43 ปีสงครามเวียดนาม : "ผมรับจ้างฝรั่งไปรังแกเขา"
วันนี้เมื่อ 43 ปีก่อน สงครามเวียดนามยุติลงอย่างเป็นทางการ กรุงไซ่ง่อนแตก เวียดนามเหนือ-ใต้ รวมเข้าเป็นประเทศเดียวภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์
ในฐานะที่ไทยมีบทบาทสำคัญในสงครามครั้งนี้ โดยส่งทหารราว 40,000 คน ไปร่วมรบกับกองกำลังโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐฯ บีบีซีไทยขอย้อนประวัติศาสตร์นำเสนอสงครามเวียดนามในมุมมองของทหารผ่านศึกเวียดนาม พ.ต. พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา
พ.ต. พุทธินาถ เกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อได้ปะทะกันตัวต่อตัวกับทหารเวียดกงผู้หนึ่ง แต่เขากลับยกย่องศัตรูผู้ยิงเขาบาดเจ็บอย่างสุดหัวใจ และถือว่าเขาผู้นั้นเป็นวีรบุรุษ และเป็นครูในเชิงการรบ
ผลพวงสงครามไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความคิดของเขา แต่ก็ยังเปลี่ยนประเทศไทยไปโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน
ไปเวียดนาม
"สาเหตุที่ผมไปสงครามเวียดนามก็เพราะ หนึ่ง อยากไปรบในสนามจริง เพราะอยู่เมืองไทยก็ไม่มีสงคราม สองก็เพราะประชดคุณแม่ ตลอดเวลาผมคิดว่าแม่ไม่รักผม" พ.ต. พุทธินาถในวัย 78 เล่าให้บีบีซีไทยฟังที่บ้านพักย่านชานเมืองของกรุงเทพฯ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เขาเป็นลูกชายคนที่ 4 ของพระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ "พ่อผมตายตั้งแต่ผมอายุ 7 ขวบ มีแต่แม่ (ท่านผู้หญิงบุญหลง) ที่ดูแลมาตลอด ผมโดนตีหนักกว่าใคร เพราะความเกเร แต่เรากลับไปคิดตลอดมาว่าแม่ไม่รัก ทำให้ผมไปสมัครเรียนโรงเรียนนายสิบ ไปเป็นทหารเพื่อที่จะได้พ้น ๆ จากหน้าแม่" พ.ต. พุทธินาถ เล่า
เมื่อจบก็เข้ารับราชการอยู่ได้สักพัก ในปี 2510 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศรับสมัครทหารไปรบที่สงครามเวียดนาม พุทธินาถจึงไปสมัครและถูกส่งไปรบในปี 2511 โดยเป็นพลขับประจำรถหุ้มเกราะ ประจำอยู่ที่ค่ายแบร์แคท ใน อ.ลองถั่น จ. เบียนหว่า (Bien Hao) ใกล้เมืองไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ในขณะนั้น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"ตอนนั้นผมไม่ได้คิดหรอกครับว่าผมจะไปทำร้ายรังแกคนเวียดนามอะไร ไม่ได้คิด คิดแต่อย่างเดียวว่าเกิดเป็นทหาร เมื่ออยู่เมืองไทยไม่ได้รบ ก็ไปรบข้างนอก" พ.ต. พุทธินาถย้อนความหลัง แต่แล้วเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดต่อสงครามเวียดนามโดยสิ้นเชิงก็เกิดขึ้น
พบวีรบุรุษนิรนาม
"รถเอพีซี (รถหุ้มเกราะ) ผมเสีย ผู้บังคับกองร้อยก็สั่งให้ไปซุ่ม เจ็ดคนที่ประจำรถต้องออกไปซุ่มเวียดกงในป่ายางใกล้กับอำเภอลองถั่น พร้อมกับทหารอื่น ๆ ราวหนึ่งหน่วย เราทราบว่าตรงที่เราซุ่มเป็นทางที่เค้าจะเดินกลางคืน" เขาเล่าว่าคืนนั้น ทหารเวียดกงราว 30-40 คนเดินเท้าเข้ามา ทหารไทยที่ซุ่มอยู่จึงเปิดฉากยิงเข้าใส่ก่อน หลังปะทะกันได้สักพัก กลุ่มทหารเวียดกงอาศัยความชำนาญในพื้นที่เร้นกายหายไป ทำให้ต้องแยกออกติดตาม
