6 เรื่องอื้อฉาวของตึก สตง. ที่ถล่ม หลังแผ่นดินไหวใหญ่ ผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์

งานกู้ภัยจากซากตึก สตง. แห่งใหม่ที่ถล่มลงมา กำลังเดินหน้าเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, งานกู้ภัยจากซากตึก สตง. แห่งใหม่ที่ถล่มลงมา กำลังเดินหน้าเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ภูมิภาคสะกาย ประเทศเมียนมา เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. ห่างจากกรุงเทพมหานครของไทยกว่า 1,100 กิโลเมตร ความเสียหายขนาดใหญ่หนึ่งเดียวในเมืองหลวงของไทย คือ อาคาร 30 ชั้น ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งเป็นที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ที่สร้างขึ้นด้วยงบประมาณแผ่นดินกว่า 2,100 ล้านบาท

"พังเหมือนแพนเค้ก" คือลักษณะการถล่มลงมาตามการให้สัมภาษณ์ของ นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในวันแรก ๆ ที่เกิดเหตุอาคารถล่ม

จนถึงตอนนี้มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 44 ราย และอยู่ระหว่างการติดตามออกจากซากตึกอย่างน้อย 50 ราย จากข้อมูลของ กทม. วันที่ 15 เม.ย. เวลา 10.00 น.

เมื่ออาคารสูงของผู้ตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ กลายเป็นซากปรักหักพังภายในชั่วพริบตา ไม่นับรวมปัญหาการก่อสร้างล่าช้าที่เสร็จสิ้นไปเพียงราว 33% จากเป้าหมายจริง 86.77% ตามการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ของนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษก สตง. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้เห็นปัญหาที่ซุกซ่อนใต้ซากคอนกรีตมากขึ้น

บีบีซีไทยรวบรวมประเด็นอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร 30 ชั้น ของ สตง. ซึ่งถูกเปิดเผยออกมาในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

1. ตึกแห่งเดียวใน กทม. ที่พังถล่ม หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเมียนมา

วันที่ 28 มี.ค. เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 ลึกจากพื้นดินราว 10 กม. มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา ตามรายงานโดยกรมอุตุนิยมวิทยาของไทย โดยเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเวลาประมาณ 13.20 น. แต่ส่งแรงสะเทือนถึงประเทศไทยหลายพื้นที่ ทำให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศไทย สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

ในช่วงเวลาดังกล่าว มีหลายความเห็นที่พยายามมองหาสาเหตุการพังถล่มลงมาของตึก สตง. และโดยไม่ได้นัดหมาย ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ปล่องลิฟต์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการรับเหมาก่อสร้างมายาวนาน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยออกตัวว่าตนเองไม่ใช่วิศวกรโครงสร้าง แต่เท่าที่ดูจากคลิปวิดีโอ เขาเห็นว่าเกิดการถล่มจากข้างบนลงมาข้างล่าง อาจ "การฉีกขาดของเสาที่รับน้ำหนักของตึกทั้งหมดอยู่ข้างล่าง" แต่เชื่อว่าการออกแบบต้องคำนวณเผื่อการรับน้ำหนักและแรงต่าง ๆ ไว้แล้ว

ส่วน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตนายกสภาวิศวกรและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ยอมรับว่าการที่อาคารถล่มลงมาระหว่างการก่อสร้าง ถือว่า "ผิดปกติ" ชัดเจน เนื่องจากตามกฎกระทรวงกำหนกการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินรองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550 และ พ.ศ.2564 ระบุว่าอาคารดังกล่าวต้องออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหวในระดับที่ไม่ควรถล่มลงมา

พร้อมกันนี้ เขายังบอกด้วยว่าอาคารแห่งนี้ออกแบบมาให้ส่วนของลิฟต์เป็น "กระดูกสันหลังของตึก" โดยมีคานกับเสาเชื่อมกับกระดูกสันหลังดังกล่าว

ทั้งนี้ เขาบอกว่า หากดูจากโครงสร้าง ปล่องลิฟต์น่าจะสร้างเสร็จแล้ว เหลือเพียงส่วนประกอบด้านนอกเท่านั้น

มีผู้เชี่ยวชาญสองรายที่สันนิษฐานตรงกันว่าเป็นการพังถล่มลงมาแบบแพนเค้ก (pancake collapse) หรือการพังแบบขนมชั้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, มีผู้เชี่ยวชาญสองรายที่สันนิษฐานตรงกันว่าเป็นการพังถล่มลงมาแบบแพนเค้ก (pancake collapse) หรือการพังแบบขนมชั้น

ด้าน ศ.ดร. อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและนักวิจัยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวของไทยหลายแห่ง โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการพังทลายใน 3 จุดสำคัญของอาคาร ได้แก่ เสาชะลูดชั้นล่างหักที่บริเวณกลางเสา, รอยต่อระหว่างพื้นไร้คานกับเสาชั้นบนเฉือนขาดในแนวดิ่ง และ การพังที่เกิดจากปล่องลิฟต์

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ประเภทวิศวกรรมโยธา ออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของตนเองว่า ตึก สตง. แห่งใหม่ พังถล่มแบบแพนเค้ก (pancake collapse) หรือพังแบบขนมชั้น เกิดขึ้นภายในเวลาราว 8 วินาที

เขาอธิบายว่าโครงสร้างของตึกสร้างเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว และเมื่อเกิดแผ่นดินไหวกระทบต่ออาคารซึ่งไม่มีความสมมาตรเนื่องจากกำแพงของปล่องลิฟต์ที่เป็น shear core (แกนหลักในการรับแรงและถ่ายแรงไปยังส่วนต่าง ๆ ของอาคาร เพื่อให้ลิฟต์และอาคารสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย) อยู่เยื้องไปทางด้านหลัง จึงเกิดการโยกตัวพร้อมกับการบิดไปมาของอาคาร ส่งผลให้กำแพงปล่องลิฟต์และเสาถูกบิดกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว

"สันนิษฐานว่าการถูกบิดกลับไปกลับมาหลายรอบทำให้กำแพงคอนกรีตปล่องลิฟต์ข้างล่างแตกยุ่ยและวิบัติ แรงบิดจึงเข้าไปที่เสาซึ่งมีหน้าตัดเล็กกว่า พลอยให้เสาถูกบิดขาดตามไปด้วย เมื่อเสาและกำแพงชั้นล่างวิบัติใกล้เคียงกันภายใน 2 วินาที อาคารทั้งหลังจึงเหมือนลอยอยู่บนอากาศชั่วขณะ และด้วยแรงโน้มถ่วง มวลมหาศาลของอาคารทั้งหลังจึงตกลงมากระแทกพื้น" ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 8 เม.ย. นส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบหาสาเหตุการถล่มภายใน 90 วัน โดยให้คณะวิศวกรรมศาสตร์จาก 4 สถาบัน รวมถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง ทำโมเดลเพื่อวิเคราะห์ขั้นสูงด้วย

2. อาจใช้นอมินีชาวไทย-ไม่จ่ายเงินผู้รับเหมาช่วง สารพันเรื่องอื้อฉาวของบริษัทผู้รับเหมาชาวจีน

ผู้ดำเนินการก่อสร้าง คือ กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด

นับตั้งแต่เกิดเหตุตึกถล่ม บริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ตกเป็นเป้าการขุดคุ้ยมากที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทผู้รับเหมาของไทย

ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัทนี้จดทะเบียนวันที่ 10 ส.ค. 2561 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยสัดส่วน 51% ต่อผู้ถือหุ้นชาวจีนสัดส่วน 49% โดยในจำนวนนี้มีคนไทยทั้งหมด 3 ราย คือ นายโสภณ มีชัย นายประจวบ ศิริเขตร และ นายมานัส ศรีอนันท์

จากการสืบสวนเบื้องต้นโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) พบว่า ทั้ง 3 คน ไม่เคยทำงานเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างมาก่อน ที่น่าสนใจ คือ นายมานัสทำงานรับจ้างส่งของ-ยกของ มีรายได้รายวัน ขณะที่นายประจวบทำงานรับจ้างก่อสร้างมีรายรับประมาณ 10,000 บาท/เดือน เช่นเดียวกับ นายโสภณ ที่มีเงินเดือนราว 10,000 ด้วยเช่นกัน

ทางดีเอสไอยังพบว่าทั้ง 3 คน มีชื่อเป็นกรรมการและถือหุ้นในบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลต่างชาติเป็นจำนวนมาก ในลักษณะที่อาจเรียกได้ว่าเป็นนอมินีให้กับบริษัทต่างชาติ เพราะไม่สอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละราย

นอกจากนี้ ดีเอสไอยังพบด้วยว่าบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ได้รับงานก่อสร้างภาครัฐของไทยถึง 29 โครงการ มูลค่ารวมกันประมาณ 27,000 ล้านบาท

บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) เป็นบริษัทในเครือไชน่า เรลเวย์ กรุ๊ป (China Railway Group) รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างทางรถไฟและโครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทแม่ได้แต่งตั้งบริษัทย่อยที่มีหมายเลขกำกับเพื่อไปดำเนินการก่อสร้างในประเทศต่าง ๆ ตามนโยบายการลงทุนโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ บีอาร์ไอ (Belt and Road Initiative - BRI) ของจีน ซึ่งหมายเลข 10 เป็นบริษัทย่อยที่ดำเนินการในไทย

เป็นอีกครั้งที่โครงการก่อสร้างซึ่งดำเนินการโดยบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจจีนเผชิญกับเรื่องอื้อฉาว โดยความเสียหายล่าสุดเกิดขึ้นที่เมืองหลวงของไทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เป็นอีกครั้งที่โครงการก่อสร้างซึ่งดำเนินการโดยบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจจีนเผชิญกับเรื่องอื้อฉาว โดยความเสียหายล่าสุดเกิดขึ้นที่เมืองหลวงของไทย

ที่ผ่านมา บริษัทต่าง ๆ ในเครือรัฐวิสาหกิจของจีนแห่งนี้ เคยมีกรณีอื้อฉาวในหลายประเทศ จากการรวบรวมโดยเว็บไซต์ 101 ไม่ว่าจะเป็นการพังถล่มของสะพานมิตรภาพ จีน-เคนยา ฮั้วประมูลในเปรู ความไม่โปร่งใสในสัญญาโครงการปรับปรุงรางรถไฟในซาราเยโว ไปจนถึงการถูกธนาคารโลกขึ้นบัญชีดำไม่ให้ประมูลงานเป็นเวลา 9 เดือน ในปี 2562 หลังตรวจสอบพบข้อมูลเท็จในเอกสารประมูลโครงการก่อสร้างทางหลวงของจอร์เจีย

นอกจากนี้ยังมีกรณีทุจริตการก่อสร้างและติดสินบนเจ้าหน้าที่สิงคโปร์ รวมถึงการรับสินบนผ่านโครงการก่อสร้างในประเทศจีน

ล่าสุด ยังมีผู้รับเหมาชาวไทยร้องเรียนว่าโดนบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ค้างจ่ายค่าแรงมากกว่า 10 ล้านบาทด้วย จากการว่าจ้างให้เข้ามารับเหมาช่วง (subcontractor) ก่อสร้างตึก สตง. แห่งใหม่

ด้านโฆษกสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ว่า "ฝ่ายจีนสนับสนุนให้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบางบริษัทตามกฎหมาย แต่ก็คัดค้านการใส่ร้ายป้ายสีและบิดเบือนข้อเท็จจริงกับบริษัทจีน"

