สิทธิพลเมืองทั่วโลก ก้าวหน้า-ถดถอยอย่างไร ในปี 2567

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ตลอดปี 2567 สิทธิพลเมืองในหลายประเทศทั่วโลกได้เผชิญทั้งความก้าวหน้าที่ยกระดับให้กับพลเมืองของชาติตนเอง ขณะเดียวกันก็มีหลายภูมิภาคในโลกที่สิทธิพลเมืองเผชิญกับความท้าทายในประเด็นสำคัญ ตั้งแต่สิทธิทางการเมือง สิทธิของผู้หญิง ตลอดจนสิทธิในการมีชีวิตที่ดีในฐานะสมาชิกของสังคม
ไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม
สิทธิความเท่าเทียมของบุคคลหลากหลายทางเพศในไทยเกิดความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม หรือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ทำให้ไทยเป็นชาติแรกในอาเซียนและเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกัน
กฎหมายฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 22 ม.ค. 2568
กฎหมายนี้ใช้เวลาเดินทางกว่า 20 ปี ผ่านทั้งกระแสต่อต้านและสนับสนุน จนมาถึงวันที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 400 ต่อ 10 ในเดือน มี.ค. หลังจากรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือน ธ.ค. 2566 และ 3 เดือนหลังจากนั้นวุฒิสภาก็เห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้
กฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้ไม่เพียงมอบสิทธิให้กับบุคคลหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) แต่มาพร้อมกับหน้าที่ในฐานะคู่สมรส โดยสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ในหลายด้านจะเป็นไปตามสิทธิที่คู่สมรสได้ในกฎหมายอื่น ๆ ทันที เช่น การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน ขณะที่บางกรณี แม้จะสามารถจดทะเบียนสมรสได้แล้ว แต่ยังต้องรอการแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ ให้สอดคล้องกัน
ในวันที่ 22 ม.ค. 2568 การจดทะเบียนสมรสของคู่รัก LGBTQI+ จะถูกจัดขึ้นครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยกลุ่มบางกอกไพรด์ ระบุว่าจะมีการจัดทะเบียนของคู่รักกว่า 1,448 คู่ ขณะที่กรุงเทพมหานคร ได้ประกาศความพร้อมของสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตแล้วเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
สิทธิของผู้หญิงในตะวันออกกลางยังถดถอย
อัฟกานิสถาน
หลังจากที่ตาลีบันกลับมามีอำนาจได้ 3 ปี การปรับปรุงระบบกฎหมายของอัฟกานิสถานได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของผู้คน ตาลีบันกล่าวว่าผู้พิพากษาที่มีความเคร่งครัดมาก ๆ ของพวกเขาไม่ได้เพียงรักษากฎหมายปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังทำงานล่วงเวลาเพื่อย้อนกลับไปในอดีตและพลิกคำพิพากษาเก่า ๆ ด้วย
มีการเสนอการอุทธรณ์ฟรีให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาคดีเก่าหลายหมื่นคดีอีกครั้งภายใต้กฎหมายชารีอะห์ (กฎหมายอิสลาม) ของตาลีบัน ส่งผลผู้หญิงได้รับผลกระทบอย่างมาก การหย่าร้างที่ได้รับการอนุมัติภายใต้ระบอบเก่าบางกรณีถูกยกเลิก ทำให้ผู้หญิงต้องกลับเข้าสู่การแต่งงานที่ไม่ต้องการ และผู้พิพากษาหญิงถูกกีดกันออกจากระบบกฎหมาย
"ผู้หญิงไม่มีคุณสมบัติหรือความสามารถในการตัดสิน เพราะตามหลักชารีอะห์ของเรา การทำงานด้านตุลาการต้องการคนที่มีสติปัญญาสูง" อับดุลราฮิม ราชิด ผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์และการสื่อสารกับต่างประเทศที่ศาลสูงสุดของกลุ่มตาลีบันกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในเดือน ส.ค. กลุ่มตาลีบันได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ที่ระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อ "ส่งเสริมคุณธรรมและขจัดสิ่งเลวร้าย" ซึ่งรวมถึงการห้ามไม่ให้ผู้หญิงพูดเสียงดังในที่สาธารณะและแสดงใบหน้าเมื่ออยู่นอกบ้าน
