ทำไมนักฟิสิกส์ชื่อกระฉ่อน ทำนายว่ายุคควอนตัมจะเป็นก้าวกระโดดใหญ่ของมนุษยชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, อเลฮานโดร มิลลัน บาเลนเซีย
- Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
มิจิโอะ คากุ นักฟิสิกส์และนักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น เชื่อมั่นว่ายุคควอนตัมจะกำหนดอนาคตของพวกเรา
คากุ ในวัย 77 ปี สร้างชื่อเสียงในสาขาฟิสิกส์เชิงทฤษฎี และเป็นนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ชื่อดัง โดยเขาเป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์เชิงทฤษฎีที่มหาวิทยาลัยแห่งนครนิวยอร์ก และเป็นผู้เขียนหนังสือ “อำนาจสูงสุดของควอนตัม (Quantum Supremacy)”
นักฟิสิกส์เชื้อสายญี่ปุ่นผู้นี้มองว่า ยุคควอนตัมและการคำนวณเชิงควอนตัม จะช่วยให้เราพบหนทางแก้ปัญหาท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขจัดโรคร้ายให้หมดไป จนถึงการหาแหล่งอาหารสำหรับประชากรโลกที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน เขาทำนายด้วยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะเป็นภัยต่อมนุษยชาติ แต่ตอนนี้ ยังพอมีเวลาที่เราจะควบคุมมันได้
ในบทสัมภาษณ์พิเศษชิ้นนี้ บีบีซีขอให้ คากุ อธิบายคำทำนายเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือของเขา

ที่มาของภาพ, Getty Images
คุณอธิบายแนวคิดในงานเขียนของคุณที่ระบุว่ามนุษย์มี “3 สมอง” ได้ไหม ?
เมื่อคุณวิเคราะห์สมองมนุษย์ คุณจะพบว่า มันมีองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ส่วน
สมองส่วนหลัง คือ สมองของสัตว์เลื้อยคลาน มันควบคุมการจดจำรูปแบบการล่า และทำความเข้าใจเชิงสามมิติว่าคุณอยู่ที่ไหน
เมื่อเราเติบโตขึ้น สมองเราก็พัฒนาไปข้างหน้า ทำให้เกิดสมองส่วนกลาง คือสมองส่วนลิมบิก ซึ่งเป็นสมอง “ลิง” ที่ช่วยให้เข้าใจถึงลำดับชั้นทางสังคมว่าใครอยู่เหนือหรือใครอยู่ต่ำกว่าคุณ สมองส่วนกลางจึงเป็นสมองทางสังคม
ขณะที่ สมองส่วนหน้า คือเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เป็นไทม์แมชชีนหรือเครื่องท่องเวลา มันมองเห็นอนาคต และจำลองอนาคตที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เราทุกคนมีความสามารถมองเห็นอนาคตได้เหมือนกันไหม ?
อะไรล่ะที่ทำให้สมองของคนธรรมดาต่างกับสมองระดับอัจฉริยะ ?
สมองของคนธรรมดาเปรียบเหมือนนักฉกฉวยโอกาส ที่มองแต่โอกาสที่มาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้วเท่านั้น สมองของคนธรรมดามีการวางแผนน้อยมาก มันก็เหมือนโจรกระจอก ไม่ได้โลภมาก มักคว้าเฉพาะสิ่งที่พวกเขาเห็นเท่านั้น แทบไม่ได้วางแผนอะไรเลย
แต่นักคิดผู้ยิ่งใหญ่จะฝึกฝนในเครื่องไทม์แมชชีน (สมองส่วนหน้า) เพื่อจำลองภาพอนาคต พวกเขารู้ว่ากฎของธรรมชาติทำงานอย่างไร ทำให้วางแผนไปสู่อนาคตได้
เราคิดว่าบางคนฉลาดเพียงเพราะเขารู้สิ่งต่าง ๆ แต่นั่นไม่ใช่แก่นแท้ของสติปัญญา แก่นแท้ของสติปัญญาคือการมองเห็นอนาคตต่างหาก มันจึงเกี่ยวกับสมองส่วนหน้าตรง ๆ
สมองส่วนนี้มันจะฝันกลางวัน จำลองอนาคตที่ยังไม่เกิด คิดไปถึงอนาคต บางครั้งก็คิดไกลออกไปเป็นร้อยปี ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สมองคนปกติจะทำ ดังนั้น สุดยอดมันสมองหรือสมองของพวกอัจฉริยะ คือสมองของไทม์แมชชีน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในแนวคิดที่มองหน้าไปถึงอนาคตนี้ อะไรคือการค้นพบยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีก 100 ปีข้างหน้า?
