ทำไม “น้ำท่วมภาคใต้” ปีนี้รุนแรง แม้ไม่มีพายุใหญ่พัดถล่ม

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา
หลายจังหวัดในภาคใต้โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งด้านอ่าวไทย กำลังเผชิญกับฝนที่ตกหนักและน้ำท่วมครั้งรุนแรง โดยเฉพาะ จ.ยะลา ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วมเป็นประวัติการณ์ในรอบ 37 ปี
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนในวันนี้ (28 พ.ย.) ว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศมาเลเซียที่กำลังเคลื่อนผ่านมาเลเซียลงสู่ทะเลอันดามันตอนล่าง
“ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม” กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าว
บีบีซีไทยสนทนากับคนในพื้นที่เพื่อสอบถามสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมรุนแรง พร้อมกับพูดคุยกับนักวิชาการด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมเพื่อวิเคราะปัจจัยที่ทำให้เกิดฝนตกและน้ำท่วมรุนแรงในครั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นช่วงปลายฤดูฝนแล้ว และไม่มีพายุขนาดใหญ่พัดผ่านก็ตาม
ยะลาท่วมหนักเป็นประวัติการณ์ในรอบ 37 ปี
นายอิสมาอีล ฮายีแวจิ ประธานชุมชนมุสลิมสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลนครยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา บอกกับบีบีซีไทยว่า เกิดฝนตกในพื้นที่ติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา และตกหนักมากที่สุดวานนี้ (27 พ.ย.) ส่งผลให้ท้ายซอยของชุมชนเริ่มมีน้ำท่วมขังจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา รวมถึงน้ำที่เอ่อจากท่อระบายน้ำ
เขาเล่าว่าวันนี้ (28 พ.ย.) เขาได้เดินไปดูระดับน้ำท้ายซอยในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. และ 03.00 น. และกลับมาพักผ่อนที่บ้านได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็มีเสียงปลุกให้ขนของขึ้นที่สูงและอพยพคนออกจากบ้าน เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเหนือการคาดการณ์ของเขารวมถึงคนอื่น ๆ ในชุมชน
“ไม่มีใครคาดคิดว่าน้ำมาจะมาเร็วขนาดนี้ และไม่มีใครคาดคิดว่าชุมชนจะถูกน้ำท่วม” อิสมาอีลบอก
ชายวัย 37 ปีผู้นี้อยู่ในชุมชนที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ตลาดเก่า” เท่าที่เขาจำความได้ครั้งนี้เป็นอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อสมัยเป็นวัยรุ่น ทว่ามันไม่ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างเช่นนี้
ด้านนายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ออกมาเปิดเผยว่าอุทกภัยครั้งนี้ “เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นตลอด 37 ปีที่ผ่านมา” ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีน้ำปริมาณมหาศาลและมันได้ทะลักเข้ามาในเขตพื้นที่ชุมชน

ที่มาของภาพ, HANDOUT/อิสมาอีล ฮายีแวจิ
อิสมาอีลอพยพภรรยาและลูกน้อยวัย 2 ขวบ, 9 ปี และ 11 ปี ออกมาจากบ้านเมื่อช่วงประมาณ 7 โมงเช้าที่ผ่านมา โดยระดับน้ำขึ้นมาถึงระดับหัวเข่าของชายเจ้าของความสูง 170 ซม. และเมื่อครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านญาติที่น้ำท่วมไม่ถึงแล้ว อิสมาอีลจึงเดินฝ่ากระแสน้ำกลับมาดูบ้านของเขาอีกครั้งเมื่อเวลาประมาณบ่ายสาม และพบว่าระดับน้ำสูงขึ้นมาถึงต้นขาแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีกจากปริมาณฝนที่ตกลงมาเพิ่ม
อิสมาอีลคาดการณ์ว่าในคืนนี้แม่น้ำปัตตานี ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากชุมชนจะล้นตลิ่งอย่างแน่นอน เนื่องจากล่าสุดที่เขาไปดูมาพบว่าระดับน้ำต่ำกว่าแนวตลิ่งไม่ถึง 30 เซนติเมตร