เขาเล่าว่าตามเส้นทางในสวนยางไปคนเดียว เมื่อเงาตะคุ่มอยู่ใต้ต้นยาง พอเดินเข้าไปดูก็เห็นทหารเวียดกงคนหนึ่งนอนคว่ำชิดอยู่กับโคนต้นยาง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เขาได้รับการบอกเล่าจากหน่วยจงอางศึกซึ่งเป็นทหารไทยที่มาประจำการที่นี่ก่อนหน้าที่เขาจะมาว่า "ถ้าเห็นเวียดกงนอนอยู่ไม่ว่าเป็นหรือตาย ต้องซ้ำให้แน่ใจว่าตายแน่ ๆ" เขาจึงยิงเอ็ม 16 อันเป็นอาวุธประจำกายออกไปชุดหนึ่งเข้าใจว่าถูกเอวกับก้น เพราะความเป็นมือใหม่ไม่เคยยิงคนมาก่อน ขณะที่กำลังก้มปลดเปลี่ยนซองกระสุนนั้นเอง ชายที่นอนอยู่ ได้รับบาดเจ็บเพราะกระสุน ก็เอี้ยวตัวกลับมาแล้วยิงสวน
"เห็นลำกล้องปืนก็ใจหาย เขายิงมา ก็โดนเลย" พ.ต. พุทธินาถ ชี้รอยกระสุนที่หมวกแบเรต์ดำ ที่เขาเคยใส่เมื่อในเวลานั้นพร้อมอธิบายว่าเขาไม่ชอบใส่หมวกเหล็ก กระสุนทะลุหมวกแบเรต์ไป ส่วนอีกนัดโดนเข้าที่ไหล่
"ผมล้มลง แล้วจับปืนเขาไว้ ตอนนั้นกลัวตายทำให้คิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไร แทนที่จะกระตุกปืนจากมือเขา ผมผลักปืนแล้วคลานถอยหลัง เป็นทหารเขาไม่เคยฝึกให้คลานถอยหลัง ตอนนั้นผมคลานถอยหลังจู๊ดเลย คล่องซะด้วย เข้าไปหลบหลังต้นยางอีกคนห่างไปสามสี่เมตร" เขาเล่าพร้อมบอกว่าเวียดกงคนนั้นยังยิงตามมา ซึ่งเขาไม่ได้ยิงโต้ตอบอะไรไปเลย เอาแค่ถอยหนี โชคดีที่เพื่อนทหารตามเสียงปืนมา ทำให้ศัตรูหันไปยิงโต้ตอบกับทหารไทยที่เข้ามาด้านหน้า

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
สิบเอกพุทธินาถ ถอยไปจนเจอเพื่อนทหารด้วยกัน ซึ่งพกระเบิดมือมา จึงให้โยนระเบิดมือเข้าไปที่ทหารเวียดกงสองลูกต่อกัน
"เราเห็นเท้าเขากระเด้งขึ้นตามแรงระเบิดแต่เขาก็ยิงต่อสู้กับเราต่อไป จากนั้นรถหุ้มเกราะของฝ่ายเราเข้ามา ปืนกลสองกระบอกยิงเขาไปสองร้อยนัด ผมเห็นตัวเขากระดอนไปกระดอนมาเพราะแสงจากพลุ ระหว่างนั้นเขาก็ยิงต่อสู้กลับมาด้วย ยิงจนเขาหมดสภาพ ผมก็เลยเข้าไปดู เห็นเขาเหลือเป็นแค่ก้อนเนื้อ"
"ผมเอาอาร์ก้าของเขาออกมาปลดซองกระสุน ช่วงที่คนคนนั้นยิงผมและยิงต่อสู้กับทหารอื่นกับเอพีซี ผมดูแล้วว่าเขายิงไปประมาณ 11 ชุด ผมก็อยากรู้ว่ากระสุน 40 นัดนั่นเหลือกี่นัด คิดว่าอย่างดีก็ไม่ถึง 10 นัด แต่ว่าเขาเหลือกระสุนถึง 25 นัด เค้ายิงสิบกว่าชุดใช้กระสุน 15 นัด ผมยอมรับเลยว่าเขาควบคุมการยิงของปืนดีมาก" ทหารผ่านศึกเวียดนามเล่าอย่างต่อเนื่อง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"ผมถือเขาเป็นครูผม ผมก็เอามาฝึกสอนน้อง ๆ ในประเทศไทยต่อมา... ผมยอมรับว่าเขาคือนักรบ แต่ผมไม่ใช่ มันกลายเป็นว่าผมรับจ้างฝรั่งไปรังแกเขา ซึ่งเป็นญาติพี่น้องของเรา เพราะเห็นการต่อสู้ของเขาแล้วเขาคือวีรบุรุษ เขาปกป้องแผ่นดินของเขา แต่ผมเปล่า กลัวตายคลานถอยหนี ไม่มีอะไรที่มีความเป็นนักรบสักกะนิด เขาสิคือนักรบ เขาคือวีรบุรุษ ผมรับจ้างฝรั่งไปรังแกเขา" พ.ต. พุทธินาถ สรุปประสบการณ์ในครั้งนั้น
เมื่อกลับมาเขาได้นำเอาแนวคิดที่ได้มาฝึกตัวเองอย่างหนัก รวมทั้งฝึกสอนทหารรุ่นน้องอย่างเอาจริงเอาจัง จนเขาได้ก้าวจากสิบเอกขึ้นมาเป็น พ.ต. ก่อนที่จะมีเหตุให้ต้องลาออกจากราชการไป
ทหารไทย... ทหารรับจ้างจริงหรือ ?
ความเห็นของ พ.ต. พุทธินาถ แตกต่างจากความคิดรวบยอดในบทความเรื่อง "Why Thailand Takes Pride in the Vietnam War" ของริชาร์ด เอ รัธ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ โรงเรียนนายเรือสหรัฐฯ ที่ตีพิมพ์ลงในนิวยอร์ก ไทมส์เมื่อปีที่แล้ว เป็นอย่างมาก รัธได้ตั้งคำถามว่าทำไมไทยจึงดูภาคภูมิใจกับปฏิบัติการในสงครามเวียดนาม ในขณะที่สหรัฐฯ และเวียดนามมองว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า เขาบอกว่าหลังปี ค.ศ. 2000 นั้นเขาได้สัมภาษณ์ทหารผ่านศึกไทยที่ไปร่วมรบในครั้งนั้นมากกว่า 60 คน เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องสงครามเวียดนาม แล้วก็ได้พบว่าทหารเป็นจำนวนมากภาคภูมิใจในการรบครั้งนั้น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
รัธ บอกว่าหลักฐานต่าง ๆ มากมายระบุว่าทหารไทยรบอย่างกล้าหาญ รุ่นแรกที่ไปนั้นเรียกว่าหน่วยจงอางศึก และรุ่นที่ 2 ก็คือเสือดำ (หน่วยของ พ.ต.พุทธินาถ) ได้ประจำอยู่ที่ค่ายแบร์แคท ใน จ.เบียนหว่า พวกเขาปะทะกับเวียดกงหลายครั้งหลายคราเพื่อรักษาถนนสาย 15 ที่เชื่อมระหว่างวุงเตา เมืองตากอากาศ กับบริเวณต่าง ๆ รอบเมืองไซ่ง่อน
ก่อนไป รัฐบาลไทยได้ทำพิธีส่งทหารอย่างใหญ่โต ในปี 2510 ประชาชนพากันไปส่งกองกำลังทหารไทยชุดแรกที่ขึ้นเรือลำเลียงพลสัญชาติอเมริกัน ที่ท่าเรือคลองเตย และในระหว่างการรบหนังสือพิมพ์ไทยในขณะนั้นก็ติดตามรายงานเรื่องการรบ รายงานสัดส่วนผู้เสียชีวิตระหว่างทหารศัตรูและทหารไทยราวกับเป็นคะแนนแข่งขันกีฬา และพวกทหารผ่านศึกที่รัธได้สัมภาษณ์ก็ภาคภูมิใจที่ไปสร้างชื่อประเทศไทยให้นานาชาติได้รับรู้ และเรียกตนเองว่า "ผู้ปกป้องพุทธศาสนา"

ที่มาของภาพ, U.S. Army/Getty Images
แต่รัธบอกว่าในความเป็นจริงก็คือ ทุกวันจะมีเครื่องบินของสหรัฐฯ จากสนามบินกองทัพอากาศในไทยที่ให้สหรัฐฯ เข้าใช้ 7 แห่งบินไปโปรยระเบิดในลาว เวียดนามใต้และเหนือ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
เขาสรุปว่า ในช่วงที่เวียดนามและลาวกำลังยากลำบาก ประเทศไทยได้เห็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงเพิ่มขึ้น สหรัฐฯ ส่งเข้าทหารเข้ามาประจำในไทยถึง 50,000 นาย และก็ทุ่มเทเงินจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาถนนหนทางและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย การพัฒนาเช่นนี้ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวก็เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักอย่างหนึ่ง การเติบโตด้วยการหนุนของสหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วทางด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม รัธเองก็ยอมรับว่าประเทศไทยก็ต้องจ่ายค่าเสียหายไปไม่น้อยจากผลพวงของสงครามครั้งนั้น ทั้งทหารที่เสียชีวิต 351 นาย และบาดเจ็บ 1,351 นาย รวมทั้งความปั่นป่วนทางการเมืองที่ตามมา
ในบทความเรื่อง "A Not So Silent Partner: Thailand's Role in Covert Operations, Counter-Insurgency, and the Wars in Indochina" โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์น คิสเลนโก ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมหาวิทยาลัยไรเออร์สัน ในแคนาดา ระบุถึงสาเหตุว่าทำไมไทยจึงตัดสินใจร่วมรบกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนมากกว่าบทความของรัธ เขาชี้ว่า การคุกคามความมั่นคงในอินโดจีนทำให้ไทยต้องหันไปแนบแน่นสหรัฐฯ และเหตุผลของการร่วมรบไม่ใช่เหตุผลเพียงแค่ต้องการความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ แต่เป็นเพราะว่า คนไทยส่วนมากก็มีความต้องการจะต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นอกประเทศก่อนที่ลัทธินี้จะเข้ามาครอบงำประเทศ ดังนั้นก็จึงเข้ากับความต้องการของรัฐบาลและกองทัพอเมริกันในช่วงนั้นพอดี

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
คิสเลนโกอธิบายว่า ประชาชนและรัฐบาลไทยมองว่า "ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อวิถีชีวิตของตน วัฒนธรรม ศาสนา" และการที่ไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนเหมือนประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประวัติศาสตร์เนิ่นนานที่ผ่านมา ทำให้ไทยมองการแผ่อิทธิพลของจีนภายใต้ลัทธิของคอมมิวนิสต์อย่างประหวั่นพรั่นใจยิ่ง
นอกจากนี้ไทยก็เสี่ยงอย่างมากที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด อย่างแรก ประเทศไทยต้องเสี่ยงกับความชิงชังและไม่ไว้วางใจของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ชิดติดกัน ซึ่งมีประวัติสงครามต่อกันมานาน หากสหรัฐฯ ถอนออกไป ประเทศไทยก็ถูกทิ้งโดดเดี่ยวให้อยู่กับเพื่อนบ้านที่ไม่เป็นมิตร นอกจากนี้การให้สหรัฐฯเข้ามาตั้งฐานทัพก็เท่ากับต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดสงครามเย็นขึ้น ความกลัวในคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลไทยก็มีเหนืออื่นใด
ผลพวงของสงครามเวียดนามต่อไทยนั้นก็มีตั้งแต่ความไม่พอใจในหมู่ประชาชนและนักศึกษาที่รัฐบาลไทยให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าใช้ฐานทัพ จนมีส่วนทำให้นักศึกษาลุกฮือขึ้นประท้วงกองทัพ และผู้นำรัฐบาลในปี 2516 และ 2519 รวมทั้งปัญหาสังคม เช่น เกิดอุตสาหกรรมบริการทางเพศขนาดใหญ่ที่มีไว้รองรับทหารอเมริกันช่วงสงคราม, เด็กลูกครึ่งอเมริกัน-ไทยที่ประสบปัญหาการใช้ชีวิต, และที่สำคัญที่สุด ต้องเผชิญหน้ากับความชิงชังของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ทำให้ไทยต้องปรับตัวอย่างมากโดยการหันไปสร้างความสัมพันธ์กับจีน และให้การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านด้านต่าง ๆ เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาไปมากแล้ว












