วิเคราะห์: เหตุใดทรัมป์กลายเป็นผู้สั่นคลอนระเบียบโลกมากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

    • Author, ลิซ ดูเซต
    • Role, หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศ, บีบีซี

เขาส่งสัญญาณเตือนไปยังทั่วโลกตั้งแต่วันแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย

"จะไม่มีสิ่งใดมาขวางเราได้" ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขณะกล่าวปาฐกถาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งกลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บในกรุงวอชิงตันท่ามกลางเสียงปรบมืออันกึกก้องเมื่อวันนี้ของปีที่แล้วซึ่งเป็นการเริ่มต้นวาระที่สองของเขา

โลกให้ความสนใจเรื่องนี้น้อยเกินไปหรือไม่

ภายในสุนทรพจน์ของเขาในวันนั้น มีการกล่าวถึงหลักคำสอนในศตวรรษที่ 19 ที่เรียกว่า "การสร้างลิขิตสวรรค์ให้เป็นจริง (manifest destiny)" ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าสหรัฐฯ นั้นได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้ขยายดินแดนไปทั่วทั้งทวีป พร้อมกับเผยแพร่อุดมการณ์แบบอเมริกัน

ในขณะนั้นเป้าหมายของเขาคือ คลองปานามา โดยทรัมป์ประกาศว่า "เราจะยึดมันคืนมา"

บัดนี้ คำประกาศซึ่งถูกถ่ายทอดด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเช่นเดียวกันนี้กำลังมุ่งไปยังเกาะกรีนแลนด์

ประโยคที่ว่า "เราต้องได้มันมา" กลายเป็นคาถาใหม่ ผุดขึ้นมาในห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงร้ายแรง

ประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เต็มไปด้วยการรุกราน การยึดครอง และปฏิบัติการลับเพื่อโค่นล้มผู้นำและรัฐบาลต่าง ๆ ที่สร้างผลกระทบและข้อถกเถียงไปทั่ว แต่ในศตวรรษที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีอเมริกันคนใดขู่จะยึดดินแดนของพันธมิตรที่ยาวนาน และปกครองดินแดนนั้นโดยฝืนเจตจำนงของประชาชน

ไม่มีผู้นำสหรัฐฯ คนใดเคยทำลายบรรทัดฐานทางการเมืองอย่างรุนแรงเช่นนี้ หรือเคยข่มขู่พันธมิตรซึ่งยืนหยัดร่วมกันเป็นเสาหลักของระเบียบโลกกันมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

แทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า กฎเกณฑ์เดิมกำลังถูกละเมิดอย่างไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ

สำหรับผู้สนับสนุนทั้งในประเทศและต่างประเทศทรัมป์กำลังถูกมองว่าอาจเป็นประธานาธิบดีที่ "เปลี่ยนแปลงสหรัฐฯ มากที่สุด" เขาก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับหลายรัฐบาลทั่วโลกขณะเดียวกันก็ทำให้รัสเซียกับจีนจับตาอยู่เงียบ ๆ

แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อทรัมป์โดยตรง ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสเตือนอย่างตรงไปตรงมาในงานสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ในสวิตเซอร์แลนด์ว่า "นี่คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกที่ไร้กฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศถูกย่ำยี และกฎเดียวที่ดูเหมือนจะมีความหมายคืออำนาจของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งมาพร้อมกับการกลับมาของความทะเยอทะยานจะสร้างจักรวรรดิ"

ความกังวลว่าอาจจะเกิดสงครามการค้าที่สร้างความเดือดร้อนอีกนั้นกำลังทวีคูณขึ้น ในบางวงการยังวิตกว่าพันธมิตรทางทหารนาโตซึ่งอยู่ยั้งยืนยงมานานกว่า 76 ปีอาจตกอยู่ในความเสี่ยง หากเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ กรณีที่ผู้นำกองทัพสูงสุดของสหรัฐฯ พยายามยึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลังทหาร

ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนทรัมป์ก็กำลังก้าวขึ้นมาสนับสนุนวาระ "อเมริกาต้องมาก่อน" ของเขา ซึ่งสวนทางกับระเบียบโลกแบบพหุภาคีหลังสงครามโลก

