จากผู้ประท้วง "นับใหม่" จะพัฒนาสู่อะไร หาก กกต. ไม่ทำให้ผลเลือกตั้งโปร่งใส

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์คาดหวังให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้อำนาจสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้ง/เขตเลือกตั้งที่มีปัญหา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของผู้ประท้วงผลการเลือกตั้ง เพราะหากปล่อยให้เกิดความเคลือบแคลงในหมู่ประชาชน อาจทำให้รัฐบาลที่จะก้าวสู่อำนาจ "ไม่สง่างาม"
"กกต. อยู่ไหนคะ เจ้าหน้าที่ กกต. ชี้แจงประชาชนหน่อย"
"เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้ง ทำไมเขาถึงทำไม่ได้"
"เราไม่ได้มาเรียกร้องให้เขาฝืนกฎหมาย ให้เขาทำตามกฎหมาย"
"ถ้าไม่นับใหม่ ก็เก็บไว้ที่เดิม ไม่ให้ย้าย"
คือบางประโยคที่เกิดขึ้นในระหว่างประชาชนไปรวมตัวกันที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี อ.เมือง จ.ชลบุรี ค่ำวันที่ 9 ก.พ. เพื่อเรียกร้องให้เปิดหีบบัตรขึ้นมานับคะแนนใหม่
จากเสียงเรียกร้องให้ "นับใหม่ ๆ" ที่ดังขึ้นในช่วงหัวค่ำ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกน "ขี้โกง ๆ" เมื่อ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ปรากฏตัวในพื้นที่ ในเวลาราว 01.35 น. ของวันที่ 10 ก.พ. เพื่อไปติดตามสถานการณ์
ภาพ-เสียงเรียกร้องแบบเดียวกันนี้ ยังเกิดขึ้นอีกหลายจุด ที่มวลชนไปรวมตัวกันเพราะเชื่อว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการนับคะแนนและประกาศผลการเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
4 วันนับจากปิดหีบบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ. มีผู้ตั้งคำถาม-ตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสและผิดปกติในหลายกรณี หลายพื้นที่ แล้วเผยแพร่ผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น กรณีมุดขีดคะแนนใต้กระดาษ, เจอใบขีดคะแนนในถังขยะ, ยกหีบหนี, มี "บัตรเขย่ง" หรือจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรลงคะแนนที่ใช้, ยอดบัตร 2 ใบไม่เท่ากัน เกิดส่วนต่างมากมายระหว่างตัวเลขผู้ใช้สิทธิเลือก สส.แบบแบ่งเขต กับ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ทั้งที่อยู่ในเขตเดียวกัน ฯลฯ
ในขณะที่ 7 กกต. นัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปกรณี จ.ชลบุรี ในวันนี้ (12 ก.พ.) ป้ายกระดาษ "ให้ความโปร่งใสช้า แจ้งความประชาชนโคตรเร็ว" ถูกนำมาติดไว้ที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี หลัง ผอ.กกต.เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษหญิงสวมเสื้อแดง ผู้เข้าไปเปิดหีบเลือกตั้ง ในความผิดฐานเปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และความผิดฐานบุกรุก
เสียงเรียกร้องจากชาวชลบุรีบางส่วนให้ "นับใหม่ทันที" ได้ลุกลามเป็นกระแส "นับใหม่ทั้งประเทศ" และไปถึงขั้นเรียกร้องให้ กกต. ลาออก
