วิเคราะห์ผลเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ ด้ามขวานไม่ใช่ฟ้าทั้งแผ่นดิน แต่เป็น "สีรุ้งน้ำเงิน-เขียว"

พรรคประชาธิปัตย์

ที่มาของภาพ, พรรคประชาธิปัตย์

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนจำนวนมากจากการขึ้นมาเป็นพรรคที่กำลังจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยตัวเลขที่นั่ง สส.แบบไม่เป็นทางการ ณ วันที่ 9 ก.พ. ที่สูงถึง 194 ที่นั่ง พรรคอนุรักษนิยมเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ก็สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเช่นกัน

จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคอันดับ 5 ได้ สส. รวม 22 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 10 ที่นั่ง และ สส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก 12 ที่นั่ง คะแนนรวมครั้งนี้ทำให้การเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นผลงานที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรคสีฟ้าแห่งนี้

บีบีซีไทยได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญการเมืองภาคใต้ 3 คน ตั้งแต่ช่วงก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อให้พวกเขาวิเคราะห์ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่กลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่เช่นในอดีต น่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร และอนาคตทางการเมืองของทั้งผู้นำและพรรคจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้

ผลเลือกตั้งประชาธิปัตย์ ปี 2566 เทียบ 2569

ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียง สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 22 คน โดยแบ่งเป็น 17 ที่นั่งจากภาคใต้ และอีก 5 ที่นั่งจากภาคอื่น ๆ

สำหรับภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงจาก นครศรีธรรมราชและสงขลา จังหวัดละ 6 ที่นั่ง พัทลุงและตรัง จังหวัดละ 2 ที่นั่ง และอีก 1 ที่นั่งจากปัตตานี

ส่วนจังหวัดนอกภาคใต้ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน สกลนคร อุบลราชธานี จังหวัดละ 1 ที่นั่ง และประจวบคีรีขันธ์ 2 ที่นั่ง

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคสีฟ้าได้คะแนนเสียง สส.แบบแบ่งเขตรวมเพียง 10 คนเท่านั้น โดยแบ่งเป็น 9 ที่นั่งจากภาคใต้ และ 1 ที่นั่งจากภาคอื่น ๆ

สำหรับภาคใต้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงจาก นครศรีธรรมราช 4 ที่นั่ง สงขลาและตรัง จังหวัดละ 2 ที่นั่ง และสุราษฎร์ธานีอีก 1 ที่นั่ง

ส่วนที่นั่งสุดท้ายนอกภาคใต้ได้มาจากจังหวัดระยอง

สำหรับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ เมื่อปี 2566 ประชาธิปัตย์ได้คะแนนโหวตรวมทั้งสิ้น 925,349 คะแนน คำนวณออกมาเป็น สส. 3 ที่นั่ง โดยไม่มีเขตเลือกตั้งใดเลยที่พรรคได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่ง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนอย่างไม่เป็นทางการพบว่า พรรคที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ ได้คะแนนบัญชีรายชื่อทั้งสิ้น 3.63 ล้านคะแนน คำนวณออกมาเป็น สส. บัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการได้ 12 ที่นั่ง

อีกทั้งยังเกือบจะพูดได้ว่าเป็น "ฟ้าทั้งแผ่นดินภาคใต้" เนื่องจากพรรคสามารถชนะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้ยกจังหวัดในแทบทุกจังหวัดภาคใต้ เว้นเพียงสามจังหวัดชายแดน ภูเก็ต และระนองเท่านั้น

'กระแส' แพ้ 'กระสุน'

จากข้อมูลที่เห็นข้างต้น สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนคือ สส.เขต และหนึ่งในปัจจัยที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีน้ำหนักมากที่สุดต่อผลเลือกตั้งที่ออกมาก็คือคำว่า 'กระสุน'

"ภาคใต้เป็นภาคที่ใช้เงินเยอะที่สุดตอนนี้ พูดแบบไม่อาย แต่พูดแล้วรู้สึกเศร้านิดหน่อย แต่ต้องยอมรับว่าภาคใต้ใช้กระสุนมากที่สุด" รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อธิบายกับบีบีซีไทยตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้ง ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขามองว่าภาคใต้จะไม่ 'ฟ้าทั้งแผ่นดิน' อย่างแน่นอน

มุมมองของเขาสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญอีกสองคนอย่าง รศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และ ศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่วิเคราะห์ไว้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่ใช่สนามที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลับขึ้นมาผงาดได้อย่างเต็มที่

รศ.เอกรินทร์ อธิบายต่อไปว่า เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 เขามองว่าจากทั้งหมด 59 เขตเลือกตั้งของภาคใต้ อาจมีแค่เพียงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ที่ไม่ยิงกระสุนแต่มี สส. เข้าสภา

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาประเมินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "คนดูเบา" ทั้ง ๆ ที่นี่คือการเลือกตั้งที่มีเดิมพันสูงมาก

"ถ้าแพ้[เลือกตั้ง]นี่จบเลย คือคุณเสียหายมากเลยนะถ้าแพ้ เผลอ ๆ ธุรกิจของคุณ เครือข่ายของคุณ สิ่งที่คุณทำอาจจะถูกลากไส้มาหมด ฉะนั้นมีเท่าไหร่ทุ่มให้หมด เพราะตำแหน่ง สส. ปกป้องคุณได้" นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าว

รศ.เอกรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองท้องถิ่นของภาคใต้อธิบายด้วยว่า แต่ก็ใช่ว่าผู้ที่มี 'กระสุน' เยอะ จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งในภาคใต้เสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับความแม่นยำด้วย

"มันไม่มีใครยิงกระสุน บอก 60 กิโลฯ แล้วเข้า 60 กิโลฯ หรอก ไม่มีใครทำกัน คนที่ไม่รู้เรื่อง ก็จะพูดว่า จ่าย 60 กิโลฯ แล้วจะเข้า สัก 50 ถึง 60 กิโลฯ พูดแบบนี้แสดงว่าคนนี้ไม่รู้เรื่อง ดีที่สุดคือได้ครึ่งนึง"

ในแวดวงธนกิจการเมือง (money politics) ของภาคใต้ รศ.เอกรินทร์ อธิบายว่า เงิน 1 ล้านบาท เมื่อถอนออกมาเอามาชั่งน้ำหนักจะเท่ากับ 1 กิโลกรัม ด้วยเหตุนี้ผู้คนในพื้นที่เองหรือคนที่ศึกษาการซื้อเสียงจึงทับศัพท์เม็ดเงินเหล่านี้เป็นกิโลกรัม

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คือหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือน พ.ย. 2568 และเป็นประเด็นที่หลายคนมองว่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเลือกตั้งในพื้นที่

สำหรับนักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ้าต้องให้ชั่งน้ำหนักว่า 'กระสุน' หรือ 'กระแส' จะช่วยให้ชนะเลือกตั้งระดับท้องถิ่นได้ดีกว่ากัน เขาเลือกฝั่งกระสุนอย่างหนักแน่น

อย่างไรก็ดีในการเลือกตั้งรอบนี้ ดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังสามารถอิง 'กระแส' จนได้รับชัยชนะมาได้ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ของ จ.สงขลา ที่ส่งนายจูรี นุ่มแก้ว ลงสมัคร โดยสามารถเอาชนะ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ สังกัดพรรคประชาชน รวมถึงแชมป์เก่าอย่าง นายศาสตรา ศรีปาน จากพรรคภูมิใจไทย ไปได้แบบขาดลอย

นายจูรีนั้นถือว่ามีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในช่วงเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ เมื่อเดือน พ.ย. 2568 จนกลายเป็นกระแสที่หลายคนกล่าวว่า "จูรีมาแน่"

คำว่า 'บ้านใหญ่' ในการเมืองท้องถิ่น ยังมีภาษีอยู่มาก

สำหรับมิติเรื่อง 'บ้านใหญ่' ซึ่งก็คือตระกูลทางการเมืองที่มีทั้งอิทธิพล เส้นสาย และทุนทรัพย์ในพื้นที่ท้องถิ่นนั้น รศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา อธิบายว่า การที่กระสุนจะทำงานได้ ต้องอยู่ภายใต้เครือข่ายทางการเมืองด้วย