ก่อนหน้านี้รายการบีบีซีนิวส์ฮาวร์ (BBC Newshour) สัมภาษณ์แรนดี ฟายน์ สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันว่า การยึดกรีนแลนด์จะขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติหรือไม่ เขาตอบว่า "ผมคิดว่าสหประชาชาติล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในฐานะองค์กรที่สนับสนุนสันติภาพในโลก และพูดตามตรง ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร การทำในทางตรงกันข้ามอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำ"

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟายน์ได้เสนอร่างกฎหมายชื่อ "กฎหมายผนวกและให้สถานะมลรัฐแก่กรีนแลนด์" (Greenland Annexation and Statehood Act) ในสภาคองเกรส

พันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังกังวลควรตอบสนองอย่างไรเมื่อดูเหมือนไม่มีอะไรจะขวางทางทรัมป์ได้

ตลอดปีที่ผ่านมา ผู้นำโลกหยิบยกถ้อยคำต่าง ๆ เพื่อพยายามหาหนทางรับมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ผู้คาดเดาได้ยาก และยังดำรงอีกตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ ด้วย

"เราต้องพิจารณา[เจตนาของ]เขาอย่างจริงจัง แต่ต้องไม่ตีความตามตัวอักษรหรือคำพูด" คือคำอธิบายจากผู้ที่เชื่อว่าทุกอย่างสามารถคลี่คลายได้ผ่านการเจรจา

แนวคิดนี้ได้ผลก็จริง แต่ก็ได้ผลมาเพียงครั้งเดียวคือครั้งที่ยุโรปมีความพยายามสร้างท่าทีร่วมกันต่อสงครามของรัสเซียที่ระดมถล่มยูเครน

ทรัมป์มักเปลี่ยนทิศทางจากสัปดาห์หนึ่งไปสู่อีกสัปดาห์หนึ่งบางครั้งแสดงท่าทีสอดคล้องกับรัสเซีย จากนั้นเอนเอียงไปทางยูเครน ก่อนจะหวนกลับไปอยู่ในวงโคจรของรัสเซียอีกครั้ง

"เขาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์" คือคำอธิบายจากผู้ที่มองว่าจุดยืนแบบสุดขั้วของทรัมป์สะท้อนถึงยุทธวิธีการต่อรองจากยุคที่เขาอยู่ในวงการอสังหาฯ ในนครนิวยอร์ก

เสียงสะท้อนของแนวคิดนั้นปรากฏให้เราเห็นผ่านคำขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขาเรื่องปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แม้จะชัดเจนว่าทางเลือกทางทหารยังคงวางกองอยู่บนโต๊ะอันเต็มไปด้วยทางเลือกมากมายของเขาในตอนนี้

"เขาไม่ได้มีวิธีการพูดแบบนักการเมืองดั้งเดิม" มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อธิบาย เมื่อถูกซักถามเรื่องยุทธวิธีของทรัมป์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เขาพูดแล้วเขาก็ทำ" คือคำชมสูงสุดที่เขามอบให้ประธานาธิบดีของเขา โดยเปรียบเทียบกับผลงานที่เขามองว่าย่ำแย่ของผู้นำคนก่อน ๆ

รูบิโอเป็นหนึ่งในเสียงหลักที่ออกมาพยายามชะลอความรุนแรงของคำขู่ในประเด็นการยึดครองกรีนแลนด์ของทรัมป์ โดยย้ำว่าเขาต้องการซื้อผืนดินน้ำแข็งขนาดมหึมาที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ ไม่ใช่บุกยึด

เขาชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์ไล่พิจารณาทางเลือกว่าจะซื้อเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ได้ด้วยวิธีใดบ้างมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรอบแรกเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีนและรัสเซีย

แต่ก็ไม่มีสิ่งใดปฏิเสธถึงยุทธศาสตร์ของทรัมป์ที่ใช้วิธีกดดัน ไม่เห็นคุณค่าของการดำเนินการร่วมกัน และการที่เขาเชื่อว่าผู้แข็งแกร่งย่อมถูกต้องเสมอ

"เขาเป็นนักดีลและชอบอำนาจแบบดิบ ๆ สไตล์มาเฟีย" แซนนี มินตัน เบดโดส์ บรรณาธิการบริหารนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) กล่าว

"เขาไม่เห็นประโยชน์ของพันธมิตร ไม่ได้มีแนวคิดว่าอเมริกาหมายถึงอุดมการณ์หรือชุดของคุณค่าใด เขาไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ"

และเขาก็ไม่ปิดบังสิ่งนี้

"นาโตไม่เป็นที่หวั่นเกรงของรัสเซียหรือจีนเลย แม้แต่น้อย" ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ (New York Times) ในบทสนทนาครอบคลุมหลากหลายประเด็นเมื่อต้นเดือนนี้ "พวกเขากลัวเรามากกว่าอย่างมหาศาล"

หากเรื่องความมั่นคงเป็นประเด็นสําคัญจริง สหรัฐฯ ก็มีทหารประจำการในกรีนแลนด์อยู่แล้ว และตามข้อตกลงปี 1951 สหรัฐฯ ก็ยังสามารถส่งกำลังเพิ่มเติมและเปิดฐานทัพเพิ่มได้

"ผมต้องได้ครองมัน" คือคำพูดสิ่งที่ทรัมป์แสดงจุดยืนเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

และเขาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนบ่อยครั้งว่า "ผมอยากจะเอาชนะ" ขณะที่หลักฐานที่ยืนยันว่าประเด็นนี้ต่างหากคือหัวใจสำคัญกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในนั้นคือการที่เขากลับลำนโยบายในปีที่ผ่านมาได้สร้างความมึนงงอย่างยิ่ง

ในระหว่างการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกของวาระที่สองที่กรุงริยาดเมื่อเดือน พ.ค. เราได้เห็นว่าการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญของเขาในครั้งนั้นได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเพียงใด

ทรัมป์พุ่งเป้าไปที่พวก "ผู้นิยมการแทรกแซง" ของอเมริกา ซึ่งเขาตำหนิว่าคนกลุ่มนี้ "ทำลายชาติต่าง ๆ มากกว่าสร้าง...ในสังคมที่ซับซ้อน(ของชาติ)ที่พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ(สังคมนั้น)ด้วยซ้ำ"

เมื่อครั้งที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานว่าทรัมป์เตือนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลว่าอย่าข่มขู่ทางทหารต่อรัฐบาลอิหร่านอันจะทำให้ความพยายามทางการทูตของเขาตกอยู่ในความเสี่ยง

แต่ภายในสิ้นสัปดาห์ดังกล่าว เมื่อเขาเห็นความสำเร็จของอิสราเอลในการลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูงและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิหร่าน ทรัมป์อุทานออกมาว่า "ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก"

คำว่า "การปรับเปลี่ยนแนวความคิดต่อความรุนแรงหรือสุดโต่งของบุคคลใด ๆ ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น หรือ "sane-washing" เป็นถ้อยคำที่เอ็ดเวิร์ด ลูซ แห่งไฟแนนเชียล ไทมส์ ( Financial Times) บัญญัติขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่ออธิบายภาพลักษณ์ที่สุภาพสวยงามที่โลกพยายามฉายให้ทรัมป์ ผ่านขบวนผู้นำที่ผลัดกันเดินทางไปพบเขาพร้อมของขวัญระยิบระยับและคำสรรเสริญอันหรูหราเพื่อพยายามดึงเขาเข้าฝ่ายตน

"ผู้แก้ต่างให้ทรัมป์ต่างทำงานตลอดเวลาเพื่อทำให้นโยบายของเขาดูสมเหตุสมผล คนเหล่านี้ยังมีจำนวนมากกว่าผู้ที่ศรัทธาเขาจริง ๆ" ลูซเขียนไว้ในคอลัมน์ล่าสุดของเขา

ภาพนี้ฉายออกมาชัดเจนเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เมื่อบรรดาผู้นำทั่วโลกได้รับเชิญให้มาร่วมเฉลิมฉลองคำประกาศของทรัมป์ว่า "ในที่สุด เราก็มีสันติภาพในตะวันออกกลาง" เป็นครั้งแรกในรอบ "3,000 ปี" ที่เมืองตากอากาศริมทะเลแดง ชาร์ม เอล-ชีค (Sharm El-Sheikh) ของอียิปต์

แผนสันติภาพระยะแรกของของเขาได้ก่อให้เกิดการหยุดยิงในฉนวนกาซาอันจำเป็นอย่างยิ่งทั้งยังทำให้เกิดการปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอลอย่างเร่งด่วน

การทูตเชิงแข็งกร้าวของทรัมป์บีบบังคับให้เนทันยาฮู รวมถึงฮามาส จนยอมตกลงเรื่องนี้ได้ นับเป็นความก้าวหน้าใหญ่ที่มีเพียงทรัมป์เท่านั้นที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้

แต่น่าเศร้ามันไม่ใช่รุ่งอรุณของสันติภาพและไม่มีใครที่นั่นเคยเอ่ยส่วนที่ถูกทำให้เงียบงันออกมา

เมื่อปีที่แล้ว แนวทางของทรัมป์ถูกตีกรอบด้วยแนวคิด Manifest Destiny ส่วนปีนี้คือหลักนิยมมอนโร (Monroe Doctrine) ในต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งหลังการบุกเวเนซุเอลา ได้รับการปรับโฉมใหม่เป็น "หลักการดอนโร" (Donroe Doctrine)

ในตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเจ้าของแนวคิดนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นในทีมของเขา พร้อมความเชื่อว่าสหรัฐฯ สามารถลงมือปฏิบัติได้ตามต้องการ ทั้งใน "สวนหลังบ้าน " และไกลกว่านั้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกา

บางครั้งเขาถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มผู้โดดเดี่ยวทางการเมือง (isolationist) บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นพวกฝักใฝ่การแทรกแซง (interventionist) แต่มีคำขวัญหนึ่งที่พาเขากลับสู่อำนาจได้จนสำเร็จ คำขวัญนั้นคือ "ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครัง (Make America Great Again)"

และในจดหมายที่เขาส่งถึงนายกรัฐมนตรีโยนัส การ์ สเตอเรอ แห่งนอร์เวย์ ทรัมป์ได้เน้นย้ำถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเขาที่ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้

ทรัมป์แจ้งต่อสเตอเรอว่า "ผมไม่รู้สึกว่ามีพันธกรณีที่จะต้องคิดถึงสันติภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้สันติภาพจะยังเป็นหลักเสมอไปก็ตาม แต่ตอนนี้ผมสามารถคิดได้แล้วว่าสิ่งใดดีและเหมาะสมต่อสหรัฐอเมริกา"

ฉันถามถึงเหตุการณ์นี้ต่อเอสเพน บาร์ธ ไอเด รัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์ เขาตอบบีบีซีด้วยท่าทีเชิงการทูตว่า "เป็นวันที่ดีที่จะมีอารมณ์แบบชาวนอร์ดิก"

กล่าวคือนอร์เวย์ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง แต่หนักแน่นดุจน้ำแข็ง ในการปกป้องกรีนแลนด์ เดนมาร์ก และความมั่นคงร่วมกันในอาร์กติก

ปฏิกิริยาของยุโรปยังคงทอดยาวบนพื้นน้ำแข็งทางการเมืองที่ลื่นไหลนี้

ขณะที่ประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสให้คำมั่นว่าจะเปิดฉากใช้ "ปืนใหญ่การค้า" ของสหภาพยุโรป เพื่อการตั้งภาษีตอบโต้และจำกัดไม่ให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดยุโรปซึ่งทำกำไรมหาศาล

ด้านจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิดที่สุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดอย่างคลุมเครือว่ามี "ปัญหาด้านความเข้าใจและการสื่อสารคลาดเคลื่อน"

ขณะที่ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้ออกมาปกป้องบูรณภาพเหนือดินแดนของกรีนแลนด์อย่างหนักแน่นต่อสาธารณะ แต่ก็ต้องการปกป้องความสัมพันธ์ส่วนตัว[กับผู้นำสหรัฐฯ ]อันแน่นแฟ้นที่เขาสร้างขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีตอบโต้

ทรัมป์ก็ไม่ได้ยั้งมืออีกต่อไป เขาโพสต์ข้อความส่วนตัวที่ได้รับจากบรรดาผู้นำซึ่งใช้เครื่องมือการทูตแบบดั้งเดิมเพื่อพยายามให้เขาอยู่ฝ่ายเดียวกัน

"เรามาทานอาหารเย็นกันที่กรุงปารีสในวันพฤหัสบดีไหม ก่อนที่คุณจะกลับสหรัฐฯ" ฝ่ายประธานาธิบดีฝรั่งเศสเสนอ พร้อมตั้งคำถามท่ามกลางคำชื่นชมต่อความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศอื่น ๆ ว่า "ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไรกับกรีนแลนด์"

"แทบรอพบคุณไม่ไหว" มาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโตเขียน เขาเคยเรียกทรัมป์ว่า "แด๊ดดี้" หลังทรัมป์จัดการสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลอย่างแข็งกร้าวเมื่อปีที่แล้ว

รุตเตอและผู้นำคนอื่น ๆ เคยให้เครดิตทรัมป์ เมื่อคราวที่เขาออกปากขู่ตรง ๆ เพื่อบีบให้ชาติสมาชิกนาโตเพิ่มงบป้องกันประเทศอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปถึงสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก คำเตือนของทรัมป์ได้เร่งให้เกิดสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนหน้าหลายคนเรียกร้องและสมาชิกนาโตกำลังเริ่มดำเนินภายใต้เงาของภัยคุกคามจากรัสเซีย

ในอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ประเทศที่ยืนอยู่ใต้เงาของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน ก็กำลังพยายามสร้างเส้นทางใหม่ แม้จะต้องเผชิญความท้าทายของตนเองก็ตาม

"เราต้องยอมรับโลกตามที่มันเป็น ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้มันเป็น" คือถ้อยคำสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระหว่างการเยือนจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นี่เป็นการเยือนกรุงปักกิ่งของผู้นำแคนาดาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 หลังจากหลายปีแห่งความตึงเครียด และมันส่งสัญญาณชัดเจนถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การที่ทรัมป์ขู่ว่าจะผนวกประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือได้ผุดขึ้นมาสร้างความตะลึงอีกครั้งในสัปดาห์นี้ คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่แสดงภาพซีกโลกตะวันตกปกคลุมด้วยลวดลายดาวและแถบสี รวมทั้งแคนาดาและกรีนแลนด์

ชาวแคนาดารู้ดีว่ามีความเสี่ยงที่พวกเขาอาจเป็นรายต่อไป

คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางซึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของแคนาดาเมื่อปีที่แล้วได้เพราะประชาชนเชื่อมั่นว่าเขาเป็นผู้ที่พร้อมที่สุดในการรับมือทรัมป์

เขาตอบโต้ทรัมป์แบบ "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์" ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการเก็บภาษีตอบโต้ จนกระทั่งมันกลายเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับเศรษฐกิจแคนาดาที่เล็กกว่ามาก และพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 70%

เมื่อคาร์นีย์ขึ้นเวทีที่ดาวอสเมื่อวันอังคาร เขาก็เน้นย้ำถึงจุดเปลี่ยนที่สั่นสะเทือนนี้เช่นกัน

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเป็นมหาอำนาจของอเมริกาเคยมีบทบาทในการช่วยจัดหาสินค้าสาธารณะ เปิดเส้นทางเดินเรือ สร้างระบบการเงินที่มั่นคง เสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และสนับสนุนกรอบการแก้ไขข้อพิพาท" เขากล่าว ก่อนเสริมอย่างตรงไปตรงมาว่า "เรากำลังอยู่ท่ามกลางความแตกแยก ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน"

ในวันพุธนี้ ทรัมป์จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์จากโพเดียมเดียวกันนั้น ท่ามกลางสายตาทั่วโลกที่จับจ้อง

เมื่อนิวยอร์กไทมส์ถามเขาในเดือนนี้ว่า อะไรสามารถหยุดเขาได้ ทรัมป์ตอบว่า "ศีลธรรมของผมเอง ความคิดของผมเอง นั่นคือสิ่งเดียวที่หยุดผมได้"

และนั่นคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังขบวนแห่พันธมิตรที่กำลังพยายามชักจูง ประจบ หรือกดดันเขาให้เปลี่ยนใจ

ถึงคราวนี้ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าพวกเขาจะทำสำเร็จ