เหตุใดนักวิเคราะห์มองว่า ภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลไปอีก 1 ทศวรรษ ?

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. และมีโอกาสสูงสุดในการนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์เห็นพ้องว่า พรรคสีน้ำเงินมีแนวโน้มครองอำนาจต่อไปได้อย่างน้อยอีกหนึ่งทศวรรษ จากฐานความแข็งแกร่งในตอนนี้

บีบีซีไทยสนทนากับ ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต และ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อวิเคราะห์ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยที่หักผลสำรวจจากโพลสำนักต่าง ๆ

ทั้งสองชี้ว่าหากมองเส้นทางการเติบโตของพรรคตลอด 17 ปี ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากทรัพยากรที่ทุ่มลงมาในช่วงสั้น ๆ แต่เป็นผลของการวางองคาพยพในโครงสร้างรัฐราชการ ประกอบกับ "ลมใต้ปีก" อันทรงพลัง ที่ช่วยผลักดันให้พรรคซึ่งเคยเป็นเพียง "ตัวแปร" ก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในการเมืองไทยอย่างเต็มตัว

เครือข่ายราชการ, บ้านใหญ่, กระแสชาตินิยม-ราชานิยม: ปัจจัยพรรคสีน้ำเงินคว้าชัย

นักรัฐศาสตร์ทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกัน และเครือข่ายบ้านใหญ่คือสิ่งแรก ๆ ที่พวกเขาพูดถึง

ผศ.ดร.เข็มทอง บอกว่าภูมิใจไทยได้นั่งในกระทรวงสำคัญ ๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข มาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วาระที่สอง หรือสมัยประยุทธ์ 2 เมื่อช่วงปี 2562 ต่อด้วยกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนกลับมานั่งควบกระทรวงนี้อีกครั้งเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

"ภูมิใจไทยนั่งในกระทรวงสำคัญ ๆ [ที่มีบทบาท] ในเรื่องการวางเครือข่ายราชการหรือกึ่งราชการที่มีอยู่ มาเป็นเครือข่ายผู้ช่วยหาเสียง เช่น อสม." ผศ.ดร.เข็มทอง หมายถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ด้าน ศ.ดร.ปวิน กล่าวว่าในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ต่าง ๆ พุ่งเป้าความสนใจไปที่พรรคประชาชนหรือพรรคสีส้ม แต่แทบจะไม่มีใครพูดถึงกลยุทธ์แบบเงียบ ๆ ของพรรคสีน้ำเงินที่ลงพื้นที่ดูดซับหัวคะแนนต่าง ๆ รวมถึงเป็นแหล่งรวมบ้านใหญ่ที่ไหลเข้ามาอยู่ร่วมกับพรรคมากขึ้น จนทำให้พรรคนี้ถูกมองว่าเป็น "พรรคบ้านใหญ่"

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เคยยอมรับว่าพวกเขาคือพรรคบ้านใหญ่ในการปราศรัยใหญ่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แต่ก็เน้นย้ำว่าด้วยฝีมือของ 3 มืออาชีพอย่าง "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพรรคคิดปัญหาเชิงโครงสร้าง "ยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก 50 ชั้น ไม่ถล่มลงมาอย่างแน่นอน"

"การเมืองบ้านใหญ่ ผมไม่แน่ใจว่ามันดีหรือเปล่า เพราะมันเป็นเรื่องเครือข่าย และเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ อย่าง เช่น การคอร์รัปชัน ทุนเทา แต่เราไม่สามารถหลีกหนีข้อเท็จจริงได้ว่ามันเป็นคาแร็กเตอร์หนึ่งของการเมืองไทย และภูมิใจไทยเอากลับมาแล้วทำได้ดี" นักวิชาการจาก ม.เกียวโต กล่าว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนางศุภจี สุธรรมพันธ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณประภาส และแกนนำพรรคแถลงขอบคุณประชาชนจากผลคะแนนเลือกตั้งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีจำนวนสส.มากที่สุดและจะได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการรับรองสส.ของกกต.ภายใน 60 วัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นางศุภจี สุธรรมพันธ์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และแกนนำพรรค แถลงขอบคุณประชาชนจากผลคะแนนเลือกตั้งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีจำนวน สส. มากที่สุด และจะได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการรับรอง สส. ของ กกต. ภายใน 60 วัน

