมที่พักที่เธอต้องไปพักค้างคืนหนึ่งคืนก่อนเข้ารับบริการในตอนเช้า

หน่วยงานหมายเลขสายด่วน 1663 เป็นผู้ประสานงานกับโรงพยาบาลปลายทางให้ ซึ่งคีรีบอกว่า เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะขณะนั้นที่ตัดสินใจยุติตั้งครรภ์ เธอมีอายุครรภ์ได้ราว 5 สัปดาห์ และได้รับนัดหมายบริการในช่วงที่มีอายุครรภ์ได้ราว 8 สัปดาห์

“ความเร็ว ความช้ามันก็สำคัญ เพราะว่า สมมติว่าถ้าเราต้องรอคิวนานแล้วอายุครรภ์เกิน ก็จะมีปัญหาไปอีกแบบหนึ่ง”

วอร์ดอนามัยเจริญพันธุ์

คีรี เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปโรงพยาบาลสิงห์บุรี ตั้งแต่ตอนกลางคืนเพื่อค้างคืน 1 คืน รุ่งเช้าอีกวันเธอไปถึงโรงพยาบาลแปดโมงเช้า บรรยากาศเหมือนโรงพยาบาลรัฐทั่วไปที่มีประชาชนมารับบริการเยอะ เธอตรงไปที่ชั้นแผนกอนามัยเจริญพันธุ์สตรี ติดต่อพยาบาลหน้าห้อง และรับแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาพกายและสุขภาพใจว่าเข้าเกณฑ์รับบริการยุติตั้งครรภ์หรือไม่

"บรรยากาศที่เราจำได้ คือ เราต้องยื่นเอกสาร และทำแบบสอบถามอันนั้น ที่เราต้องผ่านเกณฑ์ป่วยโรคซึมเศร้า ที่ใช้เป็นเหตุผลทำแท้งได้ และต้องให้บุคคลเป็นพยาน คือ แฟนเราตอนนั้นมาเซ็น” คีรี กล่าว พร้อมแสดงความเห็นว่า เธอไม่เห็นด้วยกับขั้นตอนนี้ เพราะหากการตัดสินใจยินยอมขึ้นอยู่กับบุคคลอื่นด้วยแล้ว หากไม่มีลายเซ็นยินยอมจะเกิดอะไรขึ้นกับการตัดสินใจของเธอ

เมื่อขั้นตอนทางเอกสารเสร็จสิ้น คีรีเข้ารับการอัลตราซาวด์ครรภ์ ในขั้นตอนนี้เธอลำบากใจอยู่ขณะหนึ่ง เพราะเจ้าหน้าที่ลืมปิดประตูห้องที่เธอรับการอัลตราซาวด์

"เราไม่แน่ใจว่ายุ่งหรือลืม แต่ว่าในมุมของผู้รับบริการ เรารู้สึกมันไม่เป็นส่วนตัว"

เมื่ออัลตราซาวด์เสร็จแล้ว คีรีรอเรียกตามคิว เมื่อถึงคิวพยาบาลนัดแนะข้อมูลว่า เธอต้องไปรับยามากล่องหนึ่ง ซึ่งแบ่งยาเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้รับประทานเลยที่โรงพยาบาล อีกส่วนประมาณ 4 เม็ด ให้อมใต้ลิ้นทีหลังในวันรุ่งขึ้น หลังจากเดินทางกลับบ้าน

"ตอนนั้นไม่ได้ตกเลือดอะไร กินยาเสร็จ มีอาการเหมือนปวดท้องเมนส์ แต่มากกว่า และมีผลข้างเคียง คือ ท้องเสีย คลื่นไส้ แต่ว่าเป็นผลข้างเคียงของยาอยู่แล้ว"

คีรี เล่าว่าปวดท้องประมาณครึ่งชั่วโมง แต่หลังจากกินยาก็หาย หลังจากนั้นร่างกายต้องขับออกมาเป็นประจำเดือน ต่ออีกประมาณ 30 วัน แต่ไม่มีอาการปวดอะไร เพียงแต่ต้องหมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยและหมั่นทำความสะอาด

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

กฎหมายทำแท้ง

ประเทศไทย มีการแก้ไขกฎหมายทำแท้งเมื่อต้นปี 2564 ให้หญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกินกว่า 12 สัปดาห์ ยุติการตั้งครรภ์ได้ โดยไม่เป็นความผิดทางอาญา

นอกจากนี้ หญิงที่มีอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้เช่นกัน แต่ต้องตรวจและรับคำปรึกษาจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเพิ่งออกแนวปฏิบัติไปเมื่อเดือน ก.ย.

แม้จะมีการปลดล็อกแล้ว แต่ นพ. บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผอ. สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การให้บริการยุติตั้งครรภ์ ไม่ได้มีโดยทั่วไปทุกโรงพยาบาล นั่นไม่ได้เป็นประเด็นเฉพาะเรื่องมาตรฐานการรักษา "แต่เป็นเรื่องทัศนคติของผู้ให้บริการ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สะดวกใจในการให้บริการยุติการตั้งครรภ์"

ในแง่การเข้าถึง ปัจจุบันมีสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน ให้บริการการยุติการตั้งครรภ์ 110 แห่งใน 47 จังหวัด

ในจำนวนนี้เป็นโรงพยาบาลรัฐมากที่สุด คือ 68 แห่ง รองลงมา คือ คลินิกเอกชน 32 แห่ง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย 6 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 4 แห่ง

กรุงเทพฯ มีสถิติผู้ขอรับบริการมากที่สุด แต่กลับไม่มี รพ.ที่ยุติตั้งครรภ์ฟรี

ข้อมูลจากกลุ่ม "ทำทาง" หนึ่งในภาคีเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่พร้อมไม่พร้อม ระบุว่า สถิติในช่วง 1 มิ.ย. 2564 – 31 มี.ค. 2565 มีผู้เข้ารับคำปรึกษายุติตั้งครรภ์ จำนวน 1,177 คน ในจำนวนนี้ 277 คน ระบุว่าอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

สอดคล้องกับข้อมูลจากสายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 ซึ่งมีผู้มารับบริการปี 2564 จำนวน 41,542 คน โดยในเดือน ต.ค. 2564 – มี.ค. 2565 มีผู้รับบริการจาก กทม. จำนวน 2,947 คน

ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเขตสุขภาพที่มีผู้หญิงขอรับบริการมากที่สุดในประเทศ กลับไม่สามารถให้บริการทำแท้งปลอดภัย ถูกกฎหมายตามสิทธิสุขภาพได้ในโรงพยาบาลภายใต้สังกัด 11 แห่ง และโรงพยาบาลในเครือข่ายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ผู้หญิงทำแท้งได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ทำให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ต้องเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปทำแท้งกับสถานบริการที่ปลอดภัย โดยพวกเธอต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งการเดินทาง ที่พักแรม เพื่อให้เข้าถึงบริการตามสิทธิ

ทัศนคติของผู้ให้บริการ

"กฎหมายการทำแท้งผ่านแล้ว แต่ปัญหาคือโรงพยาบาลเรายังไม่รับทำให้ในกรณีนี้ ยังไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายก็เลยรับไม่ได้... เรารับทำให้เฉพาะคนไข้มีปัญหา (ถูกล่วงละเมิด) ถ้าคนไข้ไม่มีปัญหา เราไม่แนะนำให้รับทำค่ะ"

"ใคร ๆ ก็คงไม่ยุติการตั้งครรภ์ เพราะมันบาป ให้ทางเลือกโดยการไปคุยกันก่อน พ่อแม่พี่น้องโอเคไหม ที่จะตั้งครรภ์บุตรคนนี้"

นี่คือ บทสนทนาส่วนหนึ่งจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อบีบีซีไทยโทรศัพท์เข้าไปสอบถามที่แผนกสูตินรีเวชกรรม ในเดือน ต.ค. 2565 ที่กฎหมายทำแท้งแก้ไขไปแล้วเกือบสองปี

สิทธิประโยชน์หญิงที่ต้องการการยุติตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดสรรงบประมาณรายหัวสำหรับทุกสิทธิสุขภาพไว้ที่ 3,000 บาทต่อหัว มาตั้งแต่ปี 2563

แต่ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลที่ให้บริการยุติตั้งครรภ์ตามกฎหมายทำแท้งที่แก้ไขใหม่ เพราะยังเป็นความสมัครใจของโรงพยาบาลและบางหน่วยบริการยังขาดความเข้าใจข้อกฎหมายนี้ รวมถึงเป็นเรื่องทัศนคติต่อการทำแท้งของผู้ให้บริการเอง

Get

ที่มาของภาพ, Getty Images

อำนาจการตัดสินใจของผู้หญิง

สำหรับชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง คีรี คิดมาตลอดว่า หากเธอได้เป็นแม่คน เธอจะเป็นแม่ที่ดีและเป็นแม่ที่พร้อม

"มันเหมือนมีช้อยส์ (ทางเลือก) ในหัวเราตั้งแต่แรกแล้วว่า เราจะท้องหรือว่าทำแท้งไปก่อน ซึ่งการมีช้อยส์แบบนี้มันดีมาก เพราะมันทำให้เรามีทางเลือกว่าจะจัดการกับร่างกายของตัวเองอย่างไร เราพร้อมไหม ถ้าพร้อมก็เลือกทางนี้ ถ้าไม่พร้อมก็เลือกอีกทาง” คีรี กล่าว

“เราไม่ได้ง้าง (ตัดสินใจ) มาจากบ้านว่าครั้งนี้ ฉันจะปล่อยท้อง เพื่อลองทำแท้ง"

จากประสบการณ์ที่คีรีได้ผ่านมา เธอมองว่า สำหรับผู้หญิงที่ต้องการเลือกทางนี้ ภาพความกลัวที่สังคมสร้างขึ้นมา และมายาคติว่าผู้หญิงต้องเป็นแม่ที่ดี ก็มีผลสั่นคลอนจิตใจผู้หญิงอยู่เหมือนกัน

"เรารู้สึกว่าความกลัว ความกังวลต่าง ๆ มันเกิดจากที่สังคมสร้าง การพยายามย้ำเรื่องผีเด็ก การพยายามย้ำเรื่องผู้หญิงต้องเป็นแม่ และต้องเป็นแม่ที่ดีด้วย มาจากสังคมทั้งนั้น และถึงแม้ว่าเรามองว่าเราเชื่อแบบนี้ เราไม่ได้เชื่อตามที่สังคมพยายามสร้างให้เราเชื่อ สุดท้ายเสียงนั้นที่มันย้ำ ๆ มันก็เข้ามาในหูเราอยู่ดี และมันก็จะทำให้เราเสียกำลังใจ"

อย่างไรก็ตาม คนรอบข้างของคีรี ทำให้เธอก้าวผ่านเสียงเช่นนั้นมาได้

"เรามีคนสนับสนุนที่ดี เรามีกลุ่มเพื่อน ที่เข้าใจ คนที่ทำงานที่เข้าใจ พวกเขาบอกว่า ความมีคุณค่าของเรา คุณสมบัติที่ดีของเรา มันไม่ได้หายไปเลย ถึงแม้ว่าเราเลือกที่จะไม่ได้เป็นแม่" คีรีกล่าว และบอกด้วยว่า สารจากเพื่อน ๆ ที่เธอได้รับ คือ การมองว่าการยุติตั้งครรภ์เป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่ง เป็นช่วงที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเท่านั้นและสามารถเยียวยาร่างกายให้กลับมาเป็นปกติได้

“ตอนนี้เราทำงานที่เรารัก เราไม่ต้องทำงานหนักมากเพื่อมาหาเงินเลี้ยงลูก ลูกเราก็ไม่ต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ เพราะแม่ไม่ได้มีทุนสะสมมากพอที่จะเลี้ยงเขา”

ิิิิbbc

ยุติตั้งครรภ์ปลอดภัยตามสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทุกสิทธิการรักษา

การรับบริการยุติการตั้งครรภ์นี้ ต้องเป็นไปตามตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 28 พ.ศ. 2564 และข้อบังคับแพทยสภา ที่เป็นการให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยครอบคลุมการให้บริการทั้งวิธีการใช้ยายุติการตั้งครรภ์ (Misoprostol 200 mcg + Mifepristone 200 mg ชนิด combination pack) ที่หน่วยบริการขึ้นทะเบียนเป็น “หน่วยบริการที่มีศักยภาพให้บริการยุติการตั้งครรภ์ด้วยยา” กับ กรมอนามัย ซึ่งมีจำนวน 144 แห่ง ครอบคลุม 23 จังหวัด

หรือบริการยุติการตั้งครรภ์ด้วยวิธีศัลยกรรม เช่น การใช้กระบอกดูดสุญญากาศ (Manual Vacuum Aspiration: MVA), การใช้เครื่องดูดสุญญากาศไฟฟ้า (Electric Vacuum Aspiration: EVA) อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยหน่วยบริการใน ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีศักยภาพบริการ