ภูมิธรรม-ทวี รอดปมถูกร้องแทรกแซงคดี "ฮั้วเลือก สว." มติศาล รธน. ชี้ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม สองรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ไม่สิ้นสุดลง จากคำร้องที่กล่าวหาว่าแทรกแซงคดี "ฮั้วเลือก สว." เมื่อปี 2568

มติศาลรัฐธรรมนูญต่ออดีตรัฐมนตรีทั้งสองคนตามเอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ต่อสื่อ มีดังนี้

  • นายภูมิธรรม ผู้ถูกร้องที่ 1 - มติเสียงข้างมาก 8:1 เห็นว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมติเสียงข้างมาก 7:2 เห็นว่าไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)
  • พ.ต.ท.ทวี ผู้ถูกร้องที่ 2 - มติเสียงข้างมาก 7:2 เห็นว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมติเสียงข้างมาก 5:4 เห็นว่าไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

เอกสารข่าวระบุด้วยว่า "อย่างไรก็ดี ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงไปก่อนแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170

องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมเพื่อลงมติว่าความเป็นรัฐมนตรีของสองบุคคลทางการเมืองที่ถูกร้องจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อ 9.00 น. วันนี้ (21 ม.ค.)

ผู้ที่ถูกร้องได้แก่ นายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ย้อนกลับไปเดือน มี.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 92 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็น "กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน" นำโดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) โดยกล่าวอ้างว่านายภูมิธรรม (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) และ พ.ต.ท.ทวี (ผู้ถูกร้องที่ 2) ในฐานะรองประธาน กคพ. แทรกแซงครอบงำอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) เป็นเครื่องมือหรือไม่

สารตั้งต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่แล้ว กคพ. มีมติให้รับคดี "ฮั้วเลือก สว." เป็นคดีพิเศษเฉพาะความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งกลุ่ม สว. 92 คน มองว่านายภูมิธรรมและ พ.ต.ท.ทวี ใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ของ กกต.

"เป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่" เอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 26 มี.ค. 2568 ระบุ

ในเวลาต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ พ.ต.ท.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรมเฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลดีเอสไอและรองประธาน กคพ. จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า พ.ต.ท.ทวี มีกรณีตามที่ถูกร้อง

ทว่าเมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค. 2568 จากกรณีมีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จนทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง

จากนั้นในวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน 6 ปาก ได้แก่ ได้แก่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ,พล.ต.ต.ฉัตรวรรต, นายภูมิธรรม, พ.ต.อ.ทวี, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, และ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

สำหรับผู้ที่มาศาลเพื่อฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ (21 ม.ค.) ฝ่ายผู้ร้องประกอบด้วย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร, นายตฤณ แก่นหิรัญ, และ นายอมร สุวรรณโรจน์ ซึ่งทั้งหมดได้รับมอบหมายจากนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะผู้ร้อง

ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้อง นายภูมิธรรมมอบหมายให้นายวัฒนา เตียงกูล เป็นผู้มาศาล และ พ.ต.ท.ทวี มอบหมายให้นายคมสัน ศรีวณิชย์ เป็นผู้มาศาล

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้อ่านคำวินิจฉัย ได้แก่ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายอุดม รัฐอมฤต, นายจิรนิติ หะวานนท์, และนายนภดล เทพพิทักษ์

เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

  • ไม่ปรากฏพยานหลักฐานมีชี้นำคณะกรรมการคดีพิเศษ

ช่วงหนึ่งของการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสามารถสรุปคำวินิจฉัยได้ว่าในการประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 และ ครั้งที่ 3/2568 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติกรรมใดที่ข่มขู่ สั่งการ ชี้นำ หรือปิดกั้นการแสดงความเห็นอันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงคณะกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ๆ

ผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นกรรมการโดยตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด โดยผู้นายภูมิธรรมผู้ถูกร้องที่ 1 เปิดโอกาสให้กรรมการทุกคนอภิปรายและแสดงความเห็น เพื่อความรอบคอบในการพิจารณา ส่วนผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ซักถามกรณีข้อสงสัยต่าง ๆ ต่อฝ่ายเลขานุการเพื่อให้คณะกรรมการฯ มีข้อมูลสำหรับการพิจารณาเพียงพอ

นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องที่ 2 เพียงแต่ให้ความเห็นข้อปฏิบัติทางกฎหมายซึ่งเป็นการปฏิบัติงานตามปกติ กรณีนี้จึงเชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้ใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการคดีพิเศษในการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. แต่อย่างใด

  • ไม่ปรากฏหลักฐานแทรกแซงคดีและข่มขู่ สว.

ในส่วนกรณีผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสมคบกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อใช้อำนาจในการสอบสวน สว. โดยไม่ชอบ ด้วยการเสนอชื่อข้าราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนเข้าเป็นคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนคณะที่ 26 ของ กกต. เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่หรือกลั่นแกล้งกลุ่ม สว.

ศาลเห็นว่ากรณีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้ง 3 รายเป็นเพราะ กกต. มีมติประชุมครั้งที่ 26/2568 วันที่ 18 ม.ค. 2568 สั่งให้ดำเนินการไต่สวนในกรณีได้รับแจ้งหรือรับทราบเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับเจ้าหน้าที่พนักงานของ กกต. เพื่อเป็นคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนร่วมกัน เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดมีความยุ่งยากซับซ้อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง

ประกอบกับจากการไต่สวนพยานบุคคลพบว่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา รวมถึงประธานวุฒิสภา ยังคัดค้านการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนคณะที่ 26 ที่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ กกต. ทำงานร่วมกัน

อีกทั้งจากการเบิกความ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสมคบกันในการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว ปรากฏหลักฐานเพียงข่าวต่าง ๆ ในสื่อเท่านั้น และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นผู้สั่งการให้เสนอชื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้ง 3 คน

นอกจากนี้ กรณีที่ผู้ถูกร้องที่ 2 สมคบกันกระทำความผิดร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอใช้อำนาจสอบสวนโดยไม่ชอบ ใช้อำนาจสืบสวนเกินขอบเขต เช่น การตรวจสอบข้อมูล การติดต่อการสื่อสาร พิกัดโทรศัพท์ของผู้สมัคร สว. ในชั้นสืบสวนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ประกอบกับภายหลังที่ดีเอสไอรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ กกต. ได้ดำเนินการสอบสวนในหลายพื้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของ สว. และเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต สร้างความเกลียดชังให้ สว. และบั่นทอนฝ่ายนิติบัญญัติ

ผู้ถูกร้องที่ 2 ยังเคยให้สัมภาษณ์ข่าวต่อสื่อในลักษณะที่มีผลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่สั่งการ ในลักษณะปล่อยข่าวเพื่อข่มขู่ กดดัน ให้เกิดความหวาดกลัวแก่ สว. นั้น

ศาลเห็นว่าในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้น ไม่ปรากฎหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ใช้อำนาจสั่งการและควบคุมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้หากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานอัยการและศาลที่พิจารณาสำนวนสอบสวนต่อไป

นอกจากนี้คำสัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องที่ 2 ที่ทางผู้ร้องส่งเข้ามาเป็นพยานหลักฐาน ก็เป็นการตอบข้อซักถามเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในกระบวนการเลือก สว. ในลักษณะการรายงานข้อเท็จจริงให้สาธารณชนทราบ ไม่ปรากฏข้อความข่มขู่ สว. ตามที่ผู้ร้องอ้างแต่อย่างใด

เปิดมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ากรณีผู้ถูกร้องที่ 1 นายภูมิธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) หรือไม่นั้น ศาลมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ว่าความเป็นรัฐมนตรีไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)

ตุลาการเสียงข้างมาก คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ, และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการเสียงข้างน้อย คือ นายจิรนิติ หะวานนท์

ส่วนประเด็นที่ว่าผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) หรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่หนึ่งไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)

ตุลาการเสียงข้างมาก ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต, และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ

ตุลาการเสียงข้างน้อยได้แก่ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

สำหรับกรณีผู้ถูกร้องที่ 2 พ.ต.ท.ทวี มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) หรือไม่นั้น ศาลมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ว่าความเป็นรัฐมนตรีไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)

ตุลาการเสียงข้างมาก ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต, และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ, และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการเสียงข้างน้อยได้แก่ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายจิรนิติ หะวานนท์

ประเด็นว่าผู้ถูกร้องที่ 2 มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) หรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่หนึ่งไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)

ตุลาการเสียงข้างมาก ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, และนายอุดม รัฐอมฤต

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อยได้แก่ นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ, และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ศาลรัฐธรรมนูญยังบอกด้วยว่าแม้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงไปก่อนแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170