3. ITD บริษัทผู้รับเหมาไทยที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ

"มันทำ [คำหยาบคาย] อะไรวะเนี่ย" คือคำอุทานของนายสุทธิพงษ์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่พูดออกมาขณะเดินทางไปดูซากตึกถล่ม หลังเพิ่งเกิดเหตุได้ไม่นานและฝุ่นยังไม่ทันหายฟุ้ง

นี่เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวที่เขาพูดถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ระหว่างการให้ข้อมูลกับ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขายังบอกด้วยว่าทาง สตง. เข้าใจมาโดยตลอดว่าบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เนื่องจาก "อิตาเลียนไทยเป็นผู้ถูกมอบให้เซ็นสัญญา" มาตลอด โดยมีบริษัทจีน "เป็นผู้ joined (ร่วมดำเนินการ)"

ก่อนหน้านี้ บีบีซีไทยเคยรายงานวิกฤตสภาพคล่องขาดมือของ อิตาเลียนไทย หลังกลุ่มแรงงานรวมตัวประท้วงเพราะไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่หุ้นกู้ 5 รุ่น มูลค่ากว่า 14,455 ล้านบาท ก็ต้องเลื่อนเวลาจ่ายออกไปอีกสองปี จากที่กำลังจะครบกำหนดชำระในปี 2569

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

จากบทความเรื่อง เจาะลึก "อิตาเลียนไทย" บ.รับเหมารายใหญ่ที่ขาดทุนหลายพันล้าน เพราะ "ลงทุนผิด ดอกเบี้ยกัดกินทุกปี" ของบีบีซีไทย บอกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้อิตาเลียนไทยขาดทุนอย่างหนักในปีที่แล้ว เป็นเพราะมีการตั้งสำรองหนี้สูญ ซึ่งเป็นสถานะที่บริษัทประเมินว่าลูกหนี้อาจจะไม่สามารถจ่ายเงินได้ ถึงกว่า 2,220 ล้านบาท ประกอบกับภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายอีก 3,094 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับเครดิตทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) ยังปรับลดอันดับเครดิตของ อิตาเลียนไทย และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน ลงเป็น "B+" และ "B" ตามลำดับ พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวโน้มเครดิตจาก "กำลังพัฒนา" (Developing) เป็น "ลบ" (Negative) ซึ่ง "สะท้อนถึงการเสื่อมถอยของสถานะทางธุรกิจและการเงินของบริษัทฯ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้"

"จริง ๆ คือเขาลงทุนผิดพลาด แล้วมีดอกเบี้ยกัดกินบริษัทอยู่ทุกปี" อวยพร วชิรกาญจนาภรณ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) บอกกับบีบีซีไทย ซึ่งทำให้เห็นภาพใหญ่ว่าปัญหาของอิตาเลียนไทยนั้นสะสมมานานหลายปีแล้ว จากภาวะโครงสร้างหนี้และดอกเบี้ยสูง อันมีจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาด บริหารต้นทุนดำเนินการไม่ดีพอจนเกิดภาวะ Cost overrun ซึ่งหมายถึง ต้นทุนการดำเนินงานจริง ๆ สูงกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลสอบสวนออกมาเป็นทางการว่าสถานะการเงินที่อ่อนแอของ ITD มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพังถล่มของอาคาร สตง. แห่งใหม่หรือไม่

4. ใช้เหล็กจากบริษัทจีนที่มีปัญหาเรื่องมาตรฐาน

หลังเกิดเหตุตึกถล่มได้ไม่กี่วัน สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย หรือ ไอทีเอสไอ (ITSI) แถลงผลตรวจสอบเหล็กตัวอย่างที่เก็บจากซากอาคาร สตง. ถล่ม เมื่อ 31 มี.ค. พบว่าเหล็กที่ใช้ก่อสร้างอาคารนั้น มีบางส่วนไม่ได้มาตรฐาน โดยค่าที่ต่ำกว่ามาตรฐานคือ มวลของเหล็ก (น้ำหนักต่อเมตร) และความต้านแรงดึง