การค้นพบยิ่งใหญ่ในอดีต มักเป็นการวิเคราะห์สิ่งที่เล็กจิ๋ว และเรื่องยิ่งใหญ่
แน่นอนว่าสิ่งเล็ก ๆ อาทิเช่น สมองและพันธุกรรมมนุษย์ ส่วนสิ่งที่ใหญ่มากคือทฤษฎีบิ๊กแบง และตอนนี้ เรากำลังประยุกต์ใช้ทฤษฎีควอนตัมเข้ากับเอกภพ
ก้าวต่อไป คือ การหลอมรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน โดยใช้ทฤษฎีควอนตัมเพื่อทำความเข้าใจพันธุศาสตร์และสมองมนุษย์
นี่คือจุดที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเข้ามา และจริง ๆ แล้ว พลังอำนาจของธรรมชาตินั้น ในบางแง่ก็คือคอมพิวเตอร์ควอนตัม ภาษาที่เราใช้คำนวณบนฐานเลข 0 กับ 1 ไม่ใช่ภาษาของพลังอำนาจของธรรมชาติ เพราะธรรมชาติไม่ได้คิดในแง่ของเลข 0 กับ 1 นั่นคือแนวคิดแบบดิจิทัล
ดังนั้น พลังอำนาจของธรรมชาติมีสมองแบบควอนตัม สมองที่เข้าใจว่า อะตอม อิเล็กตรอน อนุภาคโฟโตนิก คืออะไร ซึ่งนั่นเป็นภาษาของเอกภพ และกำลังทำให้เราก้าวกระโดดครั้งใหญ่
ก้าวที่ยิ่งใหญ่นี้จะอยู่ในสาขาฟิสิกส์เท่านั้น หรือเกิดขึ้นกับสาขาอื่น ๆ ด้วย เช่น เวชศาสตร์ ?
เวชศาสตร์ คือ ศาสตร์ของการลองผิดลองถูก เราพยายามดูว่ายาตัวนี้จะได้ผลหรือไม่ ไม่รู้สิ ลองยาตัวอื่นดูดีกว่า ได้ผลไหมนะ งั้นลองทดสอบกับยาอีกตัวหนึ่งดีกว่า
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ยาที่มีประสิทธิภาพจำนวนมากถูกค้นพบโดยบังเอิญ แต่ถ้าคุณมีทฤษฎีควอนตัม คุณจำลองภาพโมเลกุลต่าง ๆ เพื่อดูว่ามันทำงานอย่างไรได้
เมื่อทำเช่นนั้นได้แล้ว คุณก็เติมเต็มช่องว่าง เพื่อสร้างยาตัวใหม่ได้ตั้งแต่เริ่มต้นในทันที ถ้าเช่นนั้น หมายความว่านักเคมีจะตกงานไหม ? เพราะเราไม่จำเป็นต้องมีนักเคมีแล้ว มันง่ายกว่าไหมหากมีคอมพิวเตอร์ควอนตัม ?
คำตอบคือ ไม่ใช่เลย นักเคมีในอนาคตจะใช้ทฤษฎีควอนตัมเพื่อเข้าใจปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ส่วนนักชีววิทยาในอนาคตจะใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัม เพื่อเข้าใจการทำงานของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA)
มีเพียงแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เพียงความรู้ทางเคมี ด้านชีววิทยา เท่านั้น ที่จะตกงาน เพราะในอนาคตจะมุ่งไปสู่กลศาสตร์ควอนตัม และเราจะใช้มันเพื่อสร้างยาต่าง ๆ
ถ้าเราจะเป็นอมตะ ดังนั้น จะไม่มีมะเร็งแล้วใช่ไหม ?
ด้วยความช่วยเหลือจากคอมพิวเตอร์ เราจะรักษาโรคมะเร็งได้ก่อนที่เนื้องอกจะปรากฏให้เห็น เราจะสามารถทำนายโรคมะเร็งของผู้ป่วยได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่าง แค่เดินเข้าห้องน้ำ ดีเอ็นเอของคุณจะถูกอ่านค่า แล้วคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต มันจะบอกคุณว่าใน 10 ปีข้างหน้านี้ มีดีเอ็นเอมะเร็งอยู่ตรงไหนบ้าง ก่อนที่เนื้อร้ายจะพัฒนาขึ้นมา
การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งนั้นเป็นไปได้ในสหรัฐอเมริกา การตรวจเลือดด้วยวิธีการนี้จะเผยให้เห็นว่ามีเชื้อมะเร็งอยู่ในร่างกายหรือไม่ในลักษณะที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น คำว่าเนื้องอกจะหายไปจากภาษาของเรา เช่นเดียวกับคำว่ามะเร็ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
คุณบอกว่าอินเทอร์เน็ตจะล้าสมัยเช่นกัน แปลว่า เราจะเชื่อมต่อกันผ่านจิตใจและสมองงั้นหรือ ?
อินเทอร์เน็ตในอนาคตจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพราะมันช้าและหยาบเกินไป ทว่าควอนตัมจะกลายเป็นอินเทอร์เน็ตสำหรับอนาคต เพราะมันผสานเข้ากับสมองได้ มันจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า เบรนเน็ต (Brainet) คุณถ่ายโอนความคิดหรือสิ่งที่คุณคิดออกไปทั่วโลก และปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ได้
ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้สายเคเบิลและอะไรทำนองนั้นอีกต่อไปแล้ว เราแค่คิดและปล่อยให้เบรนเน็ตจัดการส่วนที่เหลือ ซึ่งมันง่ายมาก เพราะคุณแค่คิด แล้วความคิดคุณจะกระจัดกระจายออกไปทั่วโลก
นักวิทยาศาสตร์หลายคนเตือนเกี่ยวกับอันตรายของเอไอ คุณมีวิสัยทัศน์เช่นไรต่อเรื่องนี้ ?
นักวิทยาศาสตร์บางคนบอกว่า สักวันหนึ่งเครื่องจักรของเราจะฉลาดเกินไป แล้วพวกมันจะหันมาเล่นงานเรา แต่ที่จริงแล้วมันมีอันตราย 3 ประการที่มนุษย์ต้องเผชิญ
นั่นคือ ภัยคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์ ภัยคุกคามจากอาวุธชีวภาพ และภาวะโลกร้อน รวมทั้งควรเพิ่มภัยคุกคามประการที่ 4 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลต่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ นั่นคือ ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ โดยพบว่ามันมีภัยคุกคามพื้นฐาน 2 อย่างที่เกิดจากเอไอ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมาก
ภัยคุกคามแรก คือ สิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างทันที นั่นคือโดรนที่มีความสามารถจดจำใบหน้า-ร่างกายของมนุษย์ได้ และสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้แบบไม่เลือก หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ดังนั้น เราจะมีเครื่องจักรสังหารอัตโนมัติ ซึ่งสามารถบิน สำรวจพื้นที่ จำแนกรูปร่างมนุษย์ และลงมือฆ่า ไม่ว่าจะจากความไม่ตั้งใจ หรือความพยายามของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีเจตนาคร่าชีวิตทหารของประเทศอื่น
นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีหลังจากนี้ แต่ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าในระยะยาวคือการที่เอไอเริ่มมีสติปัญญาใกล้เคียงกับมนุษย์ และมันคือภัยคุกคามอันที่ 2