"กระสุนอยู่ดี ๆ จะไปแจก ไม่มีทางได้ อาจจะหมดตังค์ฟรี ๆ กระสุนมันจะทำงานผ่านเครือข่ายทางการเมืองก็คือหัวคะแนนนั่นเอง" รศ.ดร.บูฆอรี กล่าว

สำหรับความเป็นบ้านใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา อธิบายว่าคือตระกูลที่มีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นลงไปทั้งในระดับสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) สมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ไปจนถึงระดับนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และต้องเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตของประชาชนใกล้ชิด

พรรคประชาธิปัตย์

ที่มาของภาพ, พรรคประชาธิปัตย์

คำบรรยายภาพ, ภาพบรรยากาศการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดตรัง

เขาเสริมว่าการจะชนะ สส.เขต ได้ บ้านใหญ่ต้องมีมือไม้ และมือไม้ต้องลงพื้นที่ทำกิจกรรม "เพราะประชาชนชอบนักการเมืองที่ช่วยเหลือ งานศพ งานบุญงานกุศลทั้งหลาย ก็จะเห็นนักการเมืองเหล่านี้" และสุดท้ายก็ใช้เงินเป็นเครื่องมีที่มีประสิทธิภาพได้

จากสภาพการทั้งหมด รศ.ดร.บูฆอรี จึงมองว่า "บ้านใหญ่ซึ่งมีองค์ประกอบครบเครื่องจึงมีโอกาสทางการเมืองมากกว่าตัวผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคประชาชน" ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาครั้งนี้

ในอดีต เขาเสริมว่านักการเมืองบ้านใหญ่ในภาคใต้หลายคนก็เคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปนับตั้งแต่การเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้าจนมาถึงครั้งล่าสุดในปี 2569 กลุ่มบ้านใหญ่ต่างหันไปซบพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม จึงเป็นเหตุผลที่สองพรรคนี้เข้ามาแย่งพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ได้

รศ.ดร.บูฆอรี ยกตัวอย่างบ้านใหญ่ตระกูลหนึ่งในจังหวัดสงขลา นั่นคือตระกูลขาวทอง ซึ่งมีนายเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นผู้นำ เขาโตขึ้นมาจากการเมืองท้องถิ่น ก่อนจะลงสมัครชิงเก้าอี้ สส. กับพรรคเพื่อไทยในปี 2548 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาได้ย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2550 และเติบโตจนได้เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างปี 2566-2568

ในปี 2566 เขาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.จังหวัดสงขลาของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นยุคสมัยที่พรรคเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และในยุคที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้นั่งตำแหน่งใหญ่ถึง 2 กระทรวง คือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และท้ายที่สุด หลังมีการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายนายเดชอิศม์ ได้หันไปซบพรรคกล้าธรรม

"[การเลือกตั้ง]เที่ยวนี้ เดชอิศม์ ขาวทอง ส่งลูกชาย 3 คนลงสมัคร คนแรกยังอยู่ประชาธิปัตย์ เขาเป็นอดีต สส. แต่คนที่สองลงสมัครแทน เดชอิศม์ ก็คือเป็นลูกชาย ซึ่งเป็นอดีต สจ. ในขณะที่คนที่สามเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองเลย ลงสมัครครั้งแรกแทนภรรยาของเดชอิศม์ ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของตัวผู้สมัครนี่แหละ เพราะฉะนั้น บ้านใหญ่ของคุณเดชอิศม์เที่ยวนี้สมัครถึง 3 คน แต่คนละพรรค คนนึงก็คือยังอยู่ประชาธิปัตย์ กับอีก 2 คนอยู่กล้าธรรม"

สำหรับผลการเลือกตั้งล่าสุดอย่างไม่เป็นทางการของจังหวัดสงขลา พบว่า จากผู้สมัคร สส.ทั้งหมด 3 คนของตระกูลขาวทอง ซึ่งลงกันไปคนละเขต นายวงศ์วชร ขาวทอง สังกัดกล้าธรรม ชนะการเลือกตั้งที่เขต 5, นาย ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ชนะที่เขต 9 ส่วนนายบารมี ขาวทอง สังกัดพรรคกล้าธรรม พ่ายให้กับผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยที่เขต 6

กระแส "อภิสิทธิ์" ไม่เพียงพอ ?

ตลอดการหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ นักวิชาการทั้งสามคนบอกกับบีบีซีไทยว่า หนึ่งในนโยบายที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่การไม่เอาทุนเทา หรือการชูโรงว่าจะพาประเทศกลับไปเติบโตในระดับ 5% แต่คือการหาเสียงกับโหวตเตอร์ว่า "อภิสิทธิ์กลับมาแล้ว" ใครที่เคยปันใจไปไหนก็ขอให้กลับมา

พรรคประชาธิปัตย์

ที่มาของภาพ, พรรคประชาธิปัตย์

ศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า การชูนโยบายนี้ถือว่าไม่ผิด เนื่องจากกลุ่มผู้ชื่นชอบนายอภิสิทธิ์ ในรุ่นเบบี้บูมเมอร์หรือเจนเอ็กซ์ตอนกลางและตอนต้น ยังมีอยู่ไม่น้อย โดยกลุ่มคนเหล่านี้คือผู้ที่สมาทานแนวคิดแบบอนุรักษนิยมและกลุ่มรอยัลลิสต์

"หลายคนยังเชื่อในหลักการนี้อยู่ ซึ่งประชาธิปัตย์ก็จะเป็นตัวเลือกหนึ่งของรอยัลลิสต์ ในเขตกรุงเทพฯ ถ้าให้เลือกระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย คนฝั่งเบบี้บูมเมอร์หรือว่าฝั่งเจนเอ็กซ์ตอนต้นถึงตอนกลาง อาจจะไม่ถึงตอนปลาย พวกนี้ก็คือเกิดมาพร้อมกับประชาธิปัตย์ แล้วก็เชื่อในคุณอภิสิทธิ์ จะเลือกอภิสิทธิ์มากกว่าภูมิใจไทย แม้ว่าภูมิใจไทยจะพยายามนำเสนอตัวเองเป็นอนุรักษนิยมก็ตาม ในภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน" ศ.ดร.พรรณชฎา กล่าว

เธออธิบายต่อไปว่า ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในสายตาของผู้สนับสนุนคือความโปร่งใสและความเป็นเทคโนแครต ควบคู่กับความเป็นนักวิชาการ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่กลุ่มชนชั้นกลางชื่นชอบ หากบุคคลหนึ่งมีความโปร่งใส มีความรู้ และมีความเป็นวิชาการ กลุ่มชนชั้นกลางซึ่งส่วนใหญ่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ก็ยังคงผูกพันกับภาพแบบนี้อยู่

ศ.ดร.พรรณชฎา บอกว่ายังมองไม่เห็นว่าใครจะสามารถขึ้นมาแทนที่นายอภิสิทธิ์ได้ ดังนั้นประเด็นนี้จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ เพราะนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มากเท่ากับตัวนายอภิสิทธิ์เอง

"หาคนที่จะแทนคุณอภิสิทธิ์ในโมเมนต์แบบนี้ วันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะเป็นใครได้" ศ.ดร.พรรณชฎา กล่าว

บทวิเคราะห์ของเธอต่อความน่าดึงดูดใจของนายอภิสิทธิ์สะท้อนชัดในผลคะแนนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ที่ผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ณ วันที่ 9 ก.พ. ชี้ว่าพรรคสีฟ้าแห่งนี้ได้เสียงโหวตปาร์ตี้ลิสต์กว่า 3.6 ล้านเสียง เท่ากับเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 12 ที่นั่ง เทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าที่ได้แค่เพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น