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.เข็มทอง เสริมว่าสาเหตุที่การเมืองบ้านใหญ่ไม่มีวันตาย เป็นเพราะ "บ้านใหญ่เป็นอาการเจ็บป่วยหนึ่งของรัฐไทยที่กระจายทรัพยากรได้ไม่ดี "ประกอบกับระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้คนจำนวนมากที่อยู่ในจุดที่ทรัพยากรหรือความช่วยเหลือของภาครัฐเข้าไปไม่ถึง พวกเขาจึงจำเป็นต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่เพื่อให้ไปเจรจาต่อรองนำทรัพยากรลงมาให้

"บ้านใหญ่มันจะอยู่ต่อไป อาจจะอยู่ในระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น แต่มันจะอยู่ตรงนั้นต่อไปจนกว่าคุณจะแก้ pain point (จุดเจ็บปวด) เรื่องการกระจายทรัพยากรได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ยาก และทำให้บ้านใหญ่ยังอยู่ได้ด้วยการกระจายทรัพยากรในลักษณะ 'บุญคุณส่วนตัว' พวกเขาจึงไม่ได้คิดทำอะไรในเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ pain point ตรงนี้ เพราะหากแก้ได้ พวกเขาก็หมดความหมาย" อาจารย์จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ

การวิเคราะห์ของ ผศ.ดร.เข็มทอง สอดคล้องกับการถอดบทเรียนของนายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ อดีต สส.พรรคประชาชน เขต 4 จ.ระยอง ที่สอบตกในการเลือกตั้งครั้งนี้

เขากล่าวว่าความพยายามเจาะพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะ "หัวคะแนน" ยังมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ตั้งแต่ประสานงานบริการพื้นฐาน ไปจนถึงติดต่อหน่วยงานรัฐ ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพาและไม่กล้าแสดงตัวสนับสนุนผู้สมัคร สส. รายใหม่

ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกทำให้คะแนนเลือกตั้งในพื้นที่ชุมชนเดิมถูกกำหนดโดยเครือข่ายหัวคะแนนมากกว่าการหาเสียงเชิงนโยบาย ทว่าผู้สมัครรายนี้ย้ำว่าไม่ควรโทษชาวบ้าน แต่ต้องยกระดับการเข้าถึงบริการรัฐให้ทั่วถึง เพื่อให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นธรรมมากขึ้น

ด้านนักรัฐศาสตร์จากญี่ปุ่นกล่าวต่อไปว่าในการหาเสียงรอบนี้ ภูมิใจไทยยังฉวยใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้นในสังคมอย่างมากจากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ได้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมเรื่องเล่า (narrative) กระแสนี้ในการเลือกตั้งแทบจะทั้งหมด ผ่านการสร้างวาทกรรม "ชังชาติ" และ "ไม่รักชาติ"

"อนุทินปูทางมานานมาก ตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้ยุบสภา" ศ.ดร.ปวิน กล่าว

ผศ.ดร.เข็มทองเห็นพ้องกับประเด็นนี้ โดยเขาบอกว่า "ผมคิดว่าครั้งก่อนภูมิใจไทยเน้นกระสุน มันถึงได้แค่นั้น" ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2566 ภูมิใจไทยเป็นพรรคลำดับที่สาม คว้า สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อไป 71 ที่นั่ง ขณะที่การเลือกตั้ง 2569 พรรคสีน้ำเงินได้ที่นั่ง สส. ไป 193 ที่นั่ง

