ประชาธิปัตย์: จับตาพรรค 77 ปี เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 9

วันประชุม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 ก.ค. นี้ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากสมาชิกให้เร่ง “ปฏิรูป” และ “ฟื้นฟู” พรรค

ทว่า การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคฯ และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แทนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยุติลงเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ มีเพียง 201 คน จากองค์ประชุมที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ขั้นต่ำ 250 คน โดย นายจุรินทร์ ได้ชี้แจงว่า จะต้องมีการนัดประชุมกับเลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคใหม่อีกครั้ง เพื่อเตรียมการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ การประชุมใหญ่ฯ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคฯ และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 9 ก.ค. เป็นไปด้วยการประชุมลับ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน ร่วมสังเกตการณ์การประชุมด้วย ตามข้อเสนอของนายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจาก กังวลว่า จะมีการตีความการแสดงความเห็นของสมาชิก จนทำให้สังคมเข้าใจผิดพลาด

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของการประชุมนั้น นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้ที่ประชุมงดเว้นข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 37 ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคชุดเก่า พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคฯ และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่า หากยังดำเนินการประชุมต่อไป ก็จะทำให้เกิดผลกระทบภายในพรรค ทำให้เกิดผู้แพ้-ผู้ชนะ แต่หากเลื่อนการประชุมออกไปก่อน ให้สมาชิกได้มีการพูดคุยกัน ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ชนะไปด้วยกัน เพื่อปูทางเป็นชัยชนะคู่แข่งทางการเมืองในอนาคต พร้อมยืนยันว่า การเสนอให้เลื่อนการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้คำนึงถึงท่าทีรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ เลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านแล้วจะให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นผู้นำพรรคอีกครั้ง เพียงแต่เห็นว่า หากมีการพูดคุยกันภายในพรรคให้ตกผลึกมากกว่านี้ ความขัดแย้งต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น และทำให้เกิดความร่วมมือกันภายในพรรคให้มากที่สุด แต่สุดท้ายแล้วที่ประชุม ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายองอาจ จึงทำให้ต้องดำเนินการประชุมต่อ

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคฯ เสนอต่อที่ประชุมให้งดใช้ข้อบังคับพรรคฯ ในข้อที่ 87 ที่กำหนดน้ำหนักคะแนนในการลงมติเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ 25 คน ขณะนี้ จะมีน้ำหนักคะแนนร้อยละ 70 แต่อดีต ส.ส., อดีตรัฐมนตรี, อดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, และอดีตหัวหน้าพรรคฯ จะมีน้ำหนักคะแนนเพียงร้อยละ 30 เพื่อให้องค์ประชุมมี 1 สิทธิ์ 1 เสียงเท่ากัน ซึ่งผลการลงมติปรากฏว่า สัดส่วนคะแนนมีไม่เพียงพอที่จะปรับสัดส่วนน้ำหนักคะแนน 1 สิทธิ์ 1 เสียง จึงทำให้ผลคะแนนในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ยังต้องดำเนินการต่อไปบนสัดส่วนคะแนน 70:30 ก่อนที่จะมีการพักการประชุมเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะกลับมาประชุมต่ออีกครั้งในช่วงบ่าย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นายสาธิต เปิดเผยภายหลังที่ประชุมมีมติดังกล่าวว่า จะทำให้น้ำหนักคะแนนไปขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ส.ส. ปัจจุบันของพรรคเพียง 25 คน ดังนั้น จึงอาจทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคฯ ที่จะมีสมาชิกพรรคฯ เสนอชื่อเพื่อกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ได้

สำหรับการประชุมในช่วงบ่ายนั้น ก่อนเข้าสู่การประชุมกรรมการการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำการตรวจสอบองค์ประชุมก่อนเข้าสู่กระบวนการ ปรากฏว่า มีองค์ประชุมเพียง 211 คน จากองค์ประชุมขั้นต่ำ 250 ที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ จึงทำให้ต้องยุติกระบวนการเลือกหัวหน้าพรรคฯ แต่นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคฯ ได้ร้องขอต่อที่ประชุมให้รอองค์ประชุมก่อนประมาณ 15 นาที เพื่อให้สมาชิกกลับมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง หลังมีสมาชิกส่วนหนึ่งไปเก็บกระเป๋าที่โรงแรมใกล้กับสถานที่จัดประชุม แต่เมื่อมีการนับองค์ประชุมอีกครั้งกลับเหลือองค์ประชุม 201 คน ไม่ครบองค์ประชุม ทำให้การประชุมใหญ่ฯ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคฯ และกรรมการบริหารพรรคฯ ต้องเลื่อนออกไปก่อน

ทั้งนี้ คาดว่า จะมีการประชุมในวันที่ 12 ก.ค. นี้ เพื่อยกเว้นข้อบังคับพรรค ให้เกิดการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคฯ และกรรมการบริหารพรรคฯ ชุดใหม่อีกครั้ง

ความเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารพรรคการเมืองที่มีอายุถึง 77 ปี เกิดขึ้นหลังจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการนำ ปชป. ประสบความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 โดยเหลือ ส.ส. ในสภาเพียง 25 คนเท่านั้น

ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกหัวหน้าพรรค (โหวตเตอร์) มีทั้งสิ้น 367 คน มาจาก 19 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ “เสียงมีน้ำหนักมากที่สุด” คือ ส.ส. 25 คน ซึ่งมีค่าน้ำหนักในการโหวต 70% ขณะที่โหวตเตอร์จากกลุ่มอื่น ๆ อีก 349 คน มีค่าน้ำหนักในการโหวต 30% ประกอบด้วย กก.บห.ชุดรักษาการ, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, รัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรี, อดีต ส.ส., นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.), สมาชิก อบจ. (ส.อบจ.), สมาชิกพรรคจากต่างจังหวัดที่มีสาขาพรรค, ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และอื่น ๆ

ก่อนการเลือกตั้ง กก.บห.ปชป. 11 ตำแหน่ง รวม 41 คน ซึ่งรวมถึงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. คนที่ 9 จะมาถึง บีบีซีไทยสรุปสถิติน่ารู้เกี่ยวกับพรรคสีฟ้ามาไว้ ดังนี้

  • ตกที่นั่ง “พรรคต่ำ 50” เป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์พรรค โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2535 มี ส.ส. 44 ที่นั่ง
  • ทุบสถิติมียอด ส.ส. ต่ำที่สุดเพียง 25 ที่นั่ง นับจากเคยมี ส.ส. น้อยที่สุดเมื่อ 66 ปีก่อน ในการเลือกตั้งปี 2500 จำนวน 31 ที่นั่ง
  • แพ้การเลือกตั้งติดต่อกัน 8 ครั้ง ในรอบ 31 ปี นับจากสัมผัสชัยชนะครั้งสุดท้ายในศึกเลือกตั้ง ก.ย. 2535 และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
  • “สูญพันธุ์” ใน กทม. ติดต่อกัน 2 ครั้ง
  • คะแนนมหาชน (ป็อปปูลาร์โหวต) ต่ำล้าน โดยได้เพียง 9.2 แสนเสียง ซึ่งเป็นตัวเลขตกต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ นับจากเคยมีคะแนนสูงสุด 12.1 ล้านเสียงในการเลือกตั้งปี 2550 ส่วนการเลือกตั้งปี 2562 ปชป. มีคะแนนมหาชน 3.95 ล้านเสียง
  • ถูกพรรคอื่นกินส่วนแบ่งในภาคใต้มากที่สุดถึง 5 พรรค รวม 43 ที่นั่ง แม้ ปชป. ยังครองเสียงสูงสุดในภาคใต้ แต่ก็เหลือเพียง 17 ที่นั่ง จากทั้งหมด 60 ที่นั่ง
ปชป.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์

คำบรรยายภาพ, หัวหน้าพรรค และแกนนำ ปชป. ขึ้นเวทีปราศรัยปิดก่อนเลือกตั้ง ที่ลานคนเมือง กทม. เมื่อ 12 พ.ค. 2566
CG
CG