โลกจะเป็นอย่างไร หาก "โดนัลด์ ทรัมป์" ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง?

Former US President Donald Trump holds his arms open as he makes a speech during a campaign event in Florida in June 2024

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์จะได้รับการยืนยันให้เป็นตัวแทนพรรคริพับลิกันอย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองในเดือน ก.ค. นี้
    • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต้
    • Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

แม้ว่าผลโพลล์ล่าสุดจะชี้ว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือน พ.ย. ทว่า ผลดังกล่าวยังมีความสูสีกันอยู่มากจนเกินจะตัดสินได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

ไม่ว่าใครจะชนะ ผลการเลือกตั้งนี้จะส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนนับล้านนอกพรมแดนของสหรัฐอเมริกา

ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดจะได้รับการยืนยันเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันในที่ประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเดือน ก.ค. ที่จะถึงนี้ เขามักไม่ค่อยให้รายละเอียดสำหรับแผนการของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม มีนโยบายอีกมากของทรัมป์ ซึ่งจะแตกต่างจากของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตอย่างชัดเจน นี่คือตัวอย่างบางส่วน

ทรัมป์จะยังคงสนับสนุนยูเครนต่อไหม ?

US President Joe Biden (right) greets Ukrainian President Volodymyr Zelensky at the June 2024 G7 summit in France

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลโพลล์ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มโหวตเตอร์ของพรรครีพับลิกัน สนับสนุนนโยบายที่สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินและการทหารต่อยูเครน น้อยกว่ากลุ่มผู้สนับสนุนของพรรคโดเมแครต

นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสหรัฐฯ มาโดยตลอดที่ให้เงินช่วยเหลือทางทหารหลายพันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐ ให้ยูเครนตั้งแต่รัสเซียบุกโจมตีเต็มรูปแบบในปี 2022

ทรัมป์ เคยยกย่องประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเขายังได้ให้คำมั่นว่า จะยุติสงคราม "ภายใน 24 ชั่วโมง" หากเขาได้รับเลือกตั้ง เขาไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไร แต่คำพูดดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้รัสเซีย

ร่างกฎหมายที่รวมความช่วยเหลือทางทหารมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่รัฐบาลกรุงเคียฟถูกชะลอในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายเดือนโดยผู้สนับสนุนจากพรรครีพับลิกันของเขา ทว่า ทรัมป์ไม่ได้ออกมาพูดอะไรมากตอนที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านในเดือน เม.ย.

หนึ่งในพันธมิตรของทรัมป์อย่างนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บานของฮังการี ออกมาบอกว่า ทรัมป์ "จะไม่ให้เงินสักบาท" แก่ยูเครน หากเขาได้รับเลือก โดยนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ เพิ่งไปเยี่ยมทรัมป์ที่รัฐฟลอริดาเมื่อเดือน มี.ค.

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของนายออร์บาน นายทรัมป์บอกกับนิตยสารไทม์ (TIME) ว่า “ผมจะไม่ให้เว้นแต่ยุโรปจะเริ่มจ่ายเท่า ๆ กัน”

เขากล่าวว่า เขา “จะพยายามช่วยยูเครน” แต่ยุโรป “ไม่ได้จ่ายส่วนของพวกเขาเท่าที่ควร”

นโยบายตัดความช่วยเหลือทางการทหาร [ต่อยูเครน] ดูจะเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันต้องการ ในการสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พ.ค. โดยศูนย์วิจัยพิว (PEW) พบว่า 49% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากพรรครีพับลิกันกล่าวว่า รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินมากเกินไปในยูเครน เมื่อเทียบกับ 17% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากพรรคเดโมแครต

มิเชล เบนท์ลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยรอยัลฮอลโลเวย์แห่งกรุงลอนดอน กล่าวว่า สิ่งที่นายทรัมป์พูดได้สร้างผลกระทบออกไปแล้ว เนื่องจากนายปูติน “อาจรู้สึกฮึกเหิม” กับความเป็นไปได้ที่นายทรัมป์จะได้รับชัยชนะ

Bar chart showing the US has given $54bn in military aid to Ukraine to 30 April 2024, comparied to $10.9bn from Germany, $9.4bn from the UK and smaller anounts from other European countries and Canada
คำบรรยายภาพ, ลำดับประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหารแก่ยูเครน

ทรัมป์จะเอาสหรัฐฯ ออกจากนาโตไหม ?

องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารที่ประกอบด้วย 32 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทรัมป์ออกจะรำคาญ

ในระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์มักขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกนาโต หากสมาชิกประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหม 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามที่ตกลงกันไว้

ตามกฎของนาโต การโจมตีประเทศสมาชิกใด ๆ ถือเป็นการโจมตีประเทศทั้งหมดในกลุ่ม

แต่ในเดือน ก.พ. ปีนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะไม่ปกป้องประเทศที่ "ไม่จ่ายเงิน" และจะสนับสนุนให้รัฐบาลรัสเซียทำ "อะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ" กับประเทศนั้น

เว็บไซต์หาเสียงของเขาระบุว่า เป้าหมายของเขาคือ "การประเมินโดยพื้นฐานใหม่" เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และภารกิจของนาโต

American (left) and Nato flags are seen flying together in Warsaw on 12 April 2024

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์มักจะออกมาวิจารณ์ประเทศบรรดาสมาชิกนาโตที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเรื่องเม็ดเงินใช้จ่ายทางการทหารตามข้อตกลง

ความคิดเห็นเกี่ยวกับว่าเขาจะถอนสหรัฐฯ ออกจากนาโตหรือไม่นั้นแตกออกเป็นสองฝั่ง

แต่นายเอ็ด อาร์โนลด์ จากสถาบันวิจัยด้านกลาโหม Royal United Services Institute ในกรุงลอนดอนกล่าวว่า นายทรัมป์สามารถ "บ่อนทำลาย" นาโตได้โดยไม่ต้องถอนตัวออกมา ด้วยการลดจำนวนทหารอเมริกันในยุโรปหรือกำหนดเงื่อนไขในการตอบสนองของสหรัฐฯ หากรัสเซียบุกโจมตีประเทศสมาชิกนาโต

ทรัมป์สัญญาจะเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่

ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขามีนโยบายคนเข้าเมืองที่แข็งกร้าว และเขาได้ให้คำมั่นว่า จะทำให้เข้มงวดยิ่งขึ้นหากเขากลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง

เขากล่าวว่าในวันแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่ง เขาจะ "เริ่มปฏิบัติการเนรเทศภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา"

A group of migrants wait in line near a US Border Patrol field processing centre after crossing the Rio Grande from Mexico on 18 December 2023 in Texas

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตัวเลขผู้ที่ข้ามพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัญหาผู้อพยพกลายเป็นประเด็นสำคัญของทั้งนายไบเดนและนายทรัมป์

พรรครีพับลิกันให้คำมั่นว่าจะยุติการให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดสำหรับบุตรของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้องและจะทำสงครามกับแก๊งค้ายาเสพติดชาวเม็กซิกัน

เมื่อปีที่แล้ว เขายังเสนอว่าจะขยายคำสั่งห้ามการเดินทางที่เป็นที่ถกเถียงก่อนหน้านี้ซึ่งห้ามผู้คนจากหลายประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่

"นอกเหนือจากการพยายามเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกต้องหลายล้านคน ซึ่งหลายคนอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ นายทรัมป์ยังพยายามลดการอพยพที่ถูกกฎหมาย" นางดอริส ไมส์เนอร์ อดีตผู้บัญชาการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและแปลงสัญชาติสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว และปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สถาบันนโยบายการย้ายถิ่นฐานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าว