"แต่ [ในครั้งนี้] เขาเล่นกับกระแสทั้งเรื่องชาตินิยมและการดึงมืออาชีพ แล้วทำบางแคมเปญประสบความสำเร็จ แต่ว่ามันไม่ใช่พรรคที่มีฐานคิดจากนโยบายอยู่ดี หากเทียบกับเพื่อไทยหรือประชาชน" นักวิชาการจากจุฬาฯ กล่าว

วันนี้ (วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙) เวลา ๑๘.๑๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินรายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย กับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก เหรียญเฉลิมพระเกียรติ และหนังสือ “เหรียญรัชกาลที่ ๑๐” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

ที่มาของภาพ, Facebook/พระลาน

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินรายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึก เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2569

ในวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา สื่อต่าง ๆ รายงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินรายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย กับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก เหรียญเฉลิมพระเกียรติ และหนังสือ "เหรียญรัชกาลที่ 10" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

นายอัษฎางค์ ยมนาค ผู้ที่นิยามตนเองว่าเป็น "โรยัลลิสต์" หรือผู้นิยมกษัตริย์ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่าการเข้าเฝ้าฯ ครั้งนั้นถือเป็น "พระราชกรณียกิจปกติ" ไม่ใช่การเข้าเฝ้าฯ เพื่อสั่งการ บริหารราชการแผ่นดิน หรือแทรกแซงทางการเมืองแต่อย่างใด จึงเห็นว่าเจ้าหน้าที่ควรพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่ใส่ร้ายว่า "ในหลวงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง"

ทว่า ศ.ดร.ปวิน เห็นว่า "ในที่สุด คืนก่อนการเลือกตั้ง มันไม่ใช่เป็น [แค่] ชาตินิยม มันเป็นชาตินิยมบวกราชานิยม มันจะมีอะไรที่ combination (ผสมผสาน) ลงตัวขนาดนี้ ใช่ไหม ? แล้วคนที่อยู่ในบ้านใหญ่ก็ explotied (ใช้ประโยชน์) อันนี้ต่อ"

ฝ่ายปฏิรูปที่สะดุด "ความมั่นหน้า" ​และถูกพันธนาการด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย

ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง พรรคประชาชนเป็นตัวเต็งในทุกสำนักโพล รวมถึงผลสำรวจความนิยมตามเวทีดีเบตที่จัดโดยสื่อต่าง ๆ

นักวิเคราะห์ทั้งสองยอมรับว่าความพ่ายแพ้ของพรรคฝ่ายปฏิรูปเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะพวกเขาต่างก็คาดการณ์ว่าพรรคสีส้มจะชนะการเลือกตั้งเช่นกัน

ในทัศนะของ ศ.ดร.ปวิน สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนพ่ายการเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะพรรคไม่มีเครือข่ายระบบราชการ เครือข่ายบ้านใหญ่ และกระแสชาตินิยม เช่นพรรคคู่แข่งเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคสูญเสียตัวตนจากการถูกบังคับให้ลดเพดานในเรื่องหลักการ โดยเฉพาะกรณีที่พรรคไม่สามารถพูดถึงการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในการเลือกตั้งได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งห้าม

"พอจะไปเรื่องปราบคอร์รัปชัน มันก็ไปไม่สุด เช่น มีส้มไม่มีเทา แต่พอจะไปประชานิยม พรรคก็ไม่มีต้นทุน ไม่มีความรู้เรื่องการทำประชานิยมแบบบ้านใหญ่หรือพรรคของทักษิณ ที่ทำแจกนู่นนี่นั่น นึกออกไหม ? คือเราอย่าลืมว่าคนไทยยังชอบของแจกอะไรแบบนี้ มันจึงกลายเป็นไปก็ไม่สุด จะกลับไปเล่นปัญหาโครงสร้างก็เล่นไม่ได้"

ความผิดพลาดของพรรคสีส้มอีกประการหนึ่งในความเห็นของนักวิชาการรายนี้ คือ การที่พรรคประชาชนตัดสินใจโหวตให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยไม่รับฟังคำวิจารณ์ของสังคมที่เห็นว่าพรรคไม่ควรเลือกแนวทางนั้น เพราะจะยิ่งทำให้พรรคสีน้ำเงินมีอำนาจมากขึ้น และไม่เป็นผลดีในทางผลลัพธ์ทางการเมืองระยะยาว

ศ.ดร.ปวินมองย้อนไปว่าในตอนนั้นพรรคประชาชนมีทางเลือก 2 แนวทาง คือ ยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ หรือเลือกไม่โหวตเลยก็ได้ แต่พรรคกลับเลือกหนทางแรก ด้วยความคิดที่ว่า "หากไม่ทำอะไรสักอย่าง ทุกอย่างจะพังไปมากกว่านี้"

"แต่วันนี้มันก็พังเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่แค่พังเท่านั้น มันเป็นการเสียศรัทธาด้วย คือพวกเขาไม่ฟัง ผมคิดว่าพรรคส้มเป็นพรรคที่มีความเชื่อมั่นสูงจนเกินไป จนถูกตัดขาดจาก reality (ความเป็นจริง) ทางด้านการเมือง จริง ๆ ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากมันถูกตัดขาดออกจากความเป็นจริง ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่อันตราย"

"หรือที่ภาษาเจนซี (Gen Z) เขาเรียกว่า 'มั่นหน้า'" นักวิชาการจาก ม.เกียวโตกล่าว

ศ.ดร.ปวินกล่าวต่อด้วยว่า ทั้งเรื่องการถูกลดเพดานและโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งผิดหวังและไม่อาจสนับสนุนพรรคต่อไปได้ เนื่องจาก "พรรคไม่ได้สานต่อเจตนารมณ์จากการชุมนุมในปี 2563 เลย ทั้งที่เขาควรจะเป็นผู้สานต่อ เพราะเขาเป็นพรรคการเมืองเดียวที่จะสานต่อไฟคบเพลิงนั้นได้ แต่ว่าในท้ายที่สุดแล้วเขาก็ drop (ยุติลง) ทั้งหมด"

ภายหลังการแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงดึก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และบรรดาแกนนำพรรคประชาชน ได้เดินลงมาจากห้องแถลงข่าวเพื่อพบปะกับมวลชนผู้สนับสนุน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงมาพบปะผู้สนับสนุน หลังแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.

ขณะเดียว ผศ.ดร.เข็มทองชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งทั้งสองครั้งที่ผ่านมาชัดเจนว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการทหาร หรือ "กลุ่ม 3 ป." แต่เมื่อกลุ่มนี้ถอยออกจากหน้าฉากทางการเมืองไป ทำให้การเลือกตั้งในครั้งนี้ทุกพรรคกลายเป็น "นักการเมืองพลเรือน" เท่ากันหมด การแบ่งแยกว่าใครคือ "ศัตรู" หรือฝ่ายตรงข้ามจึงทำได้ยากขึ้น ทำให้พรรคสีส้มที่เคยอาศัยเรื่องนี้เป็นแต้มต่อ ไม่สามารถโน้มน้าวใจโหวตเตอร์ด้วยกลยุทธ์นี้อีกต่อไป

เขาเห็นด้วยกับ ศ.ดร.ปวิน ในประเด็นที่ว่าข้อจำกัดทางโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมาย ทำให้พรรคสีส้มไม่สามารถนำเสนอคุณค่าแบบเสรีนิยมได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ชี้ให้เห็นด้วยว่าวิกฤตเศรษฐกิจของไทยที่แทบจะไม่ฟื้นตัวหรือฟื้นตัวช้ามากหลังการระบาดของโควิด-19 ยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตเปราะบางขึ้นมาก โหวตเตอร์จำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจเลือกจากผลประโยชน์ที่จับต้องได้เฉพาะหน้ามากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เนื่องจากเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ทำให้เกิด "เสถียรภาพ (stability)" มากกว่า ต่างจากการเลือกพรรคแกนนำกลุ่มปฏิรูปซึ่ง "ยังนึกภาพไม่ออกว่าผลของการเปลี่ยนแปลงจะออกมาเป็นเช่นไร"

เขาอธิบายต่อว่าเมื่อผู้คนอยู่ในความรู้สึกว่าชีวิตเปราะบาง พวกเขาย่อมหวาดกลัวต่อความเสี่ยงและสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ (status quo)

"เพราะฉะนั้น การเลือกมันก็ต้องระมัดระวัง กลัวความเปลี่ยนแปลง กลัวความเสี่ยงในการรักษาสิ่งที่พอจะมีอยู่ รวมทั้งเมื่อชีวิตมันเปราะบางมากขึ้น การพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์ในพื้นที่ก็ย่อมมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย ตามสภาพของประเทศที่มีการกระจายทรัพยากรที่ไม่ดีพอ" ผศ.ดร.เข็มทอง ระบุ

ด้าน ศ.ดร.ปวิน วิเคราะห์เสริมว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจประเมินว่าการฝากอนาคตไว้กับพรรคประชาชนนั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะไม่รู้เลยว่าพรรคจะถูกยุบในอนาคตเมื่อไร ดังนั้นการเลือกพรรคฝั่งอนุรักษนิยมจากเครือข่ายบ้านใหญ่จึงให้ความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงมากกว่าในแง่ตัวเลือกทางการเมือง

ภูมิใจไทยอาจเป็นรัฐบาลไปอีก 1 ทศวรรษ นับจากนี้ ?

ศ.ดร.ปวิน กล่าวต่อว่า ณ จุดนี้ สามารถพูดได้ว่าการเมืองไทยกลับไปสู่จุดที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมีอำนาจสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มอำนาจนิยม และกลุ่มราชานิยม โดยการผงาดขึ้นของฝ่ายอนุรักษนิยมในครั้งนี้ "อันตรายกว่ารอบอื่น ๆ ที่ผ่านมา"

นักวิชาการจาก ม.เกียวโต อธิบายต่อว่า เมื่อมองย้อนกลับไปดูการรัฐประหารหลายสิบครั้งในอดีต จะเห็นได้ว่ากลุ่มอำนาจเก่าไม่เคยเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าไม่สามารถควบคุมได้ จึงมักใช้การรัฐประหารเป็นเครื่องมือหลักในการยึดอำนาจ

ทว่าบทเรียนในห้วงเวลาที่ผ่านมา กลุ่มอำนาจเก่าก็เรียนรู้ด้วยว่าการใช้อำนาจตุลาการเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องเฉพาะหน้าเกินไป ด้วยเหตุนี้ "มันควรจะต้องมีการลงทุนในระบบอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาควบคุมระบบการเลือกตั้งได้"

"แต่ในรอบนี้แหละที่เขา invest (ลงทุน) ในระบบเลือกตั้ง ซึ่งถือว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่แยบยล โดยการที่เขา co-opting (ประสานประโยชน์) กับพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมทั้งหมด" จนไม่มีใครตั้งคำถามกับความชอบธรรมของรัฐบาลชุดใหม่ได้ เนื่องจากมาจากการเลือกตั้ง แถมยังเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งอย่าง "แลนด์สไลด์"

ในทัศนะของ ศ.ดร.ปวิน นี้คือการสร้างระบอบอำนาจนิยมแบบสลับซับซ้อน (Sophisticated Authoritarianism) ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนมองว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของเผด็จการที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"มันไม่ใช่เผด็จการโง่เง่าเต่าตุ่นอย่างประยุทธ์ที่บื้อ ขวานผ่าซาก ใช้รถถังเพียงอย่างเดียว แต่ว่ายุคนี้เผด็จการมัน sophisticated (แยบยลสลับซับซ้อน) ดีกว่านั้น ด้วยการฝังตัวในระบบ electoral politics (การเมืองจากการเลือกตั้ง) เพื่อทำให้ทุกอย่างมีความชอบธรรม แต่ในที่สุดแล้วมันไม่ใช่ประชาธิปไตย"