หนทางยังอีกยาวไกลกว่าเราจะไปถึงจุดนั้น แต่ในที่สุดแล้ว หุ่นยนต์ของเราจะฉลาดเท่ากับหนูหรือกระต่าย จากนั้นก็ฉลาดเท่าหมาหรือแมว และสุดท้ายมันก็ฉลาดเท่ากับลิง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น มันก็อาจเป็นอันตรายได้ เพราะลิงสามารถทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างลิงกับมนุษย์ได้
ดังนั้น ผมคิดว่า เราอาจจะมีหุ่นยนต์ที่แทบไม่แตกต่างจากคนเลยภายใน 100 ปีนี้ก็เป็นได้ และเมื่อถึงเวลานั้น เราต้องแน่ใจได้ว่า พวกมันจะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วหันกลับมาเล่นงานเรา เราควรใส่ชิปในสมองของพวกมัน เพื่อสั่งให้มันปิดตัวเองลงหากมีความคิดสังหารผุดขึ้น
แต่ผมคิดว่า เรายังมีเวลาอีกเหลือเฟือก่อนที่จะเกิดสิ่งนั้น โดยอันตรายที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้คือโดรนที่สามารถสังหารใครก็ได้แบบไม่เลือกหน้ามากกว่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะกำหนดอนาคตเราได้อย่างไร ?
บางคนบอกว่าการปฏิวัติควอนตัมนั้นมันยอดเยี่ยมมากจนทำให้เรากำจัดโรคภัยไข้เจ็บได้ จริง ๆ แล้ว ควอนตัมทำได้แค่บางสิ่งบางอย่างเท่านั้น ผมคิดว่าในที่สุดแล้วมันจะแก้ไขกระบวนการชราภาพได้ เราจึงไม่จำเป็นต้องแก่หรือตายในโลกอนาคต
แม้เราอาจแก้ไขปัญหาการชราภาพได้ แต่มันควอนตัมไม่ได้ช่วยในเรื่องพลวัตรในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพราะวิธีที่มนุษย์ใช้โต้ตอบกัน มันเป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอันสลับซับซ้อน ดังนั้น เราจึงยังต้องการหนทางที่แตกต่างจากเดิม เพื่อสร้างความสามัคคี เพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข มากกว่าการทำสงครามอย่างไม่หยุดหย่อน
ความท้าทายใดที่จะไม่ได้รับการแก้ไขในยุคควอนตัม ?
ผมคิดว่าคอมพิวเตอร์ช่วยแก้ไขปัญหาได้มากมาย ยกเว้นเรื่องหนึ่ง
ผมคิดว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะช่วยกู้วิกฤตโลกร้อนได้ ช่วยให้เรามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่นที่ไม่สร้างกากนิวเคลียร์ได้ มันจะสร้างหนทางใหม่ ๆ ในการรักษาโรคมะเร็ง อัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสันได้ ที่ผมหวังนะ และมันจะสร้างแหล่งมั่งคั่งใหม่ให้กับสังคมด้วย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำได้ในเร็ว ๆ นี้คือการแก้ปัญหาความอ่อนแอของมนุษย์ เช่น สงคราม หรือความอิจฉาริษยา
วิวัฒนาการสร้างให้เรามีความสามารถในการต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเอง วิวัฒนาการสร้างคุณลักษณะให้เราหลายอย่าง ซึ่งบางอย่างก็ทำให้เราโน้มเอียงไปที่การสร้างประโยชน์ให้มนุษย์ แต่คุณลักษณะบางอย่างของเรา ก็ไม่ได้เอื้อในเรื่องนี้
วิวัฒนาการไม่ได้สนใจสิ่งนั้นหรอก เพราะมันเพียงต้องการสร้างมนุษย์ให้ดำรงอยู่รอดต่อไปได้ และถ้าหากการเอาชีวิตรอดนั้นหมายถึงการฆ่าเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น ดังนั้น มันจึงมีความไม่สมบูรณ์แบบมากมายอยู่ในตัวมนุษย์เรา











