มองเลือกตั้ง 66 ผ่านเส้นทางสู่ประชาธิปไตย เหตุใด "ชายยังเป็นใหญ่"

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 พ.ค. นี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้หญิงมีสัดส่วนมากกว่าผู้ชาย ทว่าสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งในระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ หรือแม้แต่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังมีสัดส่วนผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่า นี่คือบทสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมไทยยังคงตกอยู่ในระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการเรียกร้องสิทธิสตรีมาอย่างยาวนานขณะที่ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยมาแล้วกว่า 90 ปี ก็ตาม
หลักฐานสำคัญอีกประการคือ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีพรรคการเมืองเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่นำเสนอนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของสตรีในสังคม จึงเป็นกลายเป็นคำถามว่า "เพราะเหตุใด บทบาทสตรีในการเมืองยังคงจำกัด และไม่สามารถผลักดันแนวนโยบายที่สนองตอบความต้องการของพวกเธอได้"
จากข้อมูลโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บ่งชี้ว่า สัดส่วนผู้หญิงที่มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้คิดเป็นสัดส่วน 52% สูงกว่าสัดส่วนผู้ชายที่มีอยู่ 48%
ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า "ที่จริงแล้ว ข้อมูลด้านประชากรของไทยในสัดส่วนที่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็นเช่นนี้มานานแล้ว แต่มาพิจารณาสัดส่วน ส.ส. ในสภากลับมีสัดส่วนที่ผู้ชายมากกว่า ส่วนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครลงเลือกตั้ง ส.ส. ก็มีสัดส่วนผู้ชายมากกว่า แม้ว่าในระยะหลังก็เริ่มเห็นว่ามีจำนวน ส.ส. ผู้หญิงมากขึ้น อย่างเช่น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิงในรอบนี้ ก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีผู้สมัคร ส.ส. เขต เพศหญิงไม่ถึง 20%
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จำนวนผู้สมัครเป็น ส.ส. มีจำนวนค่อนข้างสวนทางกับสัดส่วนประชากรของผู้หญิง โดยจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่ามีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น 4,781 คน แบ่งเป็น ผู้ชาย 3,903 คน ขณะที่เป็นผู้หญิงเพียง 878 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 18% เท่านั้น
บีบีซีไทยตรวจสอบสัดส่วน ส.ส. ทั้งในระบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของแต่ละพรรคการเมืองหลัก ๆ เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พบว่า ในส่วนของ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ที่เป็นผู้หญิงก็มีสัดส่วนใกล้เคียงกับภาพรวมของยอดรวมทั้งหมดเช่นกัน อยู่ในช่วงระหว่าง 14-18%

ในส่วนพรรคการเมืองหลัก ๆ ที่ส่ง ส.ส. แบบแบ่งเขตที่เป็นผู้หญิงมากที่สุด คือ พรรคก้าวไกลและภูมิใจไทยเป็นจำนวนพรรคละ 73 คน ตามมาด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 17 คน พรรคเพื่อไทย 70 คน, พรรคพลังประชารัฐ 64 คน, พรรครวมไทยสร้างชาติ 62 คน และ พรรคไทยสร้างไทย 49 คน
ส่วนในจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ แต่ละพรรคข้างต้นมีจำนวนค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดยพรรครวมไทยสร้างชาติมีจำนวน ผู้สมัครเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดที่ 23 คน ตามมาด้วยพรรคไทยสร้างไทย 18 คน, พรรคภูมิใจไทย 17 คน และพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวนผู้สมัครหญิงเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเท่ากัน คือ พรรคละ 16 คน ส่วนพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยมี 15 คน
สำรวจนโยบายเพื่อผู้หญิงของพรรคการเมือง
บีบีซีไทยตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีเพียงบางพรรคเท่านั้นที่นำเสนอนโยบายที่เจาะจงกลุ่มผู้เลือกตั้งที่เป็นผู้หญิง
พรรคไทยสร้างไทย
นโยบายช่วยเหลือมารดาระหว่างตั้งครรภ์และสงเคราะห์การเลี้ยงบุตร
- เงินช่วยเหลือระหว่างการตั้งครรภ์ มารดาเบิกได้ 2,000 บาท/ต่อเดือน
- เงินสงเคราะห์การเลี้ยงบุตร มารดาเบิกได้ 2,000 บาท/เดือน ตั้งแต่เกิดจนถึง 6 ปี
พรรคเพื่อไทย
- การยกระดับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทักษะ เป็นการพัฒนาจากกองทุนสมัยรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีกรอบความรับผิดชอบ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน, การพัฒนาทักษะอาชีพ, และการดูแลปกป้องสิทธิสตรี, ผู้ด้อยโอกาส, ผู้พิการ และผู้สูงอายุ เพื่อดูแลประชากรหญิงครอบคลุมทุกมิติ
- การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดฟรีสำหรับผู้หญิงทุกคน

ที่มาของภาพ, เว็บไซต์พรรคไทยสร้างไทย
พรรคก้าวไกล
- ตำรวจหญิงทุกสถานีเติบโตเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ และผลักดันให้มีตำรวจหญิงประจำทุกสถานี เพื่อให้เหยื่อผู้ถูกคุกคามทางเพศรู้สึกอุ่นใจในการเข้ามาแจ้งความมากขึ้น
- ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องเพศและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เรื่องเพศกับหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม
- ยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในสินค้าหมวดหมู่ผ้าอนามัยและของใช้สิ้นเปลืองสำหรับวัยเจริญพันธุ์
- แจกผ้าอนามัยฟรีในสถานศึกษาและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ. สต.) เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนผ้าอนามัยและความจนประจำเดือน (Period Poverty) โดยเฉพาะสำหรับผู้มีประจำเดือนในวัย 10-25 ปี
- สิทธิลาคลอด 180 วัน พ่อแม่แบ่งกันได้ ขณะที่แรงงานที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม และถูกนำเข้ามาเป็นแรงงานที่ไม่มีผู้ว่าจ้างในระบบประกันสังคมถ้วนหน้า จะได้รับเงินสนับสนุนในการลาคลอด 5,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 6 เดือน
ผศ.ดร. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมวิเคราะห์กับบีบีซีไทยมองว่า ที่ผ่านมาพรรคต่าง ๆ แทบจะไม่ให้ความสำคัญต่อนโยบายสำหรับผู้หญิงอย่างจริง ๆ จัง ๆ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้เริ่มเห็นนโยบายบางอย่างที่เจาะกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะมากขึ้น แต่ด้วยสภาพสังคมที่ยังคงอยู่ในระบบผู้ชายเป็นใหญ่จึงทำให้แนวนโยบายส่วนใหญ่เป็นในลักษณะถ้วนหน้ามากกว่า

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
"หากพิจารณาถึงแนวนโยบายพรรคสำหรับผู้หญิงที่น่าสนใจ คือ พรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ซึ่งได้ยกระดับบางประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของสตรีในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในชนบท ไม่จำเพาะที่ผู้หญิงในชนชั้นนำเท่านั้น อย่างเช่น นโยบายช่วยเหลือมารดาระหว่างตั้งครรภ์และสงเคราะห์การเลี้ยงบุตร" เธออธิบาย
เหตุใด ประเด็นสตรีถึงไม่ถูกให้ความสำคัญมากเท่าที่ควร
ผศ.ดร. กนกรัตน์ เล่าให้ฟังว่า ปัญหาที่สังคมกดทับกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะในชนบท โดยจัดกลุ่มพวกเขาด้วยฐานะและชนชั้น ทำให้ปัญหาของผู้หญิงถูกนับรวมไปในหมวดเดียวกันกับความยากจน
"กลุ่มผู้หญิงชนชั้นล่างมักจะไม่มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิง แต่พวกเขามองว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาคือปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม และอิงตัวเองว่าเป็นผู้หญิงที่จน ดังนั้น กลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคที่มีนโยบายแก้ปัญหายากจนในภาพรวม มากกว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการรายนี้ชี้ให้เห็นว่า อาจจะเป็นที่สังคมไทยได้ข้ามผ่านจาก "ความเท่าเทียมกันทางเพศ" (gender equality) ไปสู่ "ความหลากหลายทางเพศ" (gender diversity) แล้ว ที่ไม่มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่ถูกกดทับ กลุ่ม LGBTQ ถือว่าถูกกดทับมากกว่าผู้หญิงเสียอีก จึงทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไปเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBTQ จำนวนมาก
เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นสิ่งสะท้อนว่า สังคมไทยได้ก้าวหน้าไปมากแล้ว และประเด็นสิทธิสตรีก็เลยถูกโอบรัดด้วยประเด็นที่ใหม่มากกว่า คือ ความหลากหลายทางเพศ หากว่าสามารถสร้างความเท่าเทียมกันในความหลากหลายทางเพศได้สำเร็จ ก็จะทำให้ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศระหว่างหญิงชายก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นไปด้วย
พลังสตรีในการเมืองที่ถูกมองข้าม