ต่อมามีการเปิดเผยในภายหลังว่าตัวอย่างเหล็กตกมาตรฐานดังกล่าว มาจาก บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเคยสั่งปิดชั่วคราวไปตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมา และอายัดเหล็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านมาตรฐานไปแล้ว หลังเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงานที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นที่มาให้บริษัทถูกกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานการผลิตเหล็กเส้น

ผู้บริหารของโรงงานผลิตเหล็กแห่งนี้ เคยโต้แย้งกับ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงาน รมว.อุตสาหกรรม ผู้ซึ่งคุมคณะทำงานที่มีชื่อว่า "ชุดตรวจการสุดซอย" ขณะที่ชุดนี้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทอีกครั้งหลังเหตุอาคาร สตง. ถล่ม

ผู้บริหารบริษัทเหล็กจากจีนตั้งคำถามถึงมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพเหล็กของ ITSI ที่ตรวจพบว่าเหล็กของโรงงานเขาไม่ได้มาตรฐาน และเรียกร้องขอให้กระทรวงฯ เปลี่ยนผู้ตรวจสอบเหล็กเป็นสถาบันยานยนต์ ซึ่ง น.ส.ฐิติภัสร์ ยืนยันว่าจะส่งตัวอย่างเหล็กรอบใหม่ไปตรวจยังทั้งสองสถาบันฯ แต่ควรต้องยึดผลจาก ITSI เป็นหลัก เพราะเป็นผลตรวจที่ใช้ประกอบกับการขอ มอก. ของผู้ประกอบการตั้งแต่แรกเริ่ม

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เหล็กข้ออ้อยที่พบบริเวณซากอาคารสำนักงานแห่งใหม่ สตง. ที่กำลังก่อสร้าง ในเขตจตุจักร หลังพังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค. มีตัวอักษร "SKY" ที่บ่งบอกบริษัทผู้ผลิต คือ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล

จากนั้น ล่าสุดวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งโต๊ะแถลงข่าวผลตรวจคุณภาพเหล็กโดยละเอียดอีกครั้ง ยืนยันว่าจากการเก็บตัวอย่างเหล็กจากสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งประกอบด้วยเหล็กเส้นจากหลายบริษัท แต่มีเพียงเหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ที่ตกมาตรฐาน ทว่า ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะเก็บตัวอย่างเหล็กจากสถานที่เกิดเหตุไปตรวจสอบเพิ่มเติมอีก

ด้าน นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ยังระบุในการแถลงข่าวครั้งนั้นด้วยว่า หลังส่งตัวอย่างเหล็กที่อาคาร สตง. ไปตรวจสอบยังสถาบันเหล็กฯ แล้ว ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งจดหมายถึงบริษัทฯ ขอให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหล็กข้ออ้อยขนาด 20 มม. และ 32 มม. ที่ตกค่ามาตรฐานว่าได้จำหน่ายให้กับใครไปบ้าง

จากนั้น บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ตอบกลับเมื่อวันที่ 7 เม.ย. แต่ชี้แจงมาเพียงว่าบริษัทฯ ไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายเหล็กให้กับโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. โดยตรง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดอื่น ๆ ตามที่ สมอ. ได้สอบถามไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้าการแถลงข่าวของกระทรวงอุตสาหกรรม ทาง บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล เคยเชิญสื่อไปฟังการแถลงข่าวที่กำหนดไว้ในช่วงบ่ายวันที่ 9 เม.ย. แต่ปรากฎว่าเมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศจะแถลงข่าวเรื่องนี้ในเวลาต่อมา บริษัทฯ ก็โพสต์แจ้งยกเลิกการแถลงข่าวของบริษัทออกไปก่อน เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดการจริง ซึ่งจนถึงวันนี้ (15 เม.ย.) ยังไม่มีคำชี้แจงเพิ่มเติมใด ๆ จากทางบริษัทฯ

สภาพซากเหล็กและคอนกรีตจากตึกที่พังถล่มลงมา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สภาพซากเหล็กและคอนกรีตจากตึกที่พังถล่มลงมา

สถานะปัจจุบันของบริษัทคือถูกสั่งพักใบอนุญาตฯ ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย สินค้าเหล็กเส้นที่ทดสอบไม่ผ่านมาตรฐาน ตามมาตรา 40 เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทสัญชาติจีนรายนี้มีปัญหาเรื่องมาตรฐานเหล็กมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในมาตรการยาแรงของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ที่ต้องการจัดการปัญหาอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญที่ไม่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อกล่าวหาที่บริษัท ซิง เคอ หยวน สตีล เผชิญอยู่

นอกจากนี้ ในวันที่ 11 เม.ย. คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนยังเพิกถอนการใช้สิทธิประโยชน์ BOI ของบริษัทฯ ชั่วคราว จนกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะมีหนังสือแจ้งมายังสำนักงานว่าอนุญาตให้บริษัทกลับมาดำเนินการผลิตได้

อย่างไรก็ตาม ยังสรุปไม่ได้ว่าเหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล เป็นสาเหตุของตึกถล่ม เพราะต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการก่อน

5. สตง. ชี้แจงไม่ตรงกันในประเด็นปรับเปลี่ยนแบบการก่อสร้าง - มีวิศวกรอ้างว่าถูกสวมชื่อแก้ไขแบบ

ในแถลงการณ์ครั้งแรกของ สตง. เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ระบุว่าการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารแห่งนี้ "ยึดหลักความสุจริต คุ้มค่า โปร่งใส ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และตรวจสอบได้" พร้อมกับปฏิเสธว่าไม่มีการปรับแบบลดขนาดเสาให้เล็กลงดังที่ปรากฏข่าวในสื่อต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ทั้งหมดเป็นไปตามแบบที่ผู้ออกแบบได้กำหนด และไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด คือผู้ออกแบบอาคาร ในวงเงิน 73 ล้านบาท ส่วนกิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท ว. และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ จำกัด) เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างในวงเงิน 74.65 ล้านบาท

จนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย. นายสุทธิพงษ์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงกับ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ ว่ามีการปรับแก้แบบจุดแกนกลางของลิฟต์ (Core lift) โดยสำนักข่าวเอ็นบีที คอนเนค สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รายงานรายละเอียดในที่ประชุม กมธ. วันนั้นว่าสาเหตุการปรับแก้เกิดจากบริเวณดังกล่าวมีทั้งทางเดินหลักและทางเดินรอง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแบบให้ถูกต้องตามกฎหมายการก่อสร้าง

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานการสอบสวนอย่างเป็นทางการที่ยืนยันว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นสาเหตุของตึกถล่ม

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การค้นหาผู้สูญหายยังดำเนินต่อ เนื่องจากยังมีผู้ติดอยู่ภายใต้ซากอีก 50 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15 เม.ย. เวลา 10.00 น.)

ความคลางแคลงใจเรื่องมาตรฐานของแบบก่อสร้างยังไม่จบลงแค่นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 เม.ย. สื่อของไทยหลายสำนักรายงานตรงกันว่า นายสมเกียรติ ชูแสงสุข ประธานอนุกรรมการคลินิกช่าง ภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) วังทองหลาง หลังพบว่าตนเองถูกแอบอ้างชื่อในเอกสารแก้ไขแบบปล่องลิฟต์ของอาคาร สตง. แห่งใหม่ที่พังถล่มลงมา

นายสมเกียรติบอกว่า จากการตรวจสอบเอกสาร พบว่าตนเองถูกแอบอ้างชื่อมา 5 ปี และยืนยันว่าลายเซ็นทั้งหมดเป็นของปลอม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่นำชื่อเขาไปแอบอ้างต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเดือนละกว่า 100,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราตอบแทนรายเดือนสำหรับวิศวกรรมโยธาผู้ควบคุมงานโครงสร้างขนาดใหญ่

6. คำถามเรื่องความหรูหราภายใน

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ไม่ได้ทำให้อาคารของ สตง. พังถล่มลงมาเท่านั้น แต่แรงกระเพื่อมยังทำให้เกิดการตรวจสอบเกี่ยวกับตึกนี้อย่างละเอียดโดยภาคประชาชน หนึ่งในนั้นคือชมรม STRONG ต้านทุจริตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่ออกมาเปิดเผยการทุจริตในภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง

ทางชมรมฯ อ้างว่าได้ตรวจสอบเอกสารโครงการดังกล่าวซึ่งมีราคาครุภัณฑ์และสุขภัณฑ์บางรายการ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่ารายการของต่าง ๆ มีราคาแพงกว่าท้องตลาดหรือหรูหราเกินความจำเป็น

ทั้งนี้ ทางบีบีซีไทยยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่

รายการครุภัณฑ์ดังกล่าวมีตั้งแต่พรมขนยาวขนาดกว้าง 3.40 ม. x ยาว 2.40 ม. ในราคาผืนละ 110,000 บาท สำหรับห้องประธานกรรมการตรวจเงิน ซึ่งต้องการจัดซื้อจำนวน 2 ผืน รวมเป็นเงิน 220,000 บาท ไปจนถึงถึงห้องรับรองที่มีแผนจัดซื้อโซฟางานแกะสลักด้วยมือ เป็นงานแกะสลักปิดทอง โดยเป็นทองนำเข้าจากอิตาลี จำนวน 2 ตัว ราคา 157,000 บาท เป็นต้น

ไม่นับรวมอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ และฝักบัวอาบน้ำจำนวนมากที่ตั้งราคาเกินกว่าท้องตลาด และทำให้เกิดคำถามว่าอาคาร สตง. แห่งใหม่ กำลังใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่าหรือไม่

.

ที่มาของภาพ, ชมรม STRONG ต้านทุจริตแห่งประเทศไทย

คำบรรยายภาพ, เอกสารที่ทางชมรม STRONG ต้านทุจริตแห่งประเทศไทย เปิดเผยราคาพรม

ขณะเดียวกัน นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 9 จากพรรคประชาชน ยังออกมาเปิดเผยด้วยว่าอาคารแห่งนี้มีห้องสันทนาการขนาด 3,000 ตร.ม. ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท โดยภายในห้องมีเวทีขนาด 150 ตร.ม. พร้อมห้องแต่งตัวชาย-หญิง ห้องครัวเตรียมอาหาร ห้องน้ำ 45 ห้อง ลิฟต์ 3 ตัว บันได 4 มุม

นายศุภณัฐคาดว่าห้องดังกล่าวมีไว้เพื่อจุดประสงค์จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีน งานเกษียณ งานเฉลิมฉลองปีใหม่

"ไม่ต้องเสียเงินไปปิดร้าน ใช้ที่หลวง ไฟหลวง เงินหลวงฉ่ำ ๆ" สส.จากพรรคประชาชน กล่าว

อย่างไรก็ดี นายสุทธิพงษ์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้อธิบายประเด็นของแพงไปแล้วผ่านการชี้แจงกับ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเขาบอกว่าตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเทียบเท่ารัฐมนตรี ขณะที่รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนั้นเทียบเท่าตำแหน่งอธิบดี ผู้ออกแบบจึงออกแบบให้เหมาะสมกับตำแหน่ง

"แต่ที่แพงมีเพียงห้องรับแขกห้องหนึ่ง" นายสุทธิพงษ์ กล่าว และเสริมว่า สตง. ไทยเป็น Governing board (คณะกรรมการบริหาร) ของ สตง. ระหว่างประเทศ 159 ประเทศ จึงต้องมีห้องรับรองแขกระหว่างประเทศที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนแบบวีไอพี ส่วนเรื่องแพงหรือไม่นั้นต้องดูว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้น ๆ ทำมาจากวัสดุอะไร

"ถ้าวันนี้มันแพง ครั้งหน้าเราจะทำไม่ให้แพง จริง ๆ ครับ ขอรับรองเลย" เขากล่าวยืนยันกับ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