วาเลนไทน์: ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟังเบื้องหลังช็อกโกแลตและกุหลาบ

chocorose

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในเทศกาลแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ ผู้คนมักจะมอบสิ่งของให้เป็นตัวแทนแห่งความรัก และช็อกโกแลตและดอกกุหลาบ คือทางเลือกอันดับต้น ๆ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าเบื้องหลังของสิ่งของที่เป็นตัวแทนของความรักในวันวาเลนไทน์ มีความเป็นไปที่น่ารู้หลายประการ

คนไทยที่บริโภคช็อกโกแลตหรือโกโก้อาจสังเกตได้ไม่ยากว่า ราคาของอาหารและเครื่องดื่มช็อกโกแลตที่มีโกโก้เป็นส่วนผสมหลักต่างทยอยขยับขึ้นราคาในปีนี้ ส่วนดอกกุหลาบที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทยก็มาจากการดูแลไร่สวนของแรงงานข้ามชาติที่เคยมีรายงานถึงสภาพการทำงานที่ไม่ดีนัก

บีบีซีไทยชวนสำรวจเบื้องหลังของสิ่งแทนความรักในเทศกาลนี้

ราคาโกโก้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ภาวะโลกร้อนกระทบแหล่งปลูกหลักของโลก

วิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อน ไม่ได้เพียงแต่กระทบการปลูกกาแฟอาราบิก้าของภูมิภาคอเมริกาใต้เท่านั้น แต่มันยังมีผลกระทบต่อการปลูกโกโก้ในแอฟริกา แหล่งปลูกโกโก้หลักของโลก รวมในอินโดนีเซีย แหล่งปลูกโกโก้ที่สำคัญในเอเชีย

รายงานวิจัยจาก องค์กรไคลเมตเซ็นทรัล เรื่อง "ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มความร้อนให้พื้นที่ปลูกโกโก้ในแอฟริกาตะวันตกอย่างไร" พบว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้อุณหภูมิในพื้นที่ปลูกโกโก้สูงกว่าปกติยาวนานถึง 6 สัปดาห์ ในประเทศผู้ผลิตโกโก้รายหลักของโลก 4 ประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตก ซึ่งมีปริมาณโกโก้ที่ผลิตได้ราว 70% ของโลก

ผลการวิเคราะห์อุณหภูมิสูงสุดรายวันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้อุณหภูมิในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวโกโก้ฤดูกาลหลัก (ตั้งแต่เดือน ต.ค.-มี.ค.) ในประเทศกานา และสาธารณรัฐโกตดิวัวร์(ไอวอรีโคสต์) สูงกว่า 32 องศาเซลเซียส อุณหภูมิในระดับนี้ถือว่าสูงกว่าระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับต้นโกโก้

นอกจากนี้ ในปี 2024 สภาอากาศที่เปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ยังทำให้พื้นที่ปลูกโกโก้ 71% ของโลก ในหลายพื้นที่ เช่น โกตดิวัวร์(ไอวอรีโคสต์) กานา แคเมอร์รูน และไนจีเรีย มีอุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 6 สัปดาห์

นอกจากข้อค้นพบยังกล่าว ปัจจัยอีกหลายข้อ ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน การติดเชื้อโรคจากแมลง ยังส่งผลกระทบต่อต้นโกโก้ นอกจากนี้ความร้อนที่สูงเกินยังส่งผลต่อคุณภาพของเมล็ดโกโก้และปริมาณผลผลิต ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ราคาช็อกโกแลตในตลาดโลกสูงขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในแอฟริกาตะวันตกด้วย

Unusually heavy rains in Ivory Coast have lowered substantially the production of cocoa expected from farms.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฝนตกหนักอย่างผิดปกติในไอวอรีโคสต์เมื่อปี 2023 ทำให้ผลผลิตโกโก้ตกต่ำกว่าที่คาดการณ์