เว็บไซต์ของทรัมป์เน้นว่า ในระหว่างดำรงตำแหน่ง เขาได้ระงับโครงการตั้งถิ่นฐานผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ และเธอกล่าวว่า เขามีแนวโน้มที่จะพยายามทำเช่นนั้นอีกครั้ง

นางไมส์เนอร์เชื่อว่า อดีตประธานาธิบดีจะเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายในแผนการของเขา เช่นเดียวกับในสมัยแรกของเขาเมื่อศาลแทรกแซงการตัดสินใจต่าง ๆ เช่น คำสั่งห้ามการเดินทาง

นอกจากนี้ เธอเสริมว่า แผนการเนรเทศของเขา "จะเผชิญกับความเป็นจริงที่ว่ารัฐบาลกลางไม่มีทรัพยากรในการกักขังและขับไล่ผู้คนในจำนวนที่ใกล้เคียงกับที่นายทรัมป์สัญญาไว้"

ประธานาธิบดีไบเดนสัญญาว่าจะมีนโยบายการเข้าเมืองที่ "มีมนุษยธรรม" มากขึ้น และได้ระงับหรือเพิกถอนนโยบายชายแดนยุคทรัมป์หลายฉบับ แต่โพลแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวากังวลเกี่ยวกับระดับการอพยพ ทำให้ไบเดนต้องเลือกดำเนินนโยบายอย่างแยบยลที่สุด

ในเดือน มิ.ย. นายไบเดนออกคำสั่งกว้าง ๆ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ขับไล่ผู้อพยพที่เข้าประเทศสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายออกไปโดยไม่ต้องดำเนินการกับกระบวนการขอลี้ภัยของผู้อพยพเหล่านี้ แต่สองสัปดาห์ต่อมา เขาเปิดเผยนโยบายปกป้องคู่สมรสที่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้องหลายแสนคนของพลเมืองสหรัฐฯ จากการถูกเนรเทศ

ทรัมป์จะสนับสนุนอิสราเอลต่อไปหรือไม่ ?

ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์ออกมาสนับสนุนอิสราเอลและรัฐบาลฝ่ายขวาของประเทศอย่างออกหน้าออกตา

เขาประกาศว่าสหรัฐฯ รองรับนครเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และปัดตกนโยบายของประเทศดำเนินมาหลายทศวรรษ เขาย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากกรุงเทลอาวีฟ ไปยังนครเยรูซาเลม

การกระทำทั้งสองอย่างนี้ ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขในยุคของประธานาธิบดีไบเดนเช่นเดียวกัน ทำให้ฝั่งปาเลสไตน์มองว่า สหรัฐฯ เลือกข้างในประเด็นสถานะของนครเยรูซาเล็ม

รัฐบาลทรัมป์ให้การสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มยิวในพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ การกระทำที่ซึ่งสังคมนานาชาติมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อิสราเอลไม่ยอมรับคำกล่าวหานั้น

รัฐบาลของทรัมป์ยังเป็นตัวกลางให้อิสราเอลสามารถบรรลุข้อตกลงกับ 4 ประเทศอาหรับอย่าง บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซูดาน และโมร็อกโก

Israeli Prime Minister Benjamin Netanyahu (left) and US President Donald Trump participate in the signing ceremony of the Abraham Accords between Israel and the UAE, and Israel and Bahrain, on the South Lawn of the White House on 15 September in Washington

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายทรัมป์ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่สนับสนุนอิสราเอลมาตลอด แต่บางครั้งเขาก็ออกมาวิจารณ์นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม บางคนมองว่า เขาแอบเก็บความแค้นต่อนายเบนจามิน เนทันยาฮู นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020 เมื่อนายเนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในขณะนั้นโทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายไบเดน ขณะที่ทรัมป์ยังคงคัดค้านผลการเลือกตั้ง

หลังจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายทรัมป์กล่าวว่า นายเนทันยาฮู "ไม่ได้เตรียมพร้อม" สำหรับการโจมตีของฮามาส และเรียกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงในเลบานอนว่า "ฉลาด" ทำให้เกิดความโกรธเคืองในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนอิสราเอล

นายทรัมป์ยังคงเน้นย้ำถึงประวัติการสนับสนุนอิสราเอลของเขา แต่ปัจจุบันบอกว่า อิสราเอลต้อง "จบสิ่งที่เริ่มต้นไว้" ต่อกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาและ "ทำให้เสร็จโดยเร็ว" เพราะประเทศกำลัง "แพ้สงครามการประชาสัมพันธ์"

เขาบอกกับนิตยสารไทม์ว่า ในสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เขาจะ "ปกป้องอิสราเอล" แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักเกี่ยวกับแผนการรับมือกับอิหร่าน ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน เพิ่มการคว่ำบาตร และอนุญาตให้มีการโจมตีที่สังหาร คาเซ็ม สุเลมานี ผู้บัญชาการทางทหารที่ทรงอำนาจที่สุดของอิหร่าน

ทรัมป์จะกลับมากดดันจีนต่อไหม ?

Former US President Donald Trump points at something at a press conference during his 2017 visit to Beijing

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอาจกลายเป็นนโยบายที่จะเกิดขึ้นในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์

ตอนที่อยู่ในตำแหน่ง ทรัมป์ขู่จะยกระดับสงครามทางการค้ากับจีน หากเขาได้รับเลือก เขาชี้ว่าภาษีนำเข้าอาจสูงกว่า 60% สำหรับจีน

เมื่อปีที่แล้ว เขาพูดถึง "ข้อบังคับใหม่ที่รุนแรง" เพื่อหยุดจีนซื้อกิจการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอนาคตในสหรัฐฯ อาทิ ด้านพลังงาน และโทรคมนาคม

ด้วยความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับสถานการณ์ในไต้หวัน ผู้คนในแวดวงเดียวกับทรัมป์ต้องการเห็นนโยบายด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ที่พุ่งเป้าไปที่จีนเพิ่มขึ้น

นายเอลบริดจ์ โคลบี ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ในสมัยที่นายทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กลายเป็นเสียงที่มีอิทธิพลในพรรครีพับลิกันสำหรับประเด็นด้านความมั่นคง และอาจได้ตำแหน่งหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง

ปัญญาชนที่มีแนวความคิดอนุรักษนิยมรายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในพรรครีพับลิกันที่ต้องการให้รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ เอาจริงเอาจังกับรัฐบาลจีน

"มันไม่ใช่ว่า เราควรจะหันหลังให้กับยูเครน แต่การสนับสนุนพวกเขาต้องไม่ใช่ความสำคัญอันดับต้น ๆ เมื่อมองว่าตอนนี้จีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกันมากกว่ารัสเซีย" โคลบี เผย

เขาเสริมว่า เขามั่นใจว่า นายทรัมป์ "รู้เรื่องนี้อย่างดี"

ตอนนี้ไต้หวันปกครองตัวเองและมองว่า ตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะมีรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ทว่า รัฐบาลจีนมองว่าไต้หวันเป็นจังหวัดหนึ่งที่พยายามแยกตัวออกมา แต่ในที่สุดก็จะอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอยู่ดี โดยรัฐบาลจีนยังไม่ได้ตัดทางเลือกในการใช้กำลังเข้าไปยึดครองไต้หวัน

ในอดีตสหรัฐฯ จงใจแสดงท่าทีคลุมเครือในการแสดงปฏิกิริยาหากว่าจีนรุกรานไต้หวัน แม้ว่านายไบเดนได้แสดงให้เห็นว่ามีความชัดเจนที่สุดในบรรดาผู้นำที่ผ่านมาของสหรัฐฯ ว่าจะปกป้องไต้หว้นก็ตาม

ด้านนายทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบว่า เขาจะทำอย่างไร แต่เขาเคยแสดงออกครั้งหนึ่งจนรัฐบาลจีนต้องส่งสาส์นมาต่อว่าสหรัฐฯ หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งในปี 2016 แล้วเลือกที่จะรับสายแสดงความยินดีจากประธานาธิบดีไต้หวัน ฉีกกฎไม่ติดต่อทางการทูตที่สหรัฐฯ ปฏิบัติมาเป็นเวลานานทิ้ง

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในยุคทรัมป์จะเป็นอย่างไร ?

ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2015 นายไบเดนได้ทบทวนการตัดสินใจนี้แล้วหันกลับมาร่วมกับความเคลื่อนไหวนี้ แต่เว็บไซต์หาเสียงของทรัมป์ระบุว่า เขาจะถอนตัวอีกครั้ง

เขาสัญญาว่าจะ "ขุด ขุด ขุด" เพื่อหาน้ำมัน พร้อมให้คำมั่นว่า จะมีพลังงานราคาถูกกว่า

เว็บไซต์ของทรัมป์ยังกล่าวว่าเขาจะหยุด “การฟ้องร้องที่ไร้สาระ” โดยนักสิ่งแวดล้อม ยุติเงินอุดหนุนสำหรับพลังงานลม ลดภาษีให้ผู้ผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน และย้อนกลับกฎระเบียบการปล่อยไอเสียรถยนต์ที่นายไบเดนออกมา

ศาสตราจารย์เดวิด จี วิคเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก กล่าวว่า ไม่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสองคนใดที่มีความเห็นต่างกันมากเท่านี้ในเรื่องสภาพภูมิอากาศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

ศ.วิคเตอร์ ผู้เคยเป็นอดีตผู้เขียนนำสำหรับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ ยังกล่าวว่าชัยชนะของทรัมป์จะเป็น “หายนะ” สำหรับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลสหรัฐฯ

“เขาจะทำให้พันธมิตรของเราห่างเหิน... ดังนั้นจึงมีความตื่นตระหนกมากมาย” เขากล่าว

 Emissions rise from a coal-fired power plant in the US state of West Virginia

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, งานศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ จะพลาดเป้าสากลในประเด็นสภาพภูมิอากาศไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่ผลลัพธ์จะออกมาแย่กว่าภายใต้รัฐบาลของทรัมป์

ดร.ไซมอน อีวานส์ รองบรรณาธิการเว็บไซต์ที่ทรงอิทธิพลด้านสภาพภูมิอากาศอย่างคาร์บอน บรีฟ (Carbon Brief) กล่าวว่า "แทบเป็นไปไม่ได้" ที่สหรัฐฯ จะบรรลุคำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ หากทรัมป์กลับมายังทำเนียบขาว

เขาเป็นผู้ร่วมเขียนงานศึกษาฉบับหนึ่งที่สรุปว่า สหรัฐฯ จะพลาดเป้าด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ด้วยส่วนต่างที่น้อยกว่า หากนายไบเดนเป็นประธานาธิบดี

นายไบเดนได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.9 ล้านล้านบาท) สำหรับพลังงานสะอาดและสภาพภูมิอากาศ ผ่านกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) แต่นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศบางคนก็ออกมาต่อต้านนายไบเดนต่อโครงการผลิตก๊าซและนำมัน ซึ่งรวมถึงโครงการวิลโลว (Willow) ในรัฐอะแลสกา

"ผมคิดว่า ไบเดนก็ทำทุกอย่างที่เขาทำได้แล้ว" ศ.วิกเตอร์ ระบุ

"เขาให้คำมั่นสัญญาที่ยิ่งใหญ่ว่า จะลดการปล่อยก๊าซ ซึ่งเป็นเรื่องเกือบแน่นอนว่าเราทำไม่ได้ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รัฐบาลของไบเดนทำเพื่อนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศมากกว่ารัฐบาลอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์"