ใครกันแน่ที่ถ่ายภาพ "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม" ภาพจำแห่งสงครามเวียดนาม

ภาพ “ความสยดสยองของสงคราม” (The Terror of War) เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในชื่อว่า “เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม” (Napalm Girl) ภาพนี้ทำให้นิก อู๊ต ได้รับรางวัลมากมายรวมถึงรางวัลพูลิตเซอร์ด้วย

ที่มาของภาพ, AP

คำบรรยายภาพ, ภาพ "ความสยดสยองของสงคราม" (The Terror of War) เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในชื่อว่า "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม" (Napalm Girl) ภาพนี้ทำให้นิก อู๊ต ได้รับรางวัลมากมายรวมถึงรางวัลพูลิตเซอร์ด้วย
    • Author, บูย ทู, หมี่ฮาง จาน, บูย ไฮ
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาเวียดนาม

ภาพของเด็กหญิงร่างเปลือยเปล่า กำลังวิ่งหนีภัยการโจมตีทางอากาศมาพร้อมกับเด็กคนอื่น ๆ ใบหน้าของพวกเขาแสดงความเจ็บปวดและหวาดกลัว หลังหมู่บ้านถูกถล่มแบบปูพรมด้วยระเบิดนาปาล์ม คนทั่วโลกต่างรู้จักภาพจำแห่งสงครามเวียดนามนี้ดีในชื่อว่า "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม" (Napalm Girl)

นอกจากจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญแล้ว ภาพนี้ยังเป็นที่มาของความภาคภูมิใจ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างภาพข่าวชาวเวียดนามอีกด้วย เพราะเจ้าของผลงานดังกล่าวคือ นิก อู๊ต (Nick Ut) ช่างภาพชาวเวียดนามโดยกำเนิดคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์

"นิก อู๊ต คือผู้ที่ถูกเลือกแล้ว" ช่างภาพชาวเวียดนามที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อผู้หนึ่งบอกกับบีบีซี ที่ผ่านมาอู๊ตได้รับการเคารพยกย่องให้เป็น "อาจารย์" ของเหล่าช่างภาพชาวเวียดนาม แม้ตัวเขาจะอยู่อาศัยและทำงานในสหรัฐฯ แต่ก็มักจะเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดบ่อย ๆ เพื่อฝึกฝนให้คำชี้แนะแก่ช่างภาพข่าวชาวเวียดนามมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น

หลังการถ่ายภาพสำคัญผ่านไปได้กว่าครึ่งศตวรรษ ความเป็นเจ้าของผลงาน "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม" ของอู๊ต กลับถูกท้าทายและตั้งข้อสงสัย เนื่องจากภาพยนตร์สารคดีเรื่องใหม่ "นักข่าวท้องถิ่น" (The Stringer) ที่ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ (Sundance Film Festival) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเผยหลักฐานที่นำไปสู่ข้อกล่าวหาสะเทือนวงการ ซึ่งอ้างว่าอันที่จริงภาพเด็กหญิงระเบิดนาปาล์มเป็นผลงานของเหวียน ทันห์ แง (Nguyen Thanh Nghe) ช่างภาพอิสระชาวเวียดนามที่ตอนนี้มีอายุถึง 87 ปีแล้ว

เหวียน ทันห์ แง ปรากฏตัวในภาพหนึ่งซึ่งบันทึกไว้ได้ในเหตุการณ์เดียวกัน ดูเหมือนว่าเขากำลังถือกล้องเพนแทกซ์ (ซ้าย) นิก อู๊ต ขณะสวมเสื้อเกราะกันกระสุน ปรากฏตัวในภาพวิดีโอ (ขวา)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เหวียน ทันห์ แง ปรากฏตัวในภาพหนึ่งซึ่งบันทึกไว้ได้ในเหตุการณ์เดียวกัน ดูเหมือนว่าเขากำลังถือกล้องเพนแทกซ์ (ซ้าย) นิก อู๊ต ขณะสวมเสื้อเกราะกันกระสุน ปรากฏตัวในภาพวิดีโอ (ขวา)

องค์กรภาพถ่ายสื่อมวลชนโลก (World Press Photo – WPP) ได้เข้าดำเนินการตรวจสอบข้อกล่าวหาข้างต้นทันที พร้อมทั้งตัดสินใจระงับการให้เครดิตความเป็นเจ้าของผลงานกับอู๊ต ซึ่งการกระทำนี้ได้สร้างความร้าวฉานขึ้นในชุมชนช่างภาพข่าวมืออาชีพ โดยช่างภาพข่าวชาวเวียดนามอีกผู้หนึ่งบอกกับบีบีซีว่า "หากจะโค่นล้มวีรบุรุษหรือบุคคลผู้เป็นตำนาน ควรจะต้องมีหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือมากพอ"

ช่างภาพข่าวผู้ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนกล่าวอีกว่า "ในยุคดิจิทัล มันยากมากที่ภาพเพียงภาพเดียวจะส่งผลสะเทือนได้ถึงขนาดนั้น พวกเราต้องระมัดระวัง ไม่ปล่อยให้การทะเลาะเบาะแว้งมาทำลายมรดกอันทรงคุณค่าของภาพสำคัญ หรือสร้างความเจ็บปวดให้กันมากไปกว่านี้"

แม้ภาพเด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม จะเป็นภาพที่ถ่ายจากเหตุการณ์จริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การถกเถียงโต้แย้งกันในเรื่องความเป็นเจ้าของผลงานกลับเป็นไปอย่างดุเดือดรุนแรง เนื่องจากชื่อของช่างภาพนั้น "จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์" รองศาสตราจารย์ คีธ กรีนวูด ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพเชิงวารสารศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมิสซูรีของสหรัฐฯ กล่าว

"สงครามเวียดนามมีประวัติความเป็นมาที่ซับซ้อน และยังคงสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงได้ จึงไม่แปลกที่การตั้งข้อสงสัยต่อภาพประวัติศาสตร์ จะไปกระตุ้นให้ความขุ่นข้องหมองใจเก่า ๆ ปะทุขึ้นมาอีก" รศ.กรีนวูด กล่าวอธิบาย

ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นว่า เงาร่างคนที่ดูเลือนรางไม่ชัดเจนซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนิก อู๊ต อยู่ห่างออกไปพอสมควร หลังภาพ “เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม” ถูกกดชัตเตอร์บันทึกไว้ได้ไม่นาน

ที่มาของภาพ, Getty Images/World Press Photo

คำบรรยายภาพ, ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นว่า เงาร่างคนที่ดูเลือนรางไม่ชัดเจนซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนิก อู๊ต อยู่ห่างออกไปพอสมควร หลังภาพ "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม" ถูกกดชัตเตอร์บันทึกไว้ได้ไม่นาน

เผยที่มาภาพประวัติศาสตร์

ภาพเด็กหญิงระเบิดนาปาล์มถูกบันทึกไว้ได้ หลังกองทัพอากาศของเวียดนามใต้ เปิดฉากโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดนาปาล์มใส่พื้นที่แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 1972 แต่ระเบิดบางส่วนกลับตกใส่หมู่บ้านจางบาง (Trang Bang) โดยไม่เจตนา ในขณะที่เด็กหญิงกิม ฟุก (Kim Phuc) กำลังเล่นสนุกกับน้องชายและญาติวัยเดียวกันที่ลานหลังวัดแห่งหนึ่ง

ในตอนนั้นอู๊ตทำงานเป็นช่างภาพข่าวในสังกัดของเอพี (AP) เขาเล่าว่าชาวบ้านพากันวิ่งหนีระเบิดมาตามทางหลวงสายหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่ระเบิดลง หลังจากถ่ายภาพยายอุ้มหลานที่กำลังจะตายไว้ในอ้อมแขนแล้ว เขาเห็นเด็กหญิงกิม ฟุก วิ่งชูแขนทั้งสองข้างเข้ามาใกล้ อู๊ตวิ่งไปถ่ายภาพเธอก่อนจะสังเกตเห็นว่า ผิวของเด็กหญิงไหม้และลอกออกมาเป็นแผ่น เขาจึงราดน้ำใส่ตัวเธอและขับรถพาเด็ก ๆ ไปโรงพยาบาล

ในยุคที่ยังไม่มีกล้องดิจิทัล ช่างภาพข่าวทั้งที่มีสังกัดและที่เป็นช่างภาพอิสระ ต่างต้องนำฟิล์มที่ใช้บันทึกภาพแล้วมาส่งที่สำนักงานท้องถิ่นของสำนักข่าว บรรณาธิการภาพข่าวจะเป็นผู้ล้างฟิล์มในห้องมืดและบันทึกชื่อเจ้าของผลงานลงในภาพ ส่วนหัวหน้าฝ่ายภาพข่าวจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะเลือกส่งภาพไหนไปสำนักงานใหญ่เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

อู๊ตให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อเดือน ม.ค. ของปีนี้ว่า "เมื่อกลับไปถึงสำนักงาน ผมร้องตะโกนว่าได้ภาพพิเศษสุดมา ทุกคนต่างหันมามองเป็นตาเดียวกัน" อู๊ตเล่าว่าในตอนนั้นมีเพียง ยูอิจิ "แจ็กสัน" อิชิซากิ บรรณาธิการภาพข่าวประจำห้องมืด อยู่คนเดียวที่โต๊ะล้างฟิล์ม และตัวเขาก็ยืนอยู่ข้างอิชิซากิตลอดเวลาของกระบวนการล้างภาพ จนได้เห็นบรรณาธิการภาพข่าวติดฉลากฟิล์มม้วนนั้นด้วยชื่อของเขา ในฐานะช่างภาพเจ้าของผลงานอย่างชัดเจน ก่อนจะนำภาพออกมายังบริเวณส่วนกลางของสำนักงาน

"ทุกคนพากันมาดูภาพ มีบางคนโทรศัพท์เรียกเจ้านายของผม ซึ่งก็คือ ฮอร์สต์ ฟาส หัวหน้าฝ่ายภาพข่าว ให้รีบกลับมาจากการพักรับประทานอาหารกลางวันทันที" อู๊ตกล่าว เขายังเล่าว่าฟาสกลับมาถึงสำนักงานก่อนที่คาร์ล โรบินสัน บรรณาธิการภาพข่าวอีกคนจะมาถึง ฟาสและโรบินสันโต้เถียงกันว่าควรส่งภาพไปให้สำนักงานใหญ่หรือไม่ โรบินสันซึ่งมีหน้าที่เขียนคำบรรยายภาพเห็นว่า ไม่สมควรตีพิมพ์เพราะเป็นภาพเปลือย แต่ต่อมาการทักท้วงของเขาถูกปัดตกไป

เหวียน ทันห์ แง กับ คาร์ล โรบินสัน ในงานฉายภาพยนตร์สารคดี “นักข่าวท้องถิ่น” (The Stringer) รอบปฐมทัศน์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เหวียน ทันห์ แง กับ คาร์ล โรบินสัน ในงานฉายภาพยนตร์สารคดี "นักข่าวท้องถิ่น" (The Stringer) รอบปฐมทัศน์

คำบอกเล่าของอู๊ต แตกต่างจากที่โรบินสันได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีอย่างสิ้นเชิง เขาบอกว่าหลังกลับมาจากพักรับประทานอาหารกลางวัน เขาเจอเพียงอิชิซากิกับช่างเทคนิคอีกคนหนึ่งอยู่ในห้องมืด ตอนนั้นฟิล์มถูกล้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และภาพก็ถูกนำออกมาวางเตรียมไว้เพื่อรอการพิจารณา ภาพถ่ายเหตุการณ์ที่เด็ก ๆ วิ่งหนีตายมีอยู่สองภาพ ภาพหนึ่งถ่ายจากด้านข้างและอีกภาพถ่ายจากด้านหน้า แต่ทั้งสองภาพมาจากฟิล์มคนละม้วน และเป็นฝีมือของช่างภาพคนละคนกัน

โรบินสันบอกว่า เขาเห็นชื่อช่างภาพที่ไม่คุ้นเคยจากบันทึกเครดิตภาพ เนื่องจากคนผู้นั้นเป็นช่างภาพอิสระที่ไม่ได้ทำงานร่วมกับสำนักข่าวเอพีบ่อยครั้งนัก "สำนักข่าวของเรามีกองทัพนักข่าวท้องถิ่นชาวเวียดนามทีมใหญ่ พวกเขามักจะเป็นพลเรือน หรือไม่ก็ทหารที่ต้องการหารายได้พิเศษ"

โรบินสันยังกล่าวเน้นย้ำว่า ฟาสคือคนที่กลับมาถึงสำนักงานทีหลัง และไม่ได้เข้าร่วมในการโต้เถียงว่าควรจะส่งภาพให้กับสำนักงานใหญ่หรือไม่ โรบินสันยืนยันอย่างหนักแน่นว่า อู๊ตไม่ได้อยู่ด้วยในระหว่างที่มีการคัดเลือกภาพ "และเขาไม่ได้ยืนอยู่นอกประตูเพื่อรอผลการตัดสินด้วย"

โรบินสันกล่าวอ้างว่า ในตอนที่เขากำลังเขียนคำบรรยายภาพ ฟาสได้เข้ามากระซิบข้างหูให้ใส่ชื่ออู๊ตเป็นเจ้าของผลงาน เนื่องจากอู๊ตเป็นพนักงานประจำของเอพี "ในตอนนั้นผมไม่กล้าเถียงหรือขัดขืนคำสั่ง เพราะอยากจะทำงานอยู่ที่ไซ่ง่อนต่อไป เพื่อให้ได้อยู่กับภรรยาชาวเวียดนามและลูกเล็กอีกสองคน"

ปัจจุบันทั้งฟาสและอิชิซากิต่างก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงไม่เหลือพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์คนอื่นนอกจากนี้

นิก อู๊ต และ กิม ฟุก ขณะเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเมื่อปี 2022 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของภาพ “เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม”

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นิก อู๊ต และ กิม ฟุก ขณะเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเมื่อปี 2022 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของภาพ "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม"

โรบินสันบอกว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายสิบปี จากความสำนึกผิดต่อเรื่องดังกล่าว เขาอยากจะขออภัยต่อเจ้าของผลงานตัวจริงมาโดยตลอด แต่ก็จดจำชื่อของช่างภาพอิสระคนนั้นไม่ได้ จนกระทั่งปี 2015 ด้วยความช่วยเหลือของอดีตเพื่อนร่วมงานในสำนักข่าวเอพี โรบินสันก็ได้รู้ว่าเขาชื่อ เหวียน ทันห์ แง แต่ก็ยังไม่ทราบที่อยู่ที่จะไปติดตามตัวได้

เจ็ดปีต่อมา อู๊ตและกิม ฟุก ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของภาพเด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม โรบินสันจึงคิดได้ในทันทีที่เห็นข่าวดังกล่าวว่า "ในที่สุดผมก็ตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง ผมไม่อาจเอาแต่เบือนหน้าหนีและพยายามลืมมันได้"

โรบินสันได้ติดต่อกับแกรี ไนต์ เพื่อนร่วมอาชีพที่ยินดีจะทำการสัมภาษณ์เขา ซึ่งต่อมาบทสัมภาษณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี "นักข่าวท้องถิ่น" ไม่นานนักทีมงานก็สามารถติดตามหาตัวเหวียน ทันห์ แง จนพบ ซึ่งปรากฏว่าเขาได้อพยพลี้ภัยไปยังสหรัฐฯ หลังไซ่ง่อนแตก แต่ได้หวนกลับมาพำนักที่ประเทศบ้านเกิดตั้งแต่ปี 2002

แงกล่าวว่า "ตลอดมาผมนิ่งเงียบ ไร้สุ้มเสียง วิตกกังวลและเจ็บปวด มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เก็บกดเอาไว้ในใจลึก ๆ แต่ไม่มีสิ่งใดที่จะสำคัญไปกว่าความจริง"

กระบวนการสืบสวน

หลังรู้ข่าวว่ากำลังมีการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีดังกล่าว สำนักข่าวเอพีก็ได้เริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของตนเอง โดยอาศัยข้อมูลหลักฐานจากม้วนฟิล์มและวิดีโอ ทั้งมีการไต่สวนพยานบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีการตรวจสอบกล้องถ่ายภาพของอู๊ตด้วย เอพีได้เผยแพร่รายงาน 2 ฉบับ ออกมาในเดือน ม.ค. และ พ.ค. ที่ผ่านมา โดยสรุปว่า "ไม่มีหลักฐานหนักแน่นชัดเจนพอ ที่จะทำให้ถอดชื่ออู๊ตจากการเป็นเจ้าของผลงานได้"

แต่ถึงกระนั้น สำนักข่าวเอพียอมรับว่า ยังคงมีคำถามสำคัญที่เป็นข้อสงสัยค้างคาใจหลงเหลืออยู่ เพราะมีความเป็นไปได้ว่ากล้องที่ใช้ถ่ายภาพเด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม จะเป็นกล้องยี่ห้อเพนแทกซ์ (Pentax) แต่อู๊ตเคยให้การมาหลายครั้งในอดีตว่า ในวันเกิดเหตุเขามีกล้อง 4 ตัว ซึ่งเป็นกล้องยี่ห้อไลกา (Leica) 2 ตัว และกล้องนิคอน (Nikon) อีก 2 ตัว โดยเขาใช้กล้องยี่ห้อไลกาถ่ายภาพเด็กหญิงกิม ฟุก

เมื่อสำนักข่าวเอพีสอบสวนอู๊ตอีกครั้ง เขากลับบอกว่าจำไม่ได้เพราะไม่ได้สนใจว่าใช้กล้องตัวไหนถ่ายภาพดังกล่าว นอกจากนี้ ฟาสยังเป็นคนบอกเขาว่าภาพของเด็กหญิงกิม ฟุก มาจากฟิล์มในกล้องยี่ห้อไลกา

ทว่าในเหตุการณ์เดียวกัน มีผู้ถ่ายภาพของแง ขณะถือกล้องที่ดูคล้ายจะเป็นยี่ห้อเพนแทกซ์เอาไว้ได้

ทีมงานสารคดี "นักข่าวท้องถิ่น" และทีมสืบสวนของเอพี ต่างก็พยายามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงใหม่ จากหลักฐานที่ปรากฏในภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ และภาพถ่ายดาวเทียมที่มีอยู่ ซึ่งคลิปวิดีโอหนึ่งที่ถ่ายหลังจากช่างภาพกดชัตเตอร์บันทึกภาพนิ่งของ "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม" ได้ไม่นาน แสดงให้เห็นเงาร่างคนที่ดูเลือนรางไม่ชัดเจน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนิก อู๊ต อยู่ห่างออกไปไกลจากกลุ่มเด็ก ๆ ที่กำลังวิ่งหนีระเบิดพอสมควร โดยทีมงานสารคดีคำนวณว่า อู๊ตน่าจะอยู่ห่างถึง 60 เมตร ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องวิ่งหนีไปอย่างเต็มฝีเท้า หลังจากกดชัตเตอร์บันทึกภาพแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอพีโต้แย้งว่า ระยะที่อู๊ตอยู่ห่างจากกลุ่มเด็ก ๆ น่าจะอยู่ในช่วง 28.8 - 48.0 เมตรเท่านั้น แต่ระยะที่เอพีคำนวณนี้ อาจมีความคลาดเคลื่อนบวกลบได้ถึงราว 20% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากตัวแปรหลายปัจจัย ยิ่งไปกว่านั้น ทีมงานสารคดียังไม่นำคลิปวิดีโอบางส่วนมาพิจารณา ทั้งไม่มีสิทธิเข้าถึงภาพนิ่งสองชุด ที่เอพีใช้ในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงครั้งนี้ด้วย

ผลการตรวจสอบล่าสุดไปถึงไหนแล้ว

ทั้งสำนักข่าวเอพีและองค์กรภาพข่าวสื่อมวลชนโลก (WPP) ต่างก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า ใครคือช่างภาพเจ้าของผลงาน "เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม" กันแน่ โดยทางองค์กร WPP ถึงกับกล่าวว่า อาจมีช่างภาพคนอื่นที่ไม่ใช่ทั้งอู๊ตและแง เป็นผู้กดชัตเตอร์บันทึกภาพนี้ก็เป็นได้

จนถึงขณะนี้เราก็ยังไม่อาจจะแน่ใจได้ว่า ลำดับเหตุการณ์เรื่องที่มาของภาพประวัติศาสตร์นั้น คำให้การของใครกันแน่ที่เป็นความจริง ผู้สื่อข่าวหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ พากันปฏิเสธไม่ยอมรับคำบอกเล่าที่ปรากฏในภาพยนตร์สารคดี โดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานยืนยัน และต่างก็ไม่ยอมให้สัมภาษณ์กับทีมงานสารคดีดังกล่าว ส่วนภาพถ่ายต้นฉบับที่ได้จากการล้างฟิล์มในครั้งแรกนั้น แงบอกว่าฟาสได้ให้เขามาภาพหนึ่ง แต่ภรรยาของเขาฉีกมันทิ้งไปแล้วด้วยอารมณ์แค้น

อู๊ตยังคงยืนกรานว่า เขาคือช่างภาพเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงของภาพประวัติศาสตร์ และกำลังเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทเพื่อเอาผิดกับกลุ่มคนที่จ้องทำลายชื่อเสียงของเขา

ช่างภาพข่าวชาวเวียดนามในตอนต้นของบทความ ซึ่งไม่ต้องการจะเปิดเผยตัวตน ได้แสดงความเห็นทิ้งท้ายว่า "ผู้คนย่อมอยากจะรู้ความจริงเบื้องหลังภาพถ่ายสำคัญนี้เป็นธรรมดา แต่เราต้องใช้เวลาสืบสวนมากกว่านี้ และรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากขึ้น เพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่"