กระทรวงคุณธรรม ซึ่งรู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ กระทรวงการส่งเสริมคุณธรรมและการป้องกันสิ่งเลวร้าย เน้นย้ำว่าไม่มีใครในประเทศที่จะได้รับการยกเว้นจากกฎหมายเหล่านี้
กฎระเบียบใหม่อนุญาตให้ "โมฮ์ตาซะบีน" (ตำรวจศีลธรรมของกลุ่มตาลีบัน) แทรกแซงชีวิตสาธารณะของชาวอัฟกัน ตั้งแต่การแต่งกาย วิธีการปรากฏตัวในที่สาธารณะ ไปจนถึงสิ่งที่กินและดื่ม
ภายใต้กฎหมายใหม่ เสียงของผู้หญิงในที่สาธารณะยังถูกมองว่าเป็น "สิ่งเลวร้าย" ข้อจำกัดใหม่ระบุว่า "เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ต้องออกจากบ้านด้วยความจำเป็น เธอจะต้องปกปิดเสียง ใบหน้า และร่างกายของเธอ"
อิหร่าน
2 ปีผ่านไปนับตั้งแต่การเสียชีวิตของมาห์ซา อามีนี ในวัย 22 ปี หลังจากเธอตกอยู่ในอาการโคม่าขณะถูกควบคุมตัวโดยตำรวจ เหตุการณ์นั้นนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วอิหร่าน
ปัจจุบันผู้หญิงจำนวนมากยังคงท้าทายกฎการแต่งกายอันเข้มงวดของประเทศ แต่การกลับมาของตำรวจศีลธรรมบนท้องถนนและบทลงโทษใหม่สำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎ ทำให้ทางการอิหร่านพยายามรื้อฟื้นการควบคุมการแต่งกายของผู้หญิงอีกครั้ง
หลังจากหยุดการลาดตระเวนของตำรวจศีลธรรมชั่วคราวในช่วงหลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามีนี ตำรวจศีลธรรมของอิหร่านก็กลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2566 กล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับผู้หญิงที่ไม่สวมฮิญาบได้ถูกติดตั้งบนถนนและระบบขนส่งสาธารณะ
รถยนต์ที่มีคนขับหรือผู้โดยสารผู้หญิงที่ไม่คลุมผมสามารถถูกยึดได้ และมีกฎว่าจะเพิ่มโทษจำคุกและค่าปรับสำหรับผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ฝ่าฝืนระเบียบการแต่งกาย
ผู้ที่แต่งกาย "ไม่เหมาะสม" อาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี โดยมีการตกลงกันว่าจะมี "การทดลอง" เป็นเวลา 3 ปี แต่ขณะนี้การบังคับใช้ได้ถูกระงับชั่วคราวหลังจากถูกคัดค้านโดยคณะมนตรีพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประเทศ

ที่มาของภาพ, REUTERS
เบลเยียมมอบสิทธิผู้ให้บริการทางเพศ ลาคลอดได้-มีบำนาญ ครั้งแรกของโลก
เบลเยียมได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งถือเป็นฉบับแรกของโลก โดยนับแต่นี้ไป ผู้ให้บริการทางเพศจะมีสัญญาจ้างงานที่เป็นทางการ, มีประกันสุขภาพ, มีเงินบำนาญจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ทั้งยังสามารถลาคลอดและลาป่วยได้ด้วย ซึ่งไม่แตกต่างจากคนทำงานในสายอาชีพอื่น ๆ
การออกกฎหมายดังกล่าว เป็นผลมาจากการชุมนุมประท้วงนานหลายเดือนของเหล่าผู้ให้บริการทางเพศเมื่อปี 2565 เนื่องจากขาดการช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐ ในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19
สหภาพระหว่างประเทศของผู้ให้บริการทางเพศ (IUSW) ประมาณการว่า ในปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ให้บริการทางเพศอยู่ราว 52 ล้านคน แต่ที่เบลเยียมเพิ่งมีการรับรองอาชีพนี้ให้ถูกกฎหมายในปี 2565 ส่วนประเทศที่ทำแบบเดียวกันก็มีอยู่อีกหลายประเทศ ตัวอย่างเช่นตุรกีและเปรู ทว่าการมอบสิทธิด้านแรงงานให้กับคนกลุ่มนี้ เบลเยียมจัดว่าเป็นประเทศแรกของโลก

ที่มาของภาพ, UTSOPI
เนเธอร์แลนด์แก้กฎหมายอาชญากรรมทางเพศ ปรับนิยามการข่มขืนใหม่
