มนุษย์เรามีแนวโน้มจะทุจริตโดยธรรมชาติจริงหรือ ? นี่คือคำอธิบายตามหลักประสาทวิทยาศาสตร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซูซานา พี. เกย์แทน
- Role, เดอะคอนเวอร์เซชัน
ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า เราไม่สามารถโต้แย้งได้เลยว่า การทุจริตคอร์รัปชันคือหนึ่งในความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมประชาธิปไตย การใช้สิทธิ อำนาจ หรือโอกาสที่ได้มาในทางที่ผิด ทั้งขัดต่อกฎหมายและหลักศีลธรรม แต่ในความเป็นจริง การทุจริตก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แรงกระตุ้นที่ไร้ศีลธรรมนี้เกิดขึ้นในสมองเราตั้งแต่เมื่อไหร่และเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นไปได้ไหมที่มนุษย์เราอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีแนวโน้มที่จะทุจริตโดยกำเนิด
บีบีซี พาหาคำตอบด้วยการขจัดความเชื่อเรื่องโชคชะตาได้กำหนดออกไป เพราะการทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่โรค และแน่นอนว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ประสาทวิทยาศาสตร์ได้เริ่มศึกษาว่า อำนาจทางการเมืองและอิทธิพลจากบริบทเชิงสถาบันในสังคม มีผลต่อกิจกรรมของสมองที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่ทุจริตหรือผิดศีลธรรมอย่างไร ในสมองที่มีสุขภาพดี สิ่งยัวยุที่จะทำให้ประพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชันควรสร้างความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และการกระทำ ซึ่งหมายความว่า สิ่งเร้าที่ส่งเสริมพฤติกรรมทุจริต เช่นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว จะถูกเปรียบเทียบกับองค์ประกอบที่คอยยับยั้งพฤติกรรมดังกล่าว เช่น ความกลัวว่าจะถูกลงโทษ
เมื่อเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ เราสามารถคาดการณ์ได้หรือไม่ ว่าอะไรจะทำให้เป็นตัวกำหนดเลือกทางเดินของเรา ?
รางวัล และการควบคุมตัวเอง
มีข้อมูลระบุว่าการ "หลงเชื่อในสิ่งยัวยุ" หรือยอมจำนนต่อการทุจริตนั้นต้องอาศัยการแทรกแซงของระบบสมองหลายระบบ วงจรที่ควบคุมการได้รับรางวัล การควบคุมตนเอง และการประเมินคุณธรรมของพฤติกรรมส่วนบุคคล เป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
โดย วงจรที่ตอบสนองพฤติกรรมบางอย่าง และกระตุ้นให้เราทำพฤติกรรมซ้ำที่โดดเด่นที่สุด คือบริเวณที่มีการปล่อยสารสื่อประสาทในสมองเพื่อตอบสนองเมื่อได้เงินหรือสถานะใดสถานะหนึ่ง
ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการทุจริตเกิดขึ้นสำเร็จ (เช่น การติดสินบนเป็นจำนวนมาก) การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทที่สนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ จะได้รับการเสริมกำลัง และนั่นจะทำลายสมดุลระหว่างแรงกระตุ้นและการควบคุมในสมองที่ยอมจำนนต่อการทุจริต

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในแง่หนึ่ง ความพึงพอใจจากความสำเร็จที่ได้รับจากการกระทำทุจริตจะปิดกั้นกลไกในการประเมินด้านจริยธรรมของการกระทำนั้น ๆ
โดย มีโครงสร้างที่รับผิดชอบในการวางแผนระยะยาวและยับยั้งแรงกระตุ้น ซึ่งการทำงานอย่างปกติของมันช่วยให้เราต้านทานความพึงพอใจระยะสั้นที่ล่อตาล่อใจและเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ระยะยาวในอนาคต เช่น การสร้างชื่อเสียงที่ดี หรือการรับประกันอาชีพทางการเมืองที่ยาวนาน แต่การเปิดใช้งานวงจรที่เลือกความพอใจโดยทันทีจะปิดกั้นการทำงานของสมองส่วนนี้
นอกจากนี้ สมองนั้นเปรียบเสมือนคำพูดที่ว่า "ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนก็จงทำตามสิ่งที่คุณเห็น" ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงในการต่อสู้กับการทุจริต เหตุผลก็คือพฤติกรรมทางสังคมของเราถูกคัดเลือกมาตลอดหลายล้านปีของวิวัฒนาการ เพื่อให้เราเข้าพวก รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และเรียกร้องการยอมรับ
การจะหลุดพ้นจากสิ่งนั้นต้องใช้ความแข็งแกร่งทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และหลายครั้งต้องมีราคาที่ต้องจ่าย สำหรับ ความโดดเดี่ยว
ดังนั้น หากมีพฤติกรรมที่ "น่าฉงน" ในสภาพแวดล้อม สมองของเราก็มีความเสี่ยงที่จะรับพฤติกรรมเหล่านี้มาเป็นของตัวเอง ดังที่การทดลองของ โซโลมอน แอสช์ เมื่อหลายปีก่อนที่แสดงให้เห็นว่า แรงกดดันทางสังคมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของแต่ละคน แม้ว่าคนจะรู้คำตอบที่ถูกต้องชัดเจนก็ตาม
ดังนั้น ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้การทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติ แรงกดดันจากสภาพแวดล้อมจะกระตุ้นพื้นที่ของสมองส่วนสังคม เพิ่มแรงจูงใจในการเลียนแบบพฤติกรรมกลุ่ม แม้ว่าจะขัดต่อหลักจริยธรรมของตนก็ตาม
หากปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เราจะไม่รู้สึกไวต่อสิ่งเร้า การเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จะลดการตอบสนองของพื้นที่ประสาทที่รับผิดชอบในการระบุถึงภัยอันตราย และทำให้สัญญาณ "การเตือนภัยทางศีลธรรม" ในสมองของเราเงียบลง
ส่งเสริมสังคมที่การทุจริตไม่เป็นที่ยอมรับ
วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการทุจริตคือการเปลี่ยนแปลงสังคมที่สมองของมนุษย์ถูกพัฒนาขึ้นมาตามบริบทของมัน
เราเป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการยอมรับในกลุ่มคนรอบตัว โดยหากเราไม่เรียกร้องความรับผิดรับชอบ หรืออาศัยอยู่ในบริบทเชิงสังคมที่อนุญาตให้เป็น เราก็จะทำให้พฤติกรรมการทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติและลดทอนกลไกภายในของความมีเกียรติลง
สิ่งนี้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ของ "การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง" ซึ่งช่วยให้ตีความพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมใหม่ได้ จนกระทั่งเริ่มมองว่าเป็น "สิ่งที่จำเป็น" หรืออย่างน้อยก็ "ไม่ร้ายแรง" ทำให้พฤติกรรมซ้ำซากกลายเป็นเรื่องปกติ
มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นถึง "การปรับตัวทางจิตใจ" ต่อการทุจริต โดยในจำนวนนั้น มีงานวิจัยที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพทางประสาทวิทยาศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจจะปรับคุณค่าของรายได้ส่วนบุคคลให้ "สูงขึ้น"
การขาดความเห็นอกเห็นใจและต้นทุนทางจริยธรรม
นอกจากนี้ คำอธิบายตามหลักประสาทวิทยาศาสตร์ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า เมื่อมีการตัดสินใจจากตำแหน่งที่มีอำนาจ สมองจะประมวลผลต้นทุนทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วยความผ่อนปรนมากขึ้น
การขาดความเห็นอกเห็นใจก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เนื่องจากความสามารถนี้ส่งผลต่อการตระหนักรู้ทางสังคมและลดแนวโน้มในการทุจริต โดยการคอร์รัปชันบิดเบือนลำดับความสำคัญของสังคม ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น และสมองจะเอนเอียงไปทางสิ่งใดก็ตามที่แสดงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว กลายเป็น "เห็นแก่ตัว" มากขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
กล่าวโดยสรุป การใช้พลังงานเป็นเวลานานมักจะทำให้ความสนใจในเป้าหมายของตนเองเพิ่มมากขึ้นและทำให้เครือข่ายประสาทในการควบคุมตนเองอ่อนแอลง ส่งผลให้สมองมีความไวต่อสิ่งเร้าน้อยลง และสัญญาณทั้งหมดที่อนุญาตให้มีการตอบแทนกันระหว่างบุคคลต่างๆ จะถูกปิดใช้งาน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลักฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมานี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือใหม่เพื่อป้องกันการทุจริตได้ คือการเสริมสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมและเครือข่ายการควบคุมที่สามารถช่วย "ต่อต้านสิ่งยัวยุ" โดยการฟื้นฟูกลไกที่ถูกยับยั้งในสมองส่วนทุจริต
เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม การนำรูปแบบการตำหนิติเตียนทางสังคมที่มีประสิทธิผลที่สุดมาใช้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หมายเหตุ: ซูซานา พี. เกย์แทน เป็นศาสตราจารย์ประจำสาขาสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยเซบียา ประเทศสเปน