หากเป็นไปได้ เขาภาวนาให้เขื่อนบางลางซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของ จ.ยะลา ชะลอการปล่อยน้ำออกไปก่อน จนกว่าน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ตัวเมืองยะลาเริ่มลดระดับน้ำลงหรือระบายออกไปจนหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำสูงมากไปกว่านี้
จากผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย กลายเป็นผู้ประสบภัย
ทุก ๆ ปี อิสมาอีลและเพื่อนในชุมชนเดียวกันจะต้องทำหน้าที่เป็นอาสาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วยอพยพชาวบ้านที่ยังติดอยู่ภายในบ้านเรือน รวมไปถึงประสานรับบริจาคน้ำดื่มและอาหาร
แต่ในปีนี้ เขากับเพื่อน ๆ กลับตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างจากผู้ประสบภัยที่ตนเองให้ความช่วยเหลือ
“แม้ว่าเตรียมความพร้อมไว้ดีเท่าไร แต่พอน้ำมาถึงตัวจริง ๆ มันก็สะเปะสะปะ ตั้งตัวไม่ถูก เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เลยเข้าใจแล้วว่าคนที่เขาประสบภัยเป็นอย่างไร” เขาบอก “เมื่อพอตั้งสติได้ ก็บอกกับเพื่อน ๆ เลยว่าไม่ต้องคิดไปช่วยบ้านอื่น เอาบ้านตัวเองให้พ้นวิกฤตก่อน ช่วยตัวเองให้มากที่สุดก่อน เพราะคงไม่มีใครเข้ามาช่วยพวกเราได้ในตอนนี้”
เขาบอกกับบีบีซีไทยว่าเทศบาลนครยะลามีการเตือนภัยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของเทศบาลฯ อยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านเตรียมการได้ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าน้ำจะท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยประสบอุทกภัยมาก่อน จึงทำให้การรับมือกับปัญหาเป็นไปได้ด้วยความลำบาก

ที่มาของภาพ, HANDOUT/อิสมาอีล ฮายีแวจิ
ล่าสุด ชุมชนตลาดเก่าได้สร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มัสยิดกลางประจำ จ.ยะลา ซึ่งเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ใกล้ชุมชนและน้ำยังท่วมไม่ถึง
“เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็คงเป็นผู้ประสบภัยไม่ต่างกัน” อิสมาอีลประเมิน “ดังนั้น หากในช่วงนี้ยังไม่มีความช่วยเหลือเข้ามา ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้” ทว่าความเดือดร้อนก็ไม่ใช่สิ่งรอได้
เขาบอกว่าชุมชนยังต้องการเรือเพื่ออพยพย้ายเด็ก คนชรา รวมถึงผู้ที่ติดอยู่ในบ้านมากที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับต้น ๆ และโจทย์ต่อไปสำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวในค่ำคืนนี้ คือการจัดหาอาหารและน้ำดื่มซึ่งยังคงขาดแคลน
“ชุมชนนี้เต็มไปด้วยหอพักก็เลยมีนักเรียนนักศึกษาอาศัยอยู่เยอะ บางคนยังไม่สามารถออกมาได้ บางบ้านก็ออกมาไม่ทันหรือไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้ ก็เลยเลือกไม่ออกมาตั้งแต่แรก” อิสมาอีลอธิบาย
ในเวลาเดียวกัน นายกเทศมนตรีนครยะลาย้ำเตือนว่าให้คนชราและผู้ป่วยติดเตียงอพยพออกมาจากบ้านในขณะที่ระดับน้ำยังไม่สูงไปกว่านี้ เนื่องจากทางเทศบาลฯ มีเรือเพียง 8 ลำ ซึ่งทุกลำก็ออกไปปฏิบัติงานในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้น หากรอให้ถึงจุดวิกฤต ความช่วยเหลืออาจไม่ทันการณ์
เตือนฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วม
ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนว่าให้เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่ระหว่างวันที่ 28 พ.ย.–10 ธ.ค. เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักในลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง จึงคาดว่าจะเกิดการล้นตลิ่งและเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในห้วงเวลาดังกล่าว
ขณะนี้พบว่าจุดที่ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งมากที่สุดอยู่ที่แม่น้ำสายบุรีบริเวณ อ.รามัน จ.ยะลา สูงกว่าระดับตลิ่งที่ 2.0-2.8 เมตร รองลงมาคือแม่น้ำปัตตานีบริเวณ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา และ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สูงจากระดับตลิ่ง 2.0-2.5 เมตร
ทาง สทนช. ยังเตือนให้เฝ้าระวังระดับน้ำลำน้ำสาขาของคลองชุมพร แม่น้ำหลังสวน แม่น้ำตาปี แม่น้ำตรัง คลองชะอวด คลองลำ คลองท่าแนะ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำโก-ลก และ คลองตันหยงมัส ด้วย
ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่โดยเฉพาะเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ให้พิจารณาบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา
วิเคราะห์ปัจจัยซ้อน ซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วม
ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อธิบายให้กับบีบีซีไทยฟังถึงลักษณะของฝนที่ตกหนักในหลายจังหวัดภาคใต้ตอนนี้ มีความแตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา และยังเป็นอุปสรรคต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ด้วย
นักวิชาการด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติผู้นี้ระบุว่า ปีที่แล้วตกแค่ 3 วัน จึงมีเวลาช่วยกันแก้ไขช่วยผู้ประสบภัยกันได้ แต่ครั้งนี้ตกถ้วนหน้าต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. จนถึงวันที่ 28 พ.ย. รวมแล้ว 9 วัน และมีแนวโน้มว่าจะตกต่อเนื่องไปถึงวันที่ 3 ธ.ค. ฉะนั้น ฝนตกรอบนี้รวมแล้วกว่า 14 วัน โดยวัดปริมาณฝนตกได้ตั้งแต่ 100 - 560 มม. ต่อวัน เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ฝนตกรอบนี้ถือว่าเยอะเป็นพิเศษ

ที่มาของภาพ, ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์
ในกรณีนี้ถือว่าแตกต่างจากกรณีที่มีพายุพัดถล่ม กระแสลมพายุจะพัดพาฝนไปเฉพาะพื้นที่ที่พัดผ่านในบางพื้นที่ แต่ฝนที่กำลังตกอยู่ในขณะนี้จะตกกระจายทั่วพื้นที่โดยหย่อมความกดอากาศเคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้ เข้ามายังอ่าวไทย แต่พอขึ้นฝั่งแล้วจะกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
“ด่านแรกคือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา พัทลุง สตูล ตรัง ตามลำดับ จุดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจะอยู่ที่จังหวัดชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง” ผศ.ดร.สมพร กล่าว
“เหมือนกับธรรมชาติจะสอนว่า ไม่ต้องมีพายุก็ได้ แค่ฝนตกหนักต่อเนื่องก็ท่วมได้แล้วเหมือนกัน”
ปัจจัยอีกอย่างที่กำลังจะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำสู่ทะเล ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางถึงปากแม่น้ำในอีก 3 วัน จะตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูงที่สุดพอดี โดยปกติน้ำทะเลหนุนจะกินเวลาราว 5 วัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ (28 พ.ย.) ไปจนถึงวันที่ 3 ธ.ค. โดยวันที่น้ำทะเลหนุนสูงที่สุด คือวันที่ 30 พ.ย.
“น้ำที่ไหลจากสุคิรินไปถึงสายบุรีใช้เวลา 3 วัน ก็คือ 28, 29 และ 30 (พ.ย.) พอวันที่ 30 ปั๊บออกทะเลไม่ได้ เพราะฉะนั้นบริเวณดังกล่าวจะท่วมหนักมากขึ้น” เขาอธิบาย
เส้นทางน้ำสู่ทะเลในจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทยมี 4 สาย
- แม่น้ำปัตตานี ต้นน้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรี อ.เบตง จ.ยะลา เส้นทางน้ำออกสู่ทะเลที่ อ.เมืองปัตตานี
- แม่น้ำสายบุรี ต้นน้ำจาก อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ลงสู่ทะเลที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
- แม่น้ำบางนรา ต้นน้ำอยู่ที่ อ.สุไหงปาดี ออกสู่ทะเลที่ อ.เมืองนราธิวาส