ศ.ดร.ปวิน เห็นว่านี่คือการสู้กลับของฝ่ายอนุรักษนิยมที่สมศักดิ์ศรีมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

"ผมเชื่อว่าอย่างต่ำ ระบบใหม่นี้จะอยู่กับเรา เผลอ ๆ หนึ่งทศวรรษด้วยซ้ำ เพราะผมมีความมั่นใจมากว่าอนุทินจะต่อในอีก 2 สมัย โดยเฉพาะเมื่อได้รับการ endorsement (รับรอง) จากสถาบันหลัก คือ ทั้งกองทัพและสถาบันพระมหากษัตริย์" นักรัฐศาสตร์จากญี่ปุ่น วิเคราะห์

อนุทิน - ผู้บริหาร - สส.พรรคภูมิใจไทย ร่วมงานทำบุญวันเกิด​ครบ​ 66 ปี​ "เนวิน ชิดชอบ" ครูใหญ่ ภท.สั่งหมอช้างผูกข้อมือ "อนุทิน"​ ให้เป็นนายกฯ​ อวยพรยิ่งใหญ่​ -​ แข็งแรง​ ขณะ เสี่ยหนู ขานรับเป็นนายกฯ อยู่แล้ว​ ก่อนเฉลยเป็นนายกฯ สมาคมเกลียมัว​

ที่มาของภาพ, พรรคภูมิใจไทย

คำบรรยายภาพ, วันที่ 4 ต.ค. 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมงานทำบุญวันเกิดครบ 66 ปี ของนายเนวิน ชิดชอบ "ครูใหญ่ภูมิใจไทย" โดยนายเนวินผูกข้อมือนายอนุทินและอวยพรให้ได้เป็นนายกฯ

ด้าน ผศ.ดร.เข็มทองแย้งว่าด้วยข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งรวมกันไม่เกิน 8 ปี ดังนั้นการจะอยู่ให้ครบ 2 สมัยในนัยว่าสมัยละ 4 ปี จึงเป็นไปได้ยากในทางเทคนิค

"แต่ถามว่ามันนั่งยาวไหม มันมีแนวโน้มเป็นอย่างไร อาจจะไม่ใช่กลุ่มอนุทิน แต่อาจจะเป็นกลุ่มบุรีรัมย์" นักวิชาการจุฬาฯ หมายถึงอีกหนึ่งกลุ่มทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย

เขากล่าวต่อว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ถูกจัดเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์แบบอนุรักษนิยมในความเห็นของเขา หากพิจารณว่า "อนุรักษนิยม" หมายถึงการยึดถือคุณค่าบางอย่างอย่างเหนียวแน่น ซึ่งเทียบกันแล้วมีพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่มีความอนุรักษนิยมมากกว่าภูมิใจไทยอย่างมากในแง่นี้

"ผมคิดว่าเขาเป็น opportunist (ผู้ฉวยโอกาส) เป็นพรรคที่เป็นนักมองหาโอกาสแล้วก็ปรับตัวเองได้ มันมีความลื่นไหลอยู่ คือ เป็นพาหนะให้กับชนชั้นนำ ให้กับทุนทางเศรษฐกิจบางกลุ่มได้ด้วย" ผศ.ดร.เข็มทอง กล่าว "แต่.. ใช่.. ตัวผู้โหวตที่อยู่เบื้องหลังมันเป็นพลังอนุรักษนิยม"

อย่างไรก็ดี นักวิชาการทั้งสองรายเห็นตรงกันว่าการฟื้นคืนของพลังอนุรักษนิยมในห้วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริบทโลกภายนอกที่กำลังหันขวามากขึ้น ท่ามกลางกระแสเสรีนิยมที่กำลังเสื่อมถอย และนี่เป็นอีกหนึ่งลมใต้ปีกที่ส่งชัยให้พรรคสีน้ำเงินและองคาพยพทั้งหมดที่สนับสนุนพรรค