โควิด-19 กลับมาระบาดใหม่หรือไม่ ประชาชนควรดูแลตัวเองอย่างไร

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ตั้งแต่ต้นปี 2567 ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกินหลัก 100 คนต่อวัน ทว่าในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 21-27 เม.ย. เป็นต้นมา ตัวเลขนั้นกระโดดขึ้นมาเป็น 200 รายต่อวัน
ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค ระหว่างวันที่ 26 พ.ค. - 1 มิ.ย. 2567 พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เฉลี่ยวันละ 266 ราย คิดเป็นตัวเลขรวม 1,863 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่ปอดอักเสบ 738 ราย และผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจถึง 316 ราย
สถานการณ์นี้เริ่มทำให้สังคมหันมาตั้งคำถามว่าประชาชนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ เช่นเดียวกับที่แพทย์หลายคนออกมาแสดงความคิดเห็นถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้งในช่วงนี้
หมอยงชี้ ยอดผู้ป่วยเพิ่มตามฤดูกาล-ความเสี่ยงยังจำกัดในกลุ่มเปราะบาง

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
หลังตัวเลขจากกรมควบคุมโรคชุดล่าสุดนี้ออกมา ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตัวเลขที่ปรับสูงขึ้นนั้นเป็นเพียงการแพร่ระบาดตามฤดูกาล
"ปีนี้ทั้งปีคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ประมาณ 300 คน เป็นกลุ่มเปราะบาง หรือผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปี ร่วมกับมีโรคประจำตัว"
ศ.นพ.ยง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ตามธรรมชาติของโรคทางเดินหายใจในไทยจะแพร่ระบาดในช่วงหน้าฝนซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่เด็กนักเรียนเปิดเทอม เด็กจึงกลายเป็นตัวเร่งของการแพร่ระบาด ส่วนตัวเลขผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่เริ่มพุ่งสูงขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เม.ย. นั้น เป็นเพราะเทศกาลสงกรานต์
"ถ้าถามว่าเทียบกับปีที่แล้ว บอกได้เลยว่าน้อยกว่าปีที่แล้ว ยอดคนตายก็น้อยกว่า" ศ.นพ.ยง ระบุ
ตัวเลขที่ ศ.นพ.ยง ระบุว่าน้อยกว่าปีที่แล้วนั้น คือยอดผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นการประเมินตัวเลขรายสัปดาห์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้ติดเชื้อรวมนั้น ศ.นพ.ยง ระบุว่า "ไม่ได้น้อยกว่าปีที่แล้ว" แต่ย้ำว่า "ความรุนแรงลดลง"
ส่วนสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาคลินิก อธิบายว่า ตามหลักการของวิวัฒนาการ ไวรัสจะพยายามพัฒนาตัวให้ลดความรุนแรงลง ขณะที่มนุษย์จะพยายามสร้างภูมิต้านทาน เมื่อทั้งสองฝั่งมาเจอกัน จึงทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง
เขาทิ้งท้ายด้วยการเปรียบเทียบว่า ปัจจุบันความรุนแรงของโควิด-19 อยู่ในระดับเดียวกันกับไข้หวัดใหญ่ แม้ว่าจะมีผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยในกลุ่มเปราะบางที่อาจเกิดอาการหนักจนอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ก็นับเป็นส่วนน้อย ส่วน "คนที่แข็งแรงดี ได้วัคซีนแล้ว เคยติดเชื้อแล้ว ความจำเป็นของวัคซีนก็ลดลง"
โควิดไม่ได้ไร้พิษสง และไม่เท่ากับ "ไข้หวัดใหญ่"
ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ สํานักงานวิจัยและพัฒนาเพื่อการแปรงานวิจัยสุขภาพสู่การปฏิบัติ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแพทย์อีกคนหนึ่งที่ออกมาพูดถึงประเด็นด้านโควิด-19 อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่สถานการณ์ตัวเลขการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา
ผศ.นพ.ธีระ มีมุมมองที่ต่างออกไปจาก ศ.นพ.ยง เขาอธิบายว่า ปัจจุบันทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อโดยรวมที่ เป็น "ตัวเลขจริง ๆ ไม่มีใครรู้" เนื่องจากไม่มีการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรวมมานานแล้ว นอกจากนี้ ตัวเลขของผู้ป่วยที่ต้องใช้ท่อช่วยหายใจหรือมีอาการปอดอักเสบล้วนสูงขึ้นอย่างชัดเจน
จากข้อมูลล่าสุดในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 26 พ.ค. - 1 มิ.ย. ผศ.นพ.ธีระ ชี้ว่าตัวเลขผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 21 เดือน นับตั้งแต่ 27 ส.ค. 2565 ขณะที่ตัวเลขผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2565
"หากเทียบเวลานี้ของปีนี้กับปีที่แล้วจะพบว่าปอดอักเสบเยอะกว่าปีก่อน 1.9 เท่า ใส่ท่อช่วยหายใจมากกว่าปีก่อน 1.3 เท่า"