อย่างไรก็ดี หากดูคะแนนจากทั้งประเทศ พรรคภูมิใจไทยยังได้คะแนนโหวตแบบบัญชีรายชื่อสูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยได้เสียงโหวตทั่วประเทศอยู่กว่า 5.1 ล้านเสียง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม้จะอยู่กับพรรคมาอย่างยาวนาน แต่นักวิเคราะห์มองว่ายังไม่มีใครล้มความนิยมของนายอภิสิทธิ์ลงได้

เมื่อมองไปยังการเลือกตั้งครั้งถัด ๆ ไป ศ.ดร.พรรณชฎา วิเคราะห์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ภายในแกนนำของนายอภิสิทธิ์อาจทำผลงานได้ดีขึ้น เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวก่อนเข้าสู่สนามการเลือกตั้งมากกว่าครั้งนี้ ทว่าหากพรรคยังไม่มีแนวทางนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและน่าสนใจ พรรคก็จะไม่สามารถขยายฐานเสียงของตัวเองออกไปจากโหวตเตอร์กลุ่มเดิม ๆ ได้อยู่ดี

ด้าน รศ.เอกรินทร์ มองว่าสำหรับการเลือกตั้งในรอบนี้ การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงจากบัญชีรายชื่อสูงถึง 3.6 ล้านเสียง เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ได้แค่เพียง 9 แสนกว่าเสียง ก็นับว่า "น่ากลัว" แล้ว

"น่ากลัวหมายความว่ากระแสของคุณอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์กลับมา" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

อนาคตพรรคสีฟ้า

เมื่อผลออกมาแล้วว่าภาคใต้ไม่ใช่ "ฟ้าทั้งแผ่นดิน" แต่เป็น "สีรุ้ง เพราะมีสีเขียว แล้วก็สีน้ำเงิน หรือแม้แต่ส้ม" อยู่ด้วย รศ.เอกรินทร์ ชี้ว่า สมมติตอนนี้ตัวเองได้นั่งเป็นที่ปรึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ เขาจะแนะนำให้เป็นฝ่ายค้านและแสดงบทบาทฝ่ายค้านให้ได้ดีที่สุด

"การวิพากษ์วิจารณ์ ดอกผลของการไปเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาธิปัตย์จะกลับมามากกว่าเดิม เพราะฝีมือของคุณอภิสิทธิ์ในการอภิปราย อันนี้คนที่ลำบากที่สุดก็รัฐบาล จะต้องเจอฝ่ายค้านอย่างคุณอภิสิทธิ์ และคนที่ลำบากไม่น้อยไปกว่ากัน คือพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะคุณอภิสิทธิ์จะโดดเด่นมาก"

พรรคประชาธิปัตย์

ที่มาของภาพ, พรรคประชาธิปัตย์

เขาเสริมต่อว่า ณ ปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงตัวตนให้เป็นพรรคหลักที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย

"พูดให้ถึงที่สุดก็คือผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเฉิดฉายได้ก็คือ พรรคต้องบอกให้ชัดว่าต้องการรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นคำตอบสุดท้ายที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาแข็งแรงในเชิงอุดมการณ์ แล้วผมคิดว่าเขาจะแตกต่างจากพรรคภูมิใจไทย จะแตกต่างจากซีกอนุรักษนิยมอื่น ๆ อย่างแน่นอน"

ด้าน ศ.ดร.พรรณชฎา แนะนำว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่ตอนนี้แพ้เรื่อง สส.เขต อย่างแรกคืออย่าเพิ่งท้อใจ แต่ให้ค่อย ๆ สร้างทีม ทำงานการเมืองอย่างจริงจังต่อเนื่อง ลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเหมือนในอดีต "ไม่ใช่แพ้เลือกตั้งแล้วก็หายไปจากประชาชนเลย" ยังมีความเป็นไปได้ที่พรรคจะกลับมา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่มองหาพรรคซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างชัดเจน

ศ.ดร.พรรณชฎา ทิ้งท้ายว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่มีสถานะเป็น "มรดกทางการเมือง" ของไทย และเธอยังอยากเห็นพรรคนี้คงอยู่ต่อไป ไม่อยากให้หายไปจากระบบการเมือง