ภาพกระทบใจโหวตเตอร์
เมื่อมองจากสายตาของ 2 นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่สนทนากับบีบีซีไทย - ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) - เห็นตรงกันว่าการพบแบบขีดคะแนน (สส. 5/11) ในถังขยะที่ จ.ชลบุรี คือภาพกระทบใจโหวตเตอร์ที่สุด
ความรู้สึกส่วนตัวของ ผศ.ดร.ณัฐกร ทั้ง "น่าตกใจ" และ "ชวนสงสัย" ว่ามีการทำลายพยานหลักฐานหรือไม่ หรือคำชี้แจงหลายเรื่องก็ไม่ตรงกัน มีลักษณะความไม่ตรงไปตรงมา เหมือนปกปิดอะไรอยู่
นักวิชาการ มช. บอกว่า หลายอย่างที่ปรากฏในสื่ออาจเกิดจากความผิดพลาดเล็ก ๆ แต่มันเต็มไปหมด พอมารวมกัน เกิดขึ้นที่เดียวกัน จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำเป็นขบวนการหรือไม่ เมื่อประกอบกับผลการเลือกตั้งที่ออกมาผิดคาดจากโพล จากความคาดหวังของคน จึงเกิดเป็นกระแสความไม่พอใจขึ้นมา แล้วพอมีการเคลื่อนไหว ก็เหมือนจับโป๊ะได้ทีละอย่าง ๆ ทำให้เกิดความไม่พอใจแล้วกลายเป็นกระแสระดับชาติที่ใคร ๆ ก็ต้องไปชลบุรี
"มันไม่ใช่แค่ human error (ความผิดพลาดโดยมนุษย์) แต่มันชวนให้คนคิดได้ว่าเป็นขบวนการที่เข้าไปจัดการคะแนนเพื่อกำหนดผลการเลือกตั้งหรือเปล่า" ผศ.ดร.ณัฐกรตั้งคำถาม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ดร.ปุรวิชญ์สงสัยเช่นกันว่าเหตุใดกระดาษนับคะแนนและสายรัดนิรภัย หรือเคเบิลไทร์ (cable tie) ถึงไปอยู่ในถังขยะ นี่คือ "จุดกระแทกใจ" ที่ทำให้คนต้องไปเฝ้าหีบบัตร และเหมือนถูกซ้ำแผลเมื่อ กกต. ไม่ได้ทำให้สิ้นสงสัย ขอเก็บหลักฐานและสืบสวนข้อเท็จจริง 2 วัน แม้เป็นไปตามขั้นตอน แต่วิธีการที่ กกต. รับมือกับกระแสของสังคม มองว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เชื้อมูลคุกรุ่นในใจจากที่คนเห็นภาพ เหมือนถูกราดน้ำมันลงไป ทำให้ม็อบเริ่มจุดขึ้นมา แล้วส่งผลไปถึงพื้นที่อื่น ๆ ที่เกิดความเคลือบแคลงสงสัยคล้าย ๆ กันว่าเอ๊ะ.. เกิดการโกงหรือไม่ เลยกลายเป็นกระแสขึ้นมา
ภาพคนปักหลัก-นอนเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี เป็นอีกภาพที่เชื่อกันว่าทำให้โหวตเตอร์หลายรายอดรนทนไม่ได้-ต้องออกจากบ้านมาปกป้องการออกเสียงของตัวเอง ซึ่ง ดร.ปุรวิชญ์ตีความว่าเป็นคนที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรจะต้องให้รู้ให้ได้ว่าคะแนนไม่เกิดความผิดพลาดหรือส่อทุจริต ตรงนี้สะท้อนชัดเจนว่าผู้คนมีความหวังกับการเลือกตั้ง
นักรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวต่อไปว่า ถ้าย้อนไปตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562, 2566 ถึง 2569 ที่มีการพูดกันว่าคนออกมาใช้สิทธิลดลง เลือกตั้งไปก็ไม่เปลี่ยน เกิดกระแสซึมการเมือง แต่ความหวังไม่ได้หายไป พอเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้ง เข้าคูหาที มันก็ปลุกวิญญาณคนขึ้นมาที ถ้าคิดแบบนักวิจัยว่า Vote matters คิดว่าคะแนนของฉันมีส่วนที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่านี้ได้ เขาน่าจะไม่ยอมให้เสียงของเขาถูกทำให้หายไปแบบหาข้อสรุปหรือหามูลเหตุไม่ได้ว่าเพราะอะไร คนเลยไปนั่งเฝ้าหีบกัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เริ่มต้นที่ "เขตสีน้ำเงิน"
จุดเริ่มต้นของการประท้วงผลการเลือกตั้ง-ขอให้นับคะแนนใหม่เกิดขึ้นใน "พื้นที่สีน้ำเงิน" ซึ่งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีคะแนนนำคู่แข่งขันจากพรรคประชาชน (ปชน.) ตามข้อมูลของสำนักงาน กกต. ซึ่งเปิดเผยผลการนับคะแนนที่ 94%
ปทุมธานี เขต 7
- ระบบเขต: พิษณุ พลธี ผู้สมัครจากพรรค ภท. ได้ 44,519 คะแนน (คิดเป็น 54.57%) ตามด้วย ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข ผู้สมัครจากพรรค ปชน. ได้ 25,738 คะแนน (คิดเป็น 31.61%)
- ระบบบัญชีรายชื่อ: พรรค ปชน. ได้ 33,644 คะแนน (คิดเป็น 40.94%) พรรค ภท. ได้ 22,365 คะแนน (คิดเป็น 27.22%)
จ.ชลบุรี เขต 1
- ระบบเขต: สุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัครจากพรรค ภท. ได้ 43,703 คะแนน (คิดเป็น 47.28%) ตามด้วย วรท ศิริรักษ์ ผู้สมัครจากพรรค ปชน. ได้ 39,920 คะแนน (คิดเป็น 43.19.%)
- ระบบบัญชีรายชื่อ: พรรค ปชน. ได้ 41,689 คะแนน (คิดเป็น 44.97%) พรรค ภท. ได้ 26,989 คะแนน (คิดเป็น 29.11%)
ภายหลังปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ก.พ. นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เข้าไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หอประชุม มทร. ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดรวมคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าของเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานี ทว่าเมื่อเปิดประตูกระจกเข้าไป ก็คล้ายถูกปิดประตูใส่หน้าด้วยคำพูดจากเจ้าหน้าที่ในชุดสีกากีว่า "มาทำไม" และ "ไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะรบกวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่"
นักศึกษาที่ถูกกีดกันไม่ให้ร่วมสังเกตการณ์ จึงตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใส และระดมเพื่อนนักศึกษาและประชาชนมาร่วมกัน "จับพิรุธ" ในขั้นตอนต่าง ๆ ส่งเสียงทักท้วง ร้องคัดค้านให้นับคะแนนใหม่ สุดท้าย ผอ.กกต.ปทุมธานี ยอมให้ "นับคะแนนใหม่ทั้งหมด" โดยมีนักศึกษาร่วมขานคะแนน-ขีดคะแนนเองเพราะเวลานั้น คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) กลับบ้านไปบางส่วนแล้ว กว่าจะเสร็จก็เข้าสู่เช้าวันใหม่ แม้คะแนนที่ออกมาแตกต่างเพียงเล็กน้อยจากรอบแรก แต่ก็ยุติความค้างคาใจของประชาชน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สถานการณ์ของเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ต่างออกไป แม้ประชาชนร้องทักและเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทันที แต่ กกต.กลางขอเวลา 2 วันในการสืบสวน ก่อนตัดสินใจในวันที่ 12 ก.พ. โดยระหว่างนี้มีคำชี้แจงจากรองเลขาธิการ กกต. ว่าประชาชนอาจเข้าใจไม่ตรงกันเกี่ยวกับกระบวนการยุบรวมหีบบัตร
กฎหมายการเลือกตั้งกำหนดว่า เมื่อปิดหีบบัตรและนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว อำนาจของ กปน. และ กกต.เขตถือว่าสิ้นสุดลง ถ้ามีจะเหตุให้ต้องเปิดหีบขึ้นมานับคะแนนใหม่ เป็นอำนาจของ กกต. ชุดใหญ่ในการพิจารณา ซึ่งต้องมีเหตุแห่งการร้องคือ มีผู้ร้องเรียน หรือ กกต. เห็นว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง
ปฏิกิริยาแรกจาก สุชาติ ชมกลิ่น ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดในเขต 1 จ.ชลบุรี เมื่อ 10 ก.พ. คือยืนยันว่าคะแนนที่เขาได้รับเป็น "คะแนนบริสุทธิ์" พร้อมเปรียบเปรยผู้ออกมาเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ว่า "เป็นเด็กอยากกินอมยิ้มแล้วไม่ได้กิน คุณก็ร้องงอแงเพื่ออยากกินอมยิ้ม" และยังตั้งข้อสังเกตต่อความเคลื่อนไหวว่าเกิดจาก "ผู้นำจิตวิญญาณไปปั่นป่วนทั้งหมด"
ทว่าในวันรุ่งขึ้น (11 ก.พ.) สุชาติส่งหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อแสดงความจำนงให้นับคะแนนใหม่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และบอกสื่อมวลชนให้ไปตั้งกล้องจับภาพตอนนับคะแนนใหม่ได้เลย นอกจากนี้ยังเปิดประเด็นว่าคนที่ออกมาคัดค้านผลการเลือกตั้ง กล่าวหา พูดปลุกระดมต่าง ๆ ไม่ใช่ประชาชนในเขต 1
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ภท. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ โดยระบุว่า รัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้ง หากกล่าวหาเช่นนี้คือกล่าวหา กกต. รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้อง และยังคอยประสานงานให้ทุกอย่างเกิดความเรียบร้อย การดำเนินงานจัดการเลือกตั้งทั้งหมดอยู่ในมือ กกต. ทุกวันนี้ตนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าแต่ละพรรคจะมีกี่คนกันแน่
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ณัฐกร อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช. พูดเชิงในทางหลักการว่า แม้ กกต. คือคนดูแลภาพใหญ่ในการจัดการเลือกตั้ง และเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะจัดการ ต้องยืมบุคลากรโดยเฉพาะจากภาคราชการไปเป็น กปน. และยังมีชั้นอำเภอ ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมคะแนนในระดับอำเภอก่อนส่งไปรวมเป็นคะแนนของเขตเลือกตั้ง แล้วจึงส่งคะแนนต่อไปที่ กกต.กลาง เหล่านี้คือกลไกรัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าจะบอกว่า กกต. แยกขาดจากกลไกรัฐ หรือรัฐบาลแยกขาดจากการเลือกตั้งเลย ไม่เกี่ยว ไม่รู้ ไม่เห็น มันก็คงพูดยาก เพราะมันมีกลไกรัฐซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลเข้าไปแทรกซึมอยู่ใน กปน. ในหน่วยเลือกตั้ง และในการนับคะแนนระดับอำเภอ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กระเทือนความชอบธรรมรัฐบาล "อนุทิน 2" ?
คำถามที่เกิดขึ้น ถ้ารัฐบาล "อนุทิน 2" หวนคืนอำนาจท่ามกลางความคลางแคลงใจของผู้คนต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง จะก่อให้เกิดภาวะ "ความชอบธรรมติดลบ" ตั้งแต่ยังไม่ลงมือบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่
อาจารย์ณัฐกรยกสถานการณ์ในช่วงจัดตั้งรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ภายหลังเลือกตั้ง 2562 มาอธิบาย โดยชี้ว่าเป็นช่วงที่ กกต. เจอข้อครหาหนักกว่านี้ เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554 การ "เว้นว่าง" ไปนาน ทำให้อารมณ์คนเดือดกว่าตอนนี้
ในครั้งนั้น กกต. ต้องตัดสินใจเลือกสูตรคำนวณหาจำนวน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม แทนที่ กกต. จะประกาศสูตรก่อนวันเลือกตั้ง กลับมาเคาะหลังรู้ผลเลือกตั้งแล้ว ทำให้เกิด "พรรคปัดเศษ" จำนวนมาก และกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. รวบรวมเสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อยมาร่วมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำได้อย่างหวุดหวิด
ส่วนครั้งนี้ แม้พรรค ภท. ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเกือบ 200 ที่นั่ง "แต่ความไม่โปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งคล้ายเป็นปม เป็นบาดแผลที่ติดตัวไปว่ามันไม่สง่างาม"
ดร.ปุรวิชญ์เห็นว่า ความรู้สึกไม่ชอบธรรมเกิดตั้งแต่คืนวันเลือกตั้งแล้วว่าทำไมผลเลือกตั้งออกมาเป็นน้ำเงิน ตอนแรกตัวเลขเกือบ 200 ที่นั่งด้วยซ้ำ ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่คิด แต่ในมุมน้ำเงินเขาบอกว่าก็นี่ไง ประชาชนเลือกมา ต่อให้นับคะแนนใหม่อีกกี่รอบ คะแนนก็ไม่ได้เปลี่ยน
"ถ้าถามว่าความชอบธรรมมันจะกระทบต่อภาพใหญ่ไหม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์น้ำเงิน พอพูดชื่อภูมิใจไทย การรับรู้ของคนก็ไม่ได้มองว่าเป็นแบบการเมืองแบบตรงไปตรงมา ฉะนั้นจะมีโหวตเตอร์จำนวนหนึ่งที่อย่างไรก็ไม่เชื่อมั่นว่านี่คือรัฐบาลของฉัน" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในทัศนะของนักวิชาการผู้นี้ ความผิดปกติในเขตเลือกตั้งต่าง ๆ คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลเลือกตั้งในภาพใหญ่ อย่างไรพรรค ภท. ก็ตั้งรัฐบาลได้อยู่ดี และนายกฯ อนุทินพูดไว้แล้วว่าเป็นเรื่องของ กกต. ไม่เกี่ยวกับผม ประชาชนเลือกผมมา ฉะนั้นในแง่ของความชอบธรรมคงไม่ถึงขั้นติดลบ แต่มันอาจมีความเคลือบแคลงสงสัยว่าเอ๊ะ ทำไมเขตนี้เป็นอย่างนั้น เขตนั้นเป็นอย่างโน้น
"เวลานี้ม็อบคงไม่ได้คอยจับผิดนายกฯ จับผิดภูมิใจไทย แต่จับผิด กกต. อยู่ แค่ได้ยินชื่อว่า กกต. ก็ไม่เชื่อแล้ว ด่ากันเช็ดเต็มฟีดเลย" เขาพูดพลางหัวเราะ
บทบาทต่อไปของมวลชน "นับใหม่"
ส่วนกลุ่มผู้ประท้วง "นับใหม่" จะพัฒนาไปสู่พลังทางการเมืองแบบใดต่อไปนั้น คำตอบสุดท้ายอยู่ที่การจัดการของ กกต.