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากประสบการณ์ในการศึกษาภูมิทัศน์การเมืองของไทยของ ดร. สติธร ได้ชี้ให้เห็นบทบาทที่น่าสนใจของกลุ่มผู้หญิงในทางการเมือง แม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นหลัก ๆ แต่ในบทบาทผู้สนับสนุนที่สำคัญ ในลักษณะการเป็น "หัวคะแนน" และสามารถทำให้มีคนโหวตสนับสนุนได้มาก ๆ

ที่มาของภาพ, PRสถาบันพระปกเกล้า
"ใครเข้าถึงกลุ่มแม่บ้าน หรือ อสม. กลุ่มผู้หญิงได้ในหมู่บ้านในตำบลได้ ถือว่ามีโอกาส กลุ่มบ้านใหญ่ที่สามารถมีศักยภาพสูงในการกอบโกยคะแนน ก็คือกลุ่มผู้หญิงขับเคลื่อนทั้งนั้น" ผอ. สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า เล่า
จำนวนนักการเมืองหญิงเพิ่มขึ้นบ่งบอกอะไรได้บ้าง
นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันพระปกเกล้า มองปรากฏการณ์ของไทยมีจำนวนนักการเมืองผู้หญิงเพิ่มขึ้น ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นมาจากลักษณะเครือข่ายนักการเมืองที่เป็นครอบครัว และสนใจงานการเมืองของครอบครัว

ที่มาของภาพ, WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI
หากพิจารณาให้ลึกลงไปในรายละเอียด ผศ.ดร. กนกรัตน์ กลุ่มผู้หญิงในการเมืองออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่ออธิบายภูมิทัศน์ทางการเมือง
- กลุ่มแรก คือ ผู้หญิงที่เป็นชนชั้นนำ (elitist gender) ในทางการเมือง ชนชั้นผู้นำก็มีการรณรงค์เรื่องสิทธิของผู้หญิง ผู้หญิงชนชั้นนำก็มีความต้องการจะมีบทบาททางการเมือง จึงทำให้เกิดแนวความคิดที่ว่า เพิ่มจำนวนและสัดส่วน ส.ส. ที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น บทบาทของผู้หญิงในสมาคมต่าง ๆ ควรจะมีมากขึ้น
- กลุ่มที่สอง คือ การมองผู้หญิงในเชิงชนชั้น การมีผู้หญิงเป็น ส.ส. การมีตัวแทนผู้หญิงในสาขาอาชีพต่าง ๆ ไม่มีผลอะไรต่อการยกระดับคุณภาพหรือสิทธิของผู้หญิงโดยรวมของประเทศ เพราะผู้หญิงภายใต้ระบอบผู้ชายเป็นใหญ่ในปัจจุบัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในชนชั้นสูงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากจากนโยบายเพิ่มสัดส่วนตัวแทนผู้หญิงในระบบการเมือง
ขณะที่ ดร. สติธร วิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า ผู้กำกับทิศทางของการเมือง ยุทธศาสตร์ นโยบายให้พรรคนำเสนอก็อาจจะเป็นผู้ชาย ภายใต้โลกทัศน์แบบผู้ชายเป็นใหญ่ ก็ทำให้นโยบายที่ออกมาเป็นแบบเหมา ๆ ทุกคนถ้วนหน้า ไม่ได้แบ่งเพศ จึงทำให้โฟกัสนโยบายเพื่อผู้หญิง ไม่มีความสำคัญ หรือไม่อาจจะกลัวเสียคะแนน