รายงานเรื่อง "วิกฤตโกโก้: ช็อกโกแลตบอกถึงปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างไร" ที่เผยแพร่โดยองค์กรพัฒนาเอกชนในสหราชอาณาจักรที่ชื่อว่า "คริสเตียน เอด" (Christian Aid) เผยว่าราคาโกโก้สูงขึ้นถึง 400% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาภัยแล้งและฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในแหล่งปลูกโกโก้ที่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก

วิกฤตโกโก้ซึ่งมีสาเหตุจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังกระทบต่อเศรษฐกิจในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อินโดนีเซีย หนึ่งในผู้ผลิตโกโก้รายหลักของโลก

เมื่อปี 2020-2021 อินโดนีเซียผลิตผงโกโก้ได้ราว 23.4% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียก็ยังเกิดสถานการณ์ขาดแคลนภายในประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมโกโก้ต้องนำเข้าสารโกโก้หรือเมล็ดโกโก้ดิบจากแหล่งอื่นนอกประเทศเข้ามา ได้แก่ แอฟริกาตะวันตกและเอกวาดอร์

สมาคมเกษตรกรโกโก้แห่งแอฟริกาตะวันตก เรียกร้องการเข้าถึงกองทุนสนับสนุนด้านภูมิอากาศเพื่อให้พวกเขาสามารถลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการปลูกไปเป็นวิธีการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการปรับตัว ตอนนี้เงินสนับสนุนด้านภูมิอากาศที่เกษตรกรรายย่อยทั่วโลกได้รับอยู่ที่เพียง 0.3% เท่านั้นเมื่อปี 2021 นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดราคาขายโกโก้ที่เป็นธรรมเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปลงทุนปรับเปลี่ยนกระบวนการปลูก ทั้งนี้ เกษตรกรได้กำไรน้อยมากในช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น พวกเขาได้รับส่วนแบ่งเพียง 6% เท่านั้นสำหรับราคาช็อกโกแลตโดยเฉลี่ย 1 แท่ง

ปลูกโกโก้

ที่มาของภาพ, Getty Images

รายงานวิจัยของคริสเตียนเอด กล่าวด้วยว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการช็อกโกแลตเป็นที่รู้สึกได้ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ราคาของโกโก้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 เนื่องจากสภาพอากาศสุดขั้วทำให้ผลผลิตโกโก้ในกานาและโกตดิวัวร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตโกโก้มากกว่า 50% ที่ผลิตได้ในโลก ตกต่ำลงไม่เป็นไปตามเป้า

พื้นที่ปลูกโกโก้ทั้งสองประเทศต่างประสบภัยแล้ง น้ำท่วม โรคที่มากับอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ราคาซื้อขายโกโก้ในตลาดโลกสูงขึ้น 400% อยู่ที่ 12,218 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 416,540 บาท/ตัน) ทว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาในเดือน ธ.ค. 2024 ราคาโกโก้ขยับขึ้นทำลายสถิติอีกครั้งเป็น 12,605 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 429,735 บาท/ตัน) และราคายังคงขยับขึ้นตั้งแต่นั้นมา

ผลผลิตโกโก้เริ่มประสบภาวะขาดแคลนในปี 2023 เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างไม่คาดคิดในช่วงฤดูแล้งที่ประเทศกานา นอกจากนี้ปริมาณฝนในภาพรวมของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกยังสูงขึ้นเป็นสองเท่าจากปริมาณฝนเฉลี่ย 30 ปีในช่วงเวลาเดียวกันของปี สภาพอากาศที่เปียกชื้นเป็นสาเหตุให้ต้นโกโก้เป็นโรคผลเน่าดำ หลังจากนั้นในปี 2024 ก็เกิดภัยแล้งรุนแรงตามมา

"ปรากฏการณ์เอลนีโญเมื่อปี 2023-2024 เป็นครั้งที่รุนแรงมากครั้งหนึ่ง ทำให้ต้นโกโก้เป็นโรคเน่าและเกิดการบวม ผลผลิตที่น้อยลงยังหมายถึงรายได้ที่ลดลงของเกษตรกรชาวแอฟริกาตะวันตก และราคาโกโก้ที่สูงขึ้นในตลาดโลกซึ่งส่งผลกระทบให้ช็อกโกแลตราคาแพงขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่อยู่ห่างไกลออกไป" รายงานระบุ

ด้านผู้ประกอบการที่ขายช็อกโกแลตไปสู่ผู้บริโภคโดยตรงในสหราชอาณาจักรได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน

"ตอนนี้ผมจ่ายค่าช็อกโกแลตสูงกว่าเดิมสามเท่าจากสองปีที่แล้ว แม้จะโชคดีอยู่บ้างที่ผมกับภรรยาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง ทำให้ค่าจัดการต่าง ๆ ต่ำอยู่มาก แต่กระนั้นเราก็ต้องขึ้นราคาเหมือนกัน ซึ่งมันทำให้ยอดขายตกลงไปด้วย มันเป็นความเสี่ยงอย่างมากแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้" ไซมอน ดันน์ เจ้าของเครือร้านขายช็อกโกแลต ไซมอน ดันน์ ในมณฑลเชชเชียร์ สหราชอาณาจักร กล่าว

อุตสาหกรรมปลูกโกโก้ในแอฟริกากับปัญหาค้ามนุษย์และใช้แรงงานเด็ก

ประเด็นการบังคับใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมปลูกโกโก้ที่แอฟริกาหนักตกเป็นข่าวในระดับโลกตั้งแต่ช่วงปี 2011 เป็นต้นมา เฉพาะที่ไอวอรีโคสต์และกานาที่เป็นแหล่งผลิตโกโก้ราว 60% ของโลก ประเมินว่ามีการใช้แรงงานเด็กมากถึง 500,000 - 1.5 ล้านคน ตามการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ และมีการตัดสินคดีค้ามนุษย์และใช้แรงงานเด็กคดีใหญ่ในปี 2021 แต่สถานการณ์ค้ามนุษย์ในพื้นที่เกษตรกรรมปลูกโกโก้ ก็ยังเป็นประเด็นที่สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ยังติดตามปัญหาในปัจจุบัน ตามที่ปรากฏในรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2024 (Global Report on Trafficking in Persons 2024)

รายงานของ UNODC ระบุว่าภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ของแอฟริกาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของทวีปนี้และมีการใช้แรงงานอย่างเข้มข้น ประชาชนเกินครึ่งในภูมิภาคตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub - Saharan Africa) ทำงานในภาคอุตสาหกรรม แต่ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมเป็นรายได้ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในแอฟริกา มีรายงานว่ามีการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ในภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตโกโก้ รวมทั้งการเก็บเกี่ยวฝ้ายและข้าว

ในงานศึกษาในปี 2017 มีการประเมินว่ามีผู้คนหลายหมื่นคนประสบกับการถูกใช้แรงงานบังคับในไร่โกโก้ในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกในช่วง 12 เดือนก่อนหน้าการสำรวจ

ปลูกโกโก้ไอวอรีโคสต์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แรงงานในไร่โกโก้ไอวอรีโคสต์

การผลิตโกโก้และขนาดทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมโกโก้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยเมล็ดโกโก้ส่วนใหญ่ถูกซื้อขายในตลาดสินค้าระหว่างประเทศ คล้ายคลึงกับการใช้แรงงานในภาคการทำเหมืองแร่ของแอฟริกา งานศึกษาวิจัยที่ดำเนินการในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกซึ่งเน้นการตรวจสอบการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมการผลิตโกโก้พบว่า เหยื่อการค้ามนุษย์จะถูกย้ายข้ามพรมแดนโดยคนกลาง คนจัดหา และผู้แสวงหาประโยชน์ ซึ่งทำในลักษณะเป็นธุรกิจ

รายงานระบุว่า สมาชิกขบวนการแต่ละฝ่ายจะมีบทบาทต่าง ๆ ในห่วงโซ่การค้ามนุษย์ ผู้จัดหาจะติดต่อกับครอบครัวหรือไม่ก็อำนวยความสะดวกในการติดต่อกับนายหน้าในประเทศปลายทาง นายหน้าจะช่วยจัดหางานให้กับเกษตรกรโกโก้ ในบางกรณี สมาชิกในกลุ่มของผู้ค้ามนุษย์อาจดูแลการย้ายเด็กไปยังพื้นที่ผลิตหรือทำหน้าที่เป็น "ผู้ส่ง" และอาจปลอมตัวว่าเป็นพ่อแม่ของเด็กเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แก๊งอาชญากรค้ามนุษย์จะหาประโยชน์จากผู้ตกเป็นเหยื่อด้วยการบังคับให้ใช้หนี้ที่เกิดจากการจัดหางานให้ ค่าขนส่ง และเหตุผลอื่น ๆ ที่ผู้ค้ามนุษย์บังคับให้เหยื่อทำงานใช้แรงงานเพื่อใช้คืนหนี้ นอกจากนี้ การวิจัยภาคสนามในพื้นที่แอฟริกาตะวันตก ยังพบการจัดหาแรงงานที่หลอกลวงและการยึดเงินเดือนจากแรงงานทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

เช่นเดียวกับการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมทำเหมือง การผลิตโกโก้ในแอฟริกาตะวันตกมีความเสี่ยงที่จะถูกแทรกซึมโดยแก๊งค้ามนุษย์ และอาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมอื่น เช่น การตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกและการลักลอบขนส่งเมล็ดโกโก้ข้ามพรมแดน

ความขมขื่นของแรงงานปลูกกุหลาบและแปลงดอกไม้ในภาคเหนือของไทย

กุหลาบที่มีแหล่งปลูกทางตอนเหนือของประเทศไทย ผู้ประกอบการไทยมักจะจ้างแรงงานข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่ ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation - HRDF) ระบุว่า แรงงานปลูกดอกไม้มากกว่า 80% คือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ "ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากทั้งสภาพการทำงานและความเป็นอยู่" โดยแรงงานเหล่านี้มาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี จากการติดตามสถานการณ์ของแรงงาน มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ระบุเมื่อปี 2566 ว่า "แรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมปลูกกุหลาบมักได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด และคนงานมักถูกขอให้ทำงานเป็นเวลานานและบางครั้งก็ไม่ได้พักผ่อนทำให้เกิดความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจ"

จากรายงานวิจัยเรื่อง "แรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรกรรม ลักษณะการจ้างงาน สภาพการทำงาน ความเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม" ของมูลนิธิ HRDF ซึ่งลงพื้นที่ศึกษาวิจัยกลุ่มแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตร พบว่าในการทำงานของแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ "ยังคงปรากฏร่องรอยการละเมิดสิทธิแรงงานและการบังคับใช้งานแอบแฝงอยู่ในพื้นที่การเกษตร" ทั้งความไม่เป็นธรรมในสภาพการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่ ระบบกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมเพียงพอรวมทั้งข้อจำกัดด้านการบังคับใช้ ทำให้แรงานข้ามชาติและครอบครัวตกอยู่ในความเปราะบางและตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ เช่นการทำงานที่อันตราย การทำงานเป็นเวลายาวนาน หรือการไม่ได้รับการคุ้มครองเรื่องค่าจ้าง

rose

ที่มาของภาพ, Getty Images

คณะวิจัยของ HRDF ได้สัมภาษณ์แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในแปลงดอกไม้ที่ภาคเหนือจำนวน 4-5 ครอบครัวบนพื้นที่สูงซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ที่เดินข้ามพรมแดนมาจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

สภาพการอยู่อาศัยของแรงงานแปลงดอกไม้ พวกเขาจะอยู่ในบ้านพักบนที่ดินนายจ้างที่รายล้อมไปด้วยดอกไม้กลางหุบเขาที่มีปัญหาด้านสุขภาพอนามัย เนื่องจากการสัมผัสกับสารเคมีอันตรายตลอดเวลา

ลักษณะการทำงานเป็นรูปแบบการรับเหมา ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบกว้างขวาง หน้าที่หลัก ๆ ได้แก่ "การปลูกและดูแลผลผลิตในพื้นที่แปลงเกษตรให้ดีมีคุณภาพและมีราคาได้มากที่สุเท่าที่จะทำได้" โดยเจ้าของแปลงก็จะเข้ามาดูแลตรวจสอบเป็นระยะ ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบที่กว้างขวาง ย่อมสร้างสภาพที่แรงงานต้องทำงานโดยไม่มีกำหนดเวลาหรือมีเวลาการทำงานอย่างเป็นระบบ หรืออาจต้องทำงานหนักไม่สอดคล้องกับค่าตอบแทน การทำงานที่ไร้ระเบียบแบบแผน เช่น ขาดการจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐาน ยังอาจส่งผลทำให้แรงงานต้องตกอยู่ในสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยด้วย

"ตอนกลางคืน ก่อนนอน หลังจากทำงาน พ่นยา จะรู้สึกเจ็บหน้าอกหายใจไม่ค่อยออก ปวดหัว บางคนที่เขาทนไม่ได้ บางคนแพ้สารเคมี แพ้ยาฆ่าแมลง เขาก็ต้องไปทำงานอย่างอื่น ก่อนหน้านี้ เคยมีแรงงานคนอื่นที่ทำงานที่แปลงดอกถูกไฟช็อตตายด้วย" แรงงานผุ้ให้ข้อมูลคนหนึ่งเล่าแก่คณะวิจัย

rose

ที่มาของภาพ, Getty Images

ปัญหาชั่วโมงการทำงาน ยังเป็นสภาพการทำงานอีกประเด็นหนึ่งที่แรงงานในแปลงดอกไม้ ให้ข้อมูล

กลุ่มแรงงานที่ให้ข้อมูล เล่าว่าต้องทำงานมากกว่า 10-12 ชม.ต่อวัน รายงานวิจัยระบุว่า "บางครั้งต้องเริ่มทำงานตั้งแต่เช้ามืด ลากยาาวไปจนช่วงดึก เพราะต้องเร่งรีบทำงานส่วนนั้น ๆ ให้เสร็จ เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเจออยู่บ่อยครั้ง เพราะเป็นเรื่องจำเป็น" เพราะมิเช่นนั้นจะไม่มีกิน

ปัญหาด้านค่าตอบแทน แรงงานเล่าว่า พวกเขาเป็นแรงงานนับเหมา โดยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นรอบ 4-5 เดือนไม่มีความแน่นอน โดยส่วนแบ่งค่าตอบแทนจะคิดเป็นมัด โดย 1 มัด มี 10 ดอก มัดละ 10 บาท ซึ่งอาจลดลงไปอีก หากเจ้าของแปลงเห็นว่าดอกไม้ไม่ได้มาตรฐาน รายงานวิจัยของมูลนิธิด้านสิทธิแรงงานระบุ

"[ด้วยระบบค่าตอบแทน] ทำให้ตรงนี้ แรงงานจะได้เงินค่าตอบแทนเพียง 30,000 - 50,000 บาท/รอบ (4-5 เดือน) เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของคนในครอบครัวและเก็บออม ทางแก้ไขปัญหาของแรงงานเรื่องนี้ คือ หยิบยืมเงินจากญาติพี่น้อง ต้องไปรับจ้างรายวันในงานอื่น ๆ แทน เช่น ทำงานในแปลงของคนอื่น ทำงานก่อสร้าง เป็นต้น หรือใช้วิธีการเบิกเงินล่วงหน้า"

รายงานวิจัยฉบับนี้ชี้ว่า ลักษณะการจ่ายค่าตอบแทนเช่นนี้ใกล้เคียงกับการทำงานขัดหนี้ ที่แรงงานจำเป็นต้องทำงานต่อไปเพื่อจะได้รับค่าตอบแทนส่วนที่เหลือ เป็นการทำงานใช้หนี้ เพราะหากแรงงานหนีออกจากพื้นที่ไปทำงานที่อื่น แรงงานก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทนที่เหลือ