ผศ.ดร.ณัฐกรเชื่อว่า หาก กกต. ให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยที่มีปัญหาตามที่ภาคประชาชน/พรรคการเมืองเรียกร้อง มันก็จะจบลง เพราะอารมณ์เดือดดาลของคนตอนนี้ ไม่ได้สูงเท่าตอนเลือกตั้ง 2562 และรอบนั้นมันมีทั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อไทย มีแนวร่วมที่ขยายตัวเป็นฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า "ประชาธิปไตย" แต่รอบนี้คนที่ออกมาก็ต้องยอมรับว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรค ปชน. ซึ่งผิดหวัง หลายจังหวัดที่พรรคสีส้มเคยได้เต็มจังหวัด ก็เสียที่นั่ง-โดนแย่งชิงพื้นที่ส่วนหนึ่งไปโดยพรรคสีน้ำเงินอย่างนี้
"มันอาจจะเป็นความผิดหวังของกองเชียร์ แต่ถามว่ามันจะยาว จนลงถนนอะไรอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่มี ไม่นานขนาดนั้น" อาจารย์ณัฐกร
ความคับแค้นใจของ "มวลชนนับใหม่" จะแปลงสภาพกลายเป็น "ฝ่ายค้านนอกสภา" คอยติดตาม-ตรวจสอบ-จับผิดรัฐบาล "อนุทิน 2" หรือไม่นั้น นักรัฐศาสตร์จาก มช. คาดว่า "เป็นอยู่แล้ว" คนเหล่านี้ต้องติดตามการทำงานของรัฐบาล เพราะเป็นพลเมืองตื่นตัว (active citizen) เพียงแต่ว่ามันจะไม่ยกระดับไปถึงขั้นปิดล้อมกดดันรัฐบาล

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.ปุรวิชญ์ที่ว่า "ในระยะสั้น คงไม่ถึงขนาดเป็นม็อบใหญ่ลุกฮือขึ้นมาถล่ม คงเป็นเฉพาะเขตที่มีปัญหา หน่วยที่มีปัญหา และไปไม่ถึงขั้นนับใหม่ทั้งประเทศ เพียงแต่ตอนนี้เป็นกระแสมวลชนที่กำลังโกรธขึ้นหน้า"
เขาย้ำว่า ในเขตที่มีปัญหา หาก กกต. จัดการให้สิ้นสงสัยได้ ม็อบก็จะค่อย ๆ ฝ่อลงไปเองโดยธรรมชาติ แต่ถ้ามันยังมีประเด็นเคลือบแคลงสงสัย ยังค้างคาใจ มันยังเป็นเชื้อที่สามารถเอามาจุดเอามาเติมได้อยู่ อย่างไรก็ตามคาดว่าแนวโน้มสถานการณ์จะไม่ทะลุไป ไม่ดิ่งลงไป แต่จะค่อย ๆ คงที่ประมาณหนึ่ง และคลี่คลายลงเมื่อจัดตั้งรัฐบาลกันได้
เทียบพลังแฟลชม็อบ 63 กับ 69
ข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง ก่อให้เกิด "แฟลชม็อบ" ขึ้นในหลายจุด เมื่อนักศึกษาและประชาชนออกมาแสดงความไม่พอใจด้วยกระดาษแผ่นเดียว-ชูไอแพด-สวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า "นับใหม่"
แฟลชม็อบในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี จากคดีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรคตัวเอง 191.2 ล้านบาทเพื่อทำกิจกรรมในช่วงเลือกตั้ง
การยุบพรรคที่มีคะแนนมหาชน 6.2 ล้านเสียง สร้างความไม่พอใจให้แก่เยาวชนคนหนุ่มสาว จากเสียงบ่น-ก่นดาผู้มีอำนาจที่ดังอยู่ในโลกออนไลน์ พวกเขาออกมาแสดงตัว-ร่วมชุมนุมจริงในพื้นที่สาธารณะเพื่อบอกว่า "เห็นหัวประชาชนบ้าง"
จากนั้นขบวนการนักศึกษาประชาชนได้ขยายวงเป็นไฟลามทุ่ง และยกระดับเป็นการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย-ให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่-ขับไล่รัฐบาล "ประยุทธ์"-ให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เมื่อเทียบแฟลชม็อบ 2 ยุค ในปี 2563 กับ 2569 ดร.ปุรวิชญ์ไม่คิดว่าแฟลชม็อบระลอกนี้จะลุกลามจนกลายเป็นไวรัลเหมือนปี 2563-2564 โดยให้เหตุผลว่า กระแสการเมืองมวลชนถ้าจะเกิดมักเริ่มต้นจากสถานศึกษาก่อน จัดม็อบกันเองภายในมหาวิทยาลัย ส่วนตัวคิดว่าการเมืองบนท้องถนนมีความเสี่ยงทั้งตัวผู้นำม็อบและมีต้นทุนสูง
"เวลานี้ยังมีนักโทษคดีการเมืองติดคุกมากมาย ไม่ได้ออกมา ทำให้ม็อบค่อย ๆ สลายไป ต่อให้มีคนพยายามนำออกมา ก็ไม่ได้มีพลังเท่าปี 2563-2564" เขากล่าว
หนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงผลการเลือกตั้ง 2569 คือนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวสำคัญเมื่อ 6 ปีก่อน สร้างปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ก่อนที่แกนนำคนสำคัญจะถูกตั้งข้อหาหลายคดีอาญา โดยบางส่วนหลบหนีไปต่างประเทศ และแนวร่วมบางส่วนถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ
ผศ.ดร.ณัฐกรเห็นตรงกันว่า กระแสแฟลชม็อบในครั้งนี้ไม่น่าแรงเท่าครั้งก่อนที่เป็นปรากฏการณ์ เพราะเหมือนกับ "ถูกรังแกมา" แล้วขึ้นสู่จุดสูงสุดหลังยุบพรรค อนค. เริ่มต้นจากการชุมนุมในมหาวิทยาลัยที่เป็นโหวตเตอร์หลักของพรรคส้ม แล้วเกิดขึ้นทั่วประเทศพร้อมกัน แต่ครั้งไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อ 10 ก.พ. ก็มีการนัดชุมนุมเรียกร้องให้ "นับใหม่ทั้งประเทศ" ที่ มช. ซึ่งพบว่าคนไม่ได้เข้าร่วมมากนัก หรือถ้าเทียบกับการรณรงค์ "กาเห็นชอบ" ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนวันออกเสียงประชามติ คนยังมาเยอะกว่า มันยังดึงคนเข้ามาร่วมไม่ได้มาก
อีกทั้ง จ.เชียงใหม่ คนอาจไม่ได้รู้สึกมาก เพราะสีส้มชนะ 6 จาก 10 เขต เขาชนะอยู่แล้ว เขาก็ไม่รู้สึกว่าเขาถูกกลั่นแกล้งรังแก เป็นพรรค พท. ต่างหากที่หมดสภาพในพื้นที่ไป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้าน พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรค อนค. โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชันเอ็กซ์ (X) เมื่อ 10 ก.พ. ว่า "ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต. จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม เดี๋ยวก็รู้ว่าคำว่าน้ำผึ้งหยดเดียวเป็นยังไง อาจจะไม่ใช่น้ำผึ้ง แต่เป็นน้ำมัน ไฟถูกจุดแล้ว"
หัวหน้าพรรค และแกนนำของพรรค ปชน. สื่อสารตรงกันว่า "แพ้ได้ แต่ถูกโกงไม่ได้" และให้ผู้สมัคร สส. อย่างน้อย 18 เขตเลือกตั้งยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อขอให้นับคะแนนใหม่
ขณะที่นายกฯ อนุทินกล่าวเมื่อ 11 ก.พ. กำชับให้ฝ่ายปกครองและตำรวจดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อย ต้องดำเนินการด้วยความละมุนละม่อม ให้เกียรติพี่น้องประชาชน เพราะถือเป็นสิทธิของประชาชนที่จะออกมาเรียกร้องภายใต้กรอบของกฎหมาย
มติ กกต. ตัดไฟแต่ต้นลม หรือ กระพือพายุอารมณ์
ถึงตอนนี้นักวิชาการทั้ง 2 สำนักประเมินตรงกันว่า "ม็อบไม่น่าลุกลาม" แต่เสนอให้ กกต. ตัดไฟแต่ต้นลม-ถอดไฟสุมทรวงของโหวตเตอร์ ด้วยการใช้อำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยที่ภาคประชาชน/พรรคการเมือง มีข้อสงสัยและมีหลักฐานความไม่ปกติ ถึงแม้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้ แต่ก็ทำให้เกิดความโปร่งใสและความชอบธรรม ซึ่งในปี 2566 กกต. ก็เคยสั่งให้นับคะแนนใหม่ 47 หน่วยมาแล้ว
"มันเป็นสิ่งที่เขา (กกต.) เคยทำมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยทำ มันยังมีโอกาสที่เขาจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ถูกครหา ไม่ถูกพูดถึงไปในอนาคตเหมือน 'การเลือกตั้งสกปรก' หรือ 'โกงเลือกตั้ง' ในสมัยปี 2500 อย่าทำให้เกิดวาทกรรมแบบนี้ขึ้นมาอีก" ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าว
ดร.ปุรวิชญ์ชี้ว่า การนับคะแนนใหม่ไม่เพียงทำให้มวลชนผ่อนคลายลง แต่ถ้าคิดในมุมของคนทำงาน ก็ช่วยเซฟเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. เอง ทั้ง กกต.จังหวัดที่ไม่ต้องโดนแรงปะทะ ไม่ต้องเอาระดับรองเลขาธิการไปเป็นตัวกันชน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทว่าฝ่ายเห็นต่างอาจโต้แย้งว่า หาก กกต. ยอมให้นับใหม่ในเขตหนึ่ง อาจเกิด "ลัทธิเอาอย่าง" ลุกลามไปปิดล้อม-กดดันให้นับใหม่ในเขตอื่น ๆ จังหวัดอื่น ๆ แต่ ดร.ปรุวิชญ์ชวนมองมุมกลับว่า ถ้าทำให้สิ้นสงสัยได้ มันก็จะจบ และคงไม่ใช่ทั้ง 77 จังหวัดที่ลุกขึ้นมานับใหม่กันหมด คงมีบางหน่วย บางเขต ซึ่งอยู่ในกรอบเวลาที่ทำได้และอยู่ในอำนาจ กกต. จะพิจารณาได้
"พอไม่ทำให้สิ้นสงสัย คนก็จะคิดไปว่านี่ไงมีการจัดการคะแนน มีการฮั้ว มีการโกงกันในหน่วยใช่ไหม อย่างนี้มากกว่าที่จะทำให้ลาม" เขาให้ความเห็น
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรต่อความเห็นของคนไทยบางส่วนที่ระบุว่า ต่อไปนักการเมืองไม่ต้องซื้อเสียงผู้เลือกแล้ว แค่ซื้อกรรมการได้ก็จบ
"ก็ใช่ ไม่ต้องซื้อกรรมการหมดหรอก ซื้อคนเดียว ซื้อประธาน (กปน.) คนเดียว เพราะเขาเป็นคนมีอำนาจในการเขียนคะแนน บันทึก และคีย์ลงระบบ กกต." คือคำตอบจาก ผศ.ดร.ณัฐกร
ส่วน ดร.ปรุวิชญ์บอกว่า เรื่องการจัดวาง กปน. มันไม่ใช่เพิ่งมาเกิดในปีนี้ มันถูกพูดถึงมานานแล้ว ที่พูดว่าการเลือกตั้งต้องสุจริตเที่ยงธรรม แต่ถ้า กปน. ไม่ได้เป็นมืออาชีพ เลือกข้างตั้งแต่แรกจะเป็นอย่างไร
"อย่าลืมว่า กปน. คือคนขีดคะแนนบนแผ่น ตัดสินได้ว่าจะบัตรดี-บัตรเสีย จะให้คะแนนอย่างไรในหน่วยเลือกตั้ง คนเขาพูดเรื่องซื้อเสียง-ไม่ซื้อเสียงกันตามหมู่บ้าน แต่ความจริง กปน. ใช้คนแค่ไม่กี่คนสามารถติ๊กถูกได้ เซ็นได้... มันไม่ใช่เพิ่งเกิดนะ แต่ปัญหาของครั้งนี้คือมันโจ่งแจ้งไป ขนาดเห็นของทิ้งไว้เลย" เขากล่าวทิ้งท้าย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX































