โลกจะเป็นอย่างไร หาก "โดนัลด์ ทรัมป์" ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต้
- Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
แม้ว่าผลโพลล์ล่าสุดจะชี้ว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือน พ.ย. ทว่า ผลดังกล่าวยังมีความสูสีกันอยู่มากจนเกินจะตัดสินได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ไม่ว่าใครจะชนะ ผลการเลือกตั้งนี้จะส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนนับล้านนอกพรมแดนของสหรัฐอเมริกา
ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดจะได้รับการยืนยันเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันในที่ประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเดือน ก.ค. ที่จะถึงนี้ เขามักไม่ค่อยให้รายละเอียดสำหรับแผนการของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม มีนโยบายอีกมากของทรัมป์ ซึ่งจะแตกต่างจากของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตอย่างชัดเจน นี่คือตัวอย่างบางส่วน
ทรัมป์จะยังคงสนับสนุนยูเครนต่อไหม ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสหรัฐฯ มาโดยตลอดที่ให้เงินช่วยเหลือทางทหารหลายพันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐ ให้ยูเครนตั้งแต่รัสเซียบุกโจมตีเต็มรูปแบบในปี 2022
ทรัมป์ เคยยกย่องประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเขายังได้ให้คำมั่นว่า จะยุติสงคราม "ภายใน 24 ชั่วโมง" หากเขาได้รับเลือกตั้ง เขาไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไร แต่คำพูดดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้รัสเซีย
ร่างกฎหมายที่รวมความช่วยเหลือทางทหารมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่รัฐบาลกรุงเคียฟถูกชะลอในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายเดือนโดยผู้สนับสนุนจากพรรครีพับลิกันของเขา ทว่า ทรัมป์ไม่ได้ออกมาพูดอะไรมากตอนที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านในเดือน เม.ย.
หนึ่งในพันธมิตรของทรัมป์อย่างนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บานของฮังการี ออกมาบอกว่า ทรัมป์ "จะไม่ให้เงินสักบาท" แก่ยูเครน หากเขาได้รับเลือก โดยนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ เพิ่งไปเยี่ยมทรัมป์ที่รัฐฟลอริดาเมื่อเดือน มี.ค.
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของนายออร์บาน นายทรัมป์บอกกับนิตยสารไทม์ (TIME) ว่า “ผมจะไม่ให้เว้นแต่ยุโรปจะเริ่มจ่ายเท่า ๆ กัน”
เขากล่าวว่า เขา “จะพยายามช่วยยูเครน” แต่ยุโรป “ไม่ได้จ่ายส่วนของพวกเขาเท่าที่ควร”
นโยบายตัดความช่วยเหลือทางการทหาร [ต่อยูเครน] ดูจะเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันต้องการ ในการสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พ.ค. โดยศูนย์วิจัยพิว (PEW) พบว่า 49% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากพรรครีพับลิกันกล่าวว่า รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินมากเกินไปในยูเครน เมื่อเทียบกับ 17% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากพรรคเดโมแครต
มิเชล เบนท์ลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยรอยัลฮอลโลเวย์แห่งกรุงลอนดอน กล่าวว่า สิ่งที่นายทรัมป์พูดได้สร้างผลกระทบออกไปแล้ว เนื่องจากนายปูติน “อาจรู้สึกฮึกเหิม” กับความเป็นไปได้ที่นายทรัมป์จะได้รับชัยชนะ

ทรัมป์จะเอาสหรัฐฯ ออกจากนาโตไหม ?
องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารที่ประกอบด้วย 32 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทรัมป์ออกจะรำคาญ
ในระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์มักขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกนาโต หากสมาชิกประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหม 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามที่ตกลงกันไว้
ตามกฎของนาโต การโจมตีประเทศสมาชิกใด ๆ ถือเป็นการโจมตีประเทศทั้งหมดในกลุ่ม
แต่ในเดือน ก.พ. ปีนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะไม่ปกป้องประเทศที่ "ไม่จ่ายเงิน" และจะสนับสนุนให้รัฐบาลรัสเซียทำ "อะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ" กับประเทศนั้น
เว็บไซต์หาเสียงของเขาระบุว่า เป้าหมายของเขาคือ "การประเมินโดยพื้นฐานใหม่" เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และภารกิจของนาโต

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความคิดเห็นเกี่ยวกับว่าเขาจะถอนสหรัฐฯ ออกจากนาโตหรือไม่นั้นแตกออกเป็นสองฝั่ง
แต่นายเอ็ด อาร์โนลด์ จากสถาบันวิจัยด้านกลาโหม Royal United Services Institute ในกรุงลอนดอนกล่าวว่า นายทรัมป์สามารถ "บ่อนทำลาย" นาโตได้โดยไม่ต้องถอนตัวออกมา ด้วยการลดจำนวนทหารอเมริกันในยุโรปหรือกำหนดเงื่อนไขในการตอบสนองของสหรัฐฯ หากรัสเซียบุกโจมตีประเทศสมาชิกนาโต
ทรัมป์สัญญาจะเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่
ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขามีนโยบายคนเข้าเมืองที่แข็งกร้าว และเขาได้ให้คำมั่นว่า จะทำให้เข้มงวดยิ่งขึ้นหากเขากลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง
เขากล่าวว่าในวันแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่ง เขาจะ "เริ่มปฏิบัติการเนรเทศภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา"

ที่มาของภาพ, Getty Images
พรรครีพับลิกันให้คำมั่นว่าจะยุติการให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดสำหรับบุตรของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้องและจะทำสงครามกับแก๊งค้ายาเสพติดชาวเม็กซิกัน
เมื่อปีที่แล้ว เขายังเสนอว่าจะขยายคำสั่งห้ามการเดินทางที่เป็นที่ถกเถียงก่อนหน้านี้ซึ่งห้ามผู้คนจากหลายประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่
"นอกเหนือจากการพยายามเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกต้องหลายล้านคน ซึ่งหลายคนอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ นายทรัมป์ยังพยายามลดการอพยพที่ถูกกฎหมาย" นางดอริส ไมส์เนอร์ อดีตผู้บัญชาการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและแปลงสัญชาติสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว และปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สถาบันนโยบายการย้ายถิ่นฐานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าว
เว็บไซต์ของทรัมป์เน้นว่า ในระหว่างดำรงตำแหน่ง เขาได้ระงับโครงการตั้งถิ่นฐานผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ และเธอกล่าวว่า เขามีแนวโน้มที่จะพยายามทำเช่นนั้นอีกครั้ง
นางไมส์เนอร์เชื่อว่า อดีตประธานาธิบดีจะเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายในแผนการของเขา เช่นเดียวกับในสมัยแรกของเขาเมื่อศาลแทรกแซงการตัดสินใจต่าง ๆ เช่น คำสั่งห้ามการเดินทาง
นอกจากนี้ เธอเสริมว่า แผนการเนรเทศของเขา "จะเผชิญกับความเป็นจริงที่ว่ารัฐบาลกลางไม่มีทรัพยากรในการกักขังและขับไล่ผู้คนในจำนวนที่ใกล้เคียงกับที่นายทรัมป์สัญญาไว้"
ประธานาธิบดีไบเดนสัญญาว่าจะมีนโยบายการเข้าเมืองที่ "มีมนุษยธรรม" มากขึ้น และได้ระงับหรือเพิกถอนนโยบายชายแดนยุคทรัมป์หลายฉบับ แต่โพลแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวากังวลเกี่ยวกับระดับการอพยพ ทำให้ไบเดนต้องเลือกดำเนินนโยบายอย่างแยบยลที่สุด
ในเดือน มิ.ย. นายไบเดนออกคำสั่งกว้าง ๆ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ขับไล่ผู้อพยพที่เข้าประเทศสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายออกไปโดยไม่ต้องดำเนินการกับกระบวนการขอลี้ภัยของผู้อพยพเหล่านี้ แต่สองสัปดาห์ต่อมา เขาเปิดเผยนโยบายปกป้องคู่สมรสที่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้องหลายแสนคนของพลเมืองสหรัฐฯ จากการถูกเนรเทศ
ทรัมป์จะสนับสนุนอิสราเอลต่อไปหรือไม่ ?
ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์ออกมาสนับสนุนอิสราเอลและรัฐบาลฝ่ายขวาของประเทศอย่างออกหน้าออกตา
เขาประกาศว่าสหรัฐฯ รองรับนครเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และปัดตกนโยบายของประเทศดำเนินมาหลายทศวรรษ เขาย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากกรุงเทลอาวีฟ ไปยังนครเยรูซาเลม
การกระทำทั้งสองอย่างนี้ ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขในยุคของประธานาธิบดีไบเดนเช่นเดียวกัน ทำให้ฝั่งปาเลสไตน์มองว่า สหรัฐฯ เลือกข้างในประเด็นสถานะของนครเยรูซาเล็ม
รัฐบาลทรัมป์ให้การสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มยิวในพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ การกระทำที่ซึ่งสังคมนานาชาติมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อิสราเอลไม่ยอมรับคำกล่าวหานั้น
รัฐบาลของทรัมป์ยังเป็นตัวกลางให้อิสราเอลสามารถบรรลุข้อตกลงกับ 4 ประเทศอาหรับอย่าง บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซูดาน และโมร็อกโก

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม บางคนมองว่า เขาแอบเก็บความแค้นต่อนายเบนจามิน เนทันยาฮู นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020 เมื่อนายเนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในขณะนั้นโทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายไบเดน ขณะที่ทรัมป์ยังคงคัดค้านผลการเลือกตั้ง
หลังจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายทรัมป์กล่าวว่า นายเนทันยาฮู "ไม่ได้เตรียมพร้อม" สำหรับการโจมตีของฮามาส และเรียกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงในเลบานอนว่า "ฉลาด" ทำให้เกิดความโกรธเคืองในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนอิสราเอล
นายทรัมป์ยังคงเน้นย้ำถึงประวัติการสนับสนุนอิสราเอลของเขา แต่ปัจจุบันบอกว่า อิสราเอลต้อง "จบสิ่งที่เริ่มต้นไว้" ต่อกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาและ "ทำให้เสร็จโดยเร็ว" เพราะประเทศกำลัง "แพ้สงครามการประชาสัมพันธ์"
เขาบอกกับนิตยสารไทม์ว่า ในสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เขาจะ "ปกป้องอิสราเอล" แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักเกี่ยวกับแผนการรับมือกับอิหร่าน ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน เพิ่มการคว่ำบาตร และอนุญาตให้มีการโจมตีที่สังหาร คาเซ็ม สุเลมานี ผู้บัญชาการทางทหารที่ทรงอำนาจที่สุดของอิหร่าน
ทรัมป์จะกลับมากดดันจีนต่อไหม ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตอนที่อยู่ในตำแหน่ง ทรัมป์ขู่จะยกระดับสงครามทางการค้ากับจีน หากเขาได้รับเลือก เขาชี้ว่าภาษีนำเข้าอาจสูงกว่า 60% สำหรับจีน
เมื่อปีที่แล้ว เขาพูดถึง "ข้อบังคับใหม่ที่รุนแรง" เพื่อหยุดจีนซื้อกิจการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอนาคตในสหรัฐฯ อาทิ ด้านพลังงาน และโทรคมนาคม
ด้วยความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับสถานการณ์ในไต้หวัน ผู้คนในแวดวงเดียวกับทรัมป์ต้องการเห็นนโยบายด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ที่พุ่งเป้าไปที่จีนเพิ่มขึ้น
นายเอลบริดจ์ โคลบี ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ในสมัยที่นายทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กลายเป็นเสียงที่มีอิทธิพลในพรรครีพับลิกันสำหรับประเด็นด้านความมั่นคง และอาจได้ตำแหน่งหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง
ปัญญาชนที่มีแนวความคิดอนุรักษนิยมรายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในพรรครีพับลิกันที่ต้องการให้รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ เอาจริงเอาจังกับรัฐบาลจีน
"มันไม่ใช่ว่า เราควรจะหันหลังให้กับยูเครน แต่การสนับสนุนพวกเขาต้องไม่ใช่ความสำคัญอันดับต้น ๆ เมื่อมองว่าตอนนี้จีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกันมากกว่ารัสเซีย" โคลบี เผย
เขาเสริมว่า เขามั่นใจว่า นายทรัมป์ "รู้เรื่องนี้อย่างดี"
ตอนนี้ไต้หวันปกครองตัวเองและมองว่า ตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะมีรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ทว่า รัฐบาลจีนมองว่าไต้หวันเป็นจังหวัดหนึ่งที่พยายามแยกตัวออกมา แต่ในที่สุดก็จะอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอยู่ดี โดยรัฐบาลจีนยังไม่ได้ตัดทางเลือกในการใช้กำลังเข้าไปยึดครองไต้หวัน
ในอดีตสหรัฐฯ จงใจแสดงท่าทีคลุมเครือในการแสดงปฏิกิริยาหากว่าจีนรุกรานไต้หวัน แม้ว่านายไบเดนได้แสดงให้เห็นว่ามีความชัดเจนที่สุดในบรรดาผู้นำที่ผ่านมาของสหรัฐฯ ว่าจะปกป้องไต้หว้นก็ตาม
ด้านนายทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบว่า เขาจะทำอย่างไร แต่เขาเคยแสดงออกครั้งหนึ่งจนรัฐบาลจีนต้องส่งสาส์นมาต่อว่าสหรัฐฯ หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งในปี 2016 แล้วเลือกที่จะรับสายแสดงความยินดีจากประธานาธิบดีไต้หวัน ฉีกกฎไม่ติดต่อทางการทูตที่สหรัฐฯ ปฏิบัติมาเป็นเวลานานทิ้ง
นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในยุคทรัมป์จะเป็นอย่างไร ?
ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2015 นายไบเดนได้ทบทวนการตัดสินใจนี้แล้วหันกลับมาร่วมกับความเคลื่อนไหวนี้ แต่เว็บไซต์หาเสียงของทรัมป์ระบุว่า เขาจะถอนตัวอีกครั้ง
เขาสัญญาว่าจะ "ขุด ขุด ขุด" เพื่อหาน้ำมัน พร้อมให้คำมั่นว่า จะมีพลังงานราคาถูกกว่า
เว็บไซต์ของทรัมป์ยังกล่าวว่าเขาจะหยุด “การฟ้องร้องที่ไร้สาระ” โดยนักสิ่งแวดล้อม ยุติเงินอุดหนุนสำหรับพลังงานลม ลดภาษีให้ผู้ผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน และย้อนกลับกฎระเบียบการปล่อยไอเสียรถยนต์ที่นายไบเดนออกมา
ศาสตราจารย์เดวิด จี วิคเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก กล่าวว่า ไม่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสองคนใดที่มีความเห็นต่างกันมากเท่านี้ในเรื่องสภาพภูมิอากาศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
ศ.วิคเตอร์ ผู้เคยเป็นอดีตผู้เขียนนำสำหรับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ ยังกล่าวว่าชัยชนะของทรัมป์จะเป็น “หายนะ” สำหรับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลสหรัฐฯ
“เขาจะทำให้พันธมิตรของเราห่างเหิน... ดังนั้นจึงมีความตื่นตระหนกมากมาย” เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.ไซมอน อีวานส์ รองบรรณาธิการเว็บไซต์ที่ทรงอิทธิพลด้านสภาพภูมิอากาศอย่างคาร์บอน บรีฟ (Carbon Brief) กล่าวว่า "แทบเป็นไปไม่ได้" ที่สหรัฐฯ จะบรรลุคำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ หากทรัมป์กลับมายังทำเนียบขาว
เขาเป็นผู้ร่วมเขียนงานศึกษาฉบับหนึ่งที่สรุปว่า สหรัฐฯ จะพลาดเป้าด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ด้วยส่วนต่างที่น้อยกว่า หากนายไบเดนเป็นประธานาธิบดี
นายไบเดนได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.9 ล้านล้านบาท) สำหรับพลังงานสะอาดและสภาพภูมิอากาศ ผ่านกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) แต่นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศบางคนก็ออกมาต่อต้านนายไบเดนต่อโครงการผลิตก๊าซและนำมัน ซึ่งรวมถึงโครงการวิลโลว (Willow) ในรัฐอะแลสกา
"ผมคิดว่า ไบเดนก็ทำทุกอย่างที่เขาทำได้แล้ว" ศ.วิกเตอร์ ระบุ
"เขาให้คำมั่นสัญญาที่ยิ่งใหญ่ว่า จะลดการปล่อยก๊าซ ซึ่งเป็นเรื่องเกือบแน่นอนว่าเราทำไม่ได้ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รัฐบาลของไบเดนทำเพื่อนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศมากกว่ารัฐบาลอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์"