- แม่น้ำโก-ลก ตามแนวเขตแดนมาเลเซีย ลงสู่ทะเลที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
เทียบเคียง “น้ำท่วมใหญ่ปี 2554” เมื่อไทยเข้าสู่ "ลานีญา”
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักน้ำท่วมครั้งนี้ มีความคล้ายคลึงกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ทางภาคใต้ของไทยในปี 2554 หลายประการ
ปัจจัยที่คล้ายคลึงกันคือ เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเคลื่อนจากช่วงเปลี่ยนจากภาวะ “เอลนีโญ” สู่ “ลานีญา” ตั้งแต่ปลายปี 2553 ถึงต้นปี 2554 โดยเห็นได้จากเกิดพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่พัดเข้ามาจากทะเลจีนใต้ อิทธิพลของพายุทำให้เกิดอุทกภัยในช่วงต้นปีและกลางปีจนทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่จากภาคเหนือ ภาคกลางรวมทั้งพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2554 ก็เกิดฝนตกน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยเข้าสู่ภาวะลานีญารอบใหม่ ก็มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน ในช่วงเดือน ก.ย. อิทธิพลจากพายุไต้ผุ่นยางิก็ทำให้เกิดน้ำท่วมดินถล่มในจ.เชียงราย ตามมาด้วยน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ พอมาในช่วงปลายเดือน พ.ย. ก็เกิดฝนตกหนักในพื้นที่เดิม ๆ ของภาคใต้ แต่คราวนี้กินเวลานานมากว่าเดิมจึงทำให้สถานการณ์ค่อนข้างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบปริมาณน้ำฝนสะสมในปีที่เข้าสู่ลานีญา ปริมาณน้ำฝนสะสมยังน้อยกว่าปีอื่น ๆ อยู่มาก หากไม่นับกับปริมาณฝนที่ตกลงมานับตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. เป็นต้นมา
ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยพิจารณาจากกราฟระดับน้ำของแม่น้ำสายบุรี จ.ยะลา ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) อธิบายว่า ฝนตกที่เกิดขึ้นในลักษณะสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (extreme weather) ที่เป็นฝนตกไม่ลืมหูลืมตา ปริมาณน้ำฝนสะสมหลายร้อยมิลลิเมตร ไหลจากทุกทิศมารวมกัน และน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลัน
“นั่นคือความน่ากลัวของสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (extreme weather) ที่ไทยกำลังเผชิญ ทั้งปีนี้เราโดนตั้งแต่เหนือสุด (แม่สาย) จนถึงใต้สุด (ยะลา) ฝนตกภาคใต้ในช่วงนี้เป็นประจำทุกปี แต่โลกร้อนทำให้น้ำในทะเลระเหยมากขึ้น อากาศยิ่งร้อนเพิ่มทุก 1 องศา จุไอน้ำเพิ่ม 7% เมฆยุคโลกร้อนจึงเต็มไปด้วยน้ำฝนตกในช่วงเวลาเท่า ๆ เดิม แต่ปริมาณน้ำจากฟ้ามากกว่าเดิม เราจะเห็นข่าวว่าปริมาณน้ำฝนสะสมหลายแห่งเกิน 300 มม. เยอะมากจนผิดปรกติ” เขาเขียนในโพสต์ดังกล่าว
ลักษณะการตกของฝน ทำให้ภารกิจช่วยเหลือยากขึ้น
ผศ.ดร.สมพร ซึ่งเคยลงพื้นที่ไปตรวจสอบผลกระทบและการรับมือกับภัยน้ำท่วมต่อเนื่องหลายปี ยอมรับว่า ในแง่การเตรียมการรับมือกับน้ำท่วมครั้งนี้ถือว่า นำบทเรียนในอดีตมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี
ทว่า ลักษณะการตกของฝนในรอบนี้เปลี่ยนแปลงไป เพราะปริมาณน้ำฝนที่ค่อนข้างมาก ตกโดยทั่วไปต่อเนื่องยาวนาน ทำให้การช่วยเหลือไม่สามารถทำได้ในคราวเดียวเหมือนอย่างในอดีต
“การที่ตรงนี้ท่วม พื้นที่ตรงนั้นท่วม แต่ว่าไม่ได้ท่วมทุกที่ จะทำให้มีคนในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมสามารถเข้าช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้เต็มที่ แต่ถ้าเป็นเหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นในปีนี้ คือ ทุก ๆ แห่งท่วมเหมือนกัน คนที่จะเข้ามาช่วยเหลือก็มีน้อยลงตามมา โดยเฉพาะเส้นทางการเข้าช่วยเหลือก็ถูกตัดขาด” เขาอธิบาย