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
เขาอธิบายต่อว่า การที่บางภาคส่วนได้ตัวเลขมาว่าอัตราการเสียชีวิตจากโควิดลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อน นั่นเป็นการคำนวณจากสิ่งที่เรียกว่า "อัตราตายของผู้ป่วยรายโรค" หรือ case fatality risk (CFR) ซึ่งมีช่องโหว่ตรงที่ปัจจุบันไม่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อรวม มีเพียงตัวเลขของผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
"พอเอาแค่ตัวเลขนี้มาหารระหว่างปีที่แล้วกับปีนี้ เราจะพบว่าตัวอัตราการตายดูลดลง ซึ่งผมต้องบอกว่า ตรงนี้ต้องฟังแล้วมีวิจารณญาณ ตัวเลขมันน้อยลงก็จริง แต่มันหมายความได้หลายแบบ"
ผศ.นพ.ธีระ ขยายความต่อว่า ความหมายของตัวเลขที่น้อยลงอาจหมายถึงความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสจะมีความรุนแรงลดลงจริง การเข้าถึงยารักษาโรคได้ดีขึ้น ตลอดจนการเข้าถึงและผลของวัคซีนที่ช่วยป้องกันความรุนแรงเมื่อเกิดโรค
อย่างไรก็ดี ผศ.นพ.ธีระ วิจารณ์ประเด็นการเปรียบเทียบโควิด-19 ว่าเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ว่าอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด โดยเขาย้ำว่าเมื่อมาเทียบที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตระหว่างโควิดและไข้หวัดใหญ่ ก็ตอกย้ำให้เห็นว่า สถานการณ์ของโควิด-19 ยังมีความรุนแรงกว่ามาก
จาก รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 18 พ.ค. 2567 มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 133,775 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย ผศ.นพ.ธีระ ชี้ว่า เพราะไม่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรวมทั้งหมดจึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ทว่าหากดูสถิติผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 จนถึงปัจจุบันตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรคคือ 132 ราย ก็นับว่าเทียบกันไม่ได้แล้ว
"ถึงจะคาดว่าทั้งปีจะตาย 300 คน แต่ความสูญเสียจากโควิดนั้นมากกว่าไข้หวัดใหญ่อย่างมาก… บอกว่าเป็นโรคทางเดินหายใจเหมือนกัน เวลาก็เท่ากัน เดือนที่ 1-5 ทำไมอันโน้นตายสิบอันนี้ตายเป็นร้อยตกลงมันเหมือนกันไหม ก็ถามเขาตรง ๆ"
ในปี 2566 มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้งสิ้น 480,000 คน เสียชีวิต 14 ราย ขณะที่ปี 2565 และ 2564 ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต เขาเสริม
ประชาชนต้องดูแลตัวเองอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย โดยให้ความมั่นใจว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ เพราะโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลแล้ว
สำหรับสายพันธุ์ปัจจุบันที่แพร่กระจายอยู่นั้น นพ.ธงชัย ให้คำอธิบายว่า "เป็นรุ่นลูกรุ่นหลานของโอมิครอน ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าก่อนมากกว่า 50 เท่า"
เขาชี้ว่า ในช่วงที่เป็นเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา ซึ่งระบาดในปี 2564 อัตราส่วนผู้เสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 2.16% (หรือคิดเป็นสัดส่วนผู้เสียชีวิต 2 คน ต่อผู้ติดเชื้อ 100 คน) ขณะที่อัตราส่วนปัจจุบันอยู่ที่เพียง 0.04% เท่านั้น
อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ที่ติดเชื้อโควิดและมาเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล (นับรวมทั้งที่มารักษาและกลับบ้านและพักรักษาตัวต่อ) ทั้งสิ้น 383,903 ราย ในจำนวนนี้ เป็นผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 20,483 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวม 132 ราย ด้วยตัวเลขระดับนี้ นพ.ธงชัย ย้ำว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศมีศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยอย่างแน่นอน
เขายังให้ข้อมูลการดูแลตัวเองของประชาชนว่า หากเป็นคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
"คนทั่ว ๆ ไป ถามว่าต้องฉีดวัคซีนไหม ไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่ เพราะเชื้อมันเปลี่ยนเร็วมาก ทำให้วัคซีนตามไม่ทัน" แต่ขอให้ช่วยเฝ้าระวังในกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบางสูง อาทิ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป ผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานหรือความดัน ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีโอกาสที่จะมีอาการหนักกว่าผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้เปราะบางที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
"โควิดยังเป็นโรคประจำถิ่นที่อยู่ในเมืองไทย แต่ตัวเชื้อโรคไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว" อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว