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศและการล่วงละเมิดทางเพศในเนเธอร์แลนด์ได้รับการคุ้มครองที่ดียิ่งขึ้นภายใต้กฎหมายอาญาว่าด้วยอาชญากรรมทางเพศของเนเธอร์แลนด์ (Dutch Sexual Offences Act) ที่ช่วยให้ผู้เสียหายสามารถแจ้งความกรณีการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศในพฤติกรรมที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการใช้การบังคับข่มขู่อีกต่อไป
กฎหมายฉบับนี้ เปลี่ยนแปลงการใช้คำจำกัดความของการข่มขืนตามความยินยอม และยกเลิกข้อกำหนดในการตัดสินโทษที่ว่าการข่มขืนจะต้องเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางร่างกาย การข่มขู่ หรือการบังคับขืนใจ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แด็กมาร์ เอาด์ชอร์น ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เนเธอร์แลนด์ เผยว่า เนเธอร์แลนด์ได้ดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ล้าสมัย และรับรองว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอมถือเป็นการข่มขืน นี่เป็นก้าวสำคัญในการป้องกันและต่อสู้กับความรุนแรงทางเพศ และปรับปรุงการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับผู้เสียหาย
"การผ่านกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ นับเป็นชัยชนะที่รอคอยมานานสำหรับผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศ และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการรณรงค์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมานานหลายปีของนักกิจกรรมและกลุ่มผู้เสียหาย"
กฎหมายใหม่ยังได้ทำให้การล่วงละเมิดทางเพศในที่สาธารณะที่รวมถึงสถานที่ทางกายภาพและโลกออนไลน์เป็นอาชญากรรม นอกจากนี้ การล่อลวงทางเพศต่อเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือการสนทนาทางแชทที่มีเนื้อหาทางเพศจะถือเป็นการกระทำที่ได้รับการลงโทษ
ฮ่องกงออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ - นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยถูกจำคุก 47 คน
เดือน มี.ค. สภานิติบัญญัติฮ่องกง ผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ที่เรียกว่า "มาตรา 23" (Article 23) ถือเป็นกฎหมายความมั่นคงฉบับที่สอง ต่อจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ที่บังคับใช้โดยจีนเมื่อปี 2563
กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ "มาตรา 23" ได้ขยายขอบเขตการกระทำความผิดจากกฎหมายฉบับเดิมที่ระบุให้การแบ่งแยกดินแดน การล้มล้าง ก่อการร้าย และการสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ เป็นสิ่งผิดกฎหมายอยู่แล้ว
แต่ในมาตรา 23 ได้เพิ่มการกระทำผิดอีกหลายการกระทำ ได้แก่ การแทรกแซงจากภายนอก การก่อกบฏและจลาจล ยุยงปลุกปั่น การจารกรรมและเปิดเผยความลับของรัฐ และการก่อวินาศกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต
นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดทางให้มีการพิจารณาคดีแบบปิดลับ รวมถึงมอบอำนาจให้ตำรวจคุมขังผู้ต้องสงสัยได้นานถึง 16 วันโดยไม่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหา และองค์กรและบริษัทต่าง ๆ อาจถูกห้ามดำเนินงานในฮ่องกงได้ หากพบว่า "ทำงานให้กับกองกำลังต่างชาติ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองในฮ่องกงในปีนี้ ยังรวมถึงการตัดสินคดีของศาลสูงสุดฮ่องกงที่พิพากษาจำคุกนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจำนวน 45 คน เป็นเวลา 10 ปี ในคดีความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อเดือน พ.ย.
นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยทั้งหมด 47 คนถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาร่วมกันกระทำการล้มล้างระบอบการปกครองในปี 2564 ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึงตลอดชีวิต
การกระทำที่นำมาสู่การดำเนินคดี คือการจัดการเลือกตั้งขั้นต้นที่ไม่ได้รับรองในปี 2563 เพื่อเลือกผู้สมัครฝ่ายค้านสำหรับการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ โดยอัยการกล่าวหานักเคลื่อนไหวว่า ได้วางแผนที่จะทำให้รัฐบาลฮ่องกงล้มเหลวโดยการกระทำที่อาจสร้างความวุ่นวายหากพวกเขาถูกเลือกตั้งเข้าไป
เมียนมาประกาศใช้กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารพลเรือนชาย-หญิง
เดือน ก.พ. รัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งเข้ายึดอำนาจมาตั้งแต่ปี 2564 ประกาศใช้กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารแก่พลเรือนชายและหญิง กำหนดข้อบังคับให้ชายที่มีอายุ 18-35 ปี และหญิงอายุ 18-27 ปี ต้องเข้ารับใช้ชาติเป็นเวลา 2 ปี
แม้มีการต่อต้านอย่างหนักและมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญว่า การเกณฑ์ทหารอาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศรุนแรงขึ้น แต่เผด็จการทหารยังคงเดินหน้าต่อไป และการฝึกทหารครั้งแรกเริ่มขึ้นในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา
นับจากรัฐประหารปี 2563 ซึ่งโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของ ออง ซาน ซู จี คณะรัฐประหารต้องเผชิญกับการลุกฮือจากผู้คนหลากหลายกลุ่มที่ยกระดับเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ
ปี 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนเมื่อกองทัพเผชิญกับภาวะท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อระบอบทหาร ส่งผลให้ประชากร 2 ใน 3 ของประเทศตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน
คนรุ่นใหม่ชาวเมียนมาจำนวนมากใช้มาตรการรุนแรงเพื่อต่อต้านคำสั่งเกณฑ์ทหาร ชายเมียนมาวัย 20 ปีจากกรุงย่างกุ้งรายหนึ่ง ซึ่งถูกเกณฑ์ทหารและเข้ารับการฝึกเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมกับคนอื่น ๆ อีก 30 คน เปิดเผยว่าการฝึกนั้นทรหดมาก และพวกเขาถูกขู่ว่าถ้าใครพยายามหลบหนี จะถูกเผาบ้าน
นอกจากนี้ชาวเมียนมาหลายคนยังหลบหนีสงครามเข้ามาในไทย และลงเอยด้วยการเป็นแรงงานค่าจ้างต่ำ เจ้าหน้าที่ของทางการไทยเข้มงวดมากขึ้นในการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย และตอนนี้หลายคนต้องเผชิญกับการเนรเทศหากถูกจับได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
คดี 112 ในไทย ศาลตัดสินจำคุก "อานนท์ นำภา" คดีที่ 6 รวมโทษจำคุกแล้ว 18 ปี 10 เดือน 20 วัน
เป็นเวลากว่า 1 ปี 3 เดือน ที่นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมทางการเมือง วัย 40 ปี และแกนนำกลุ่ม "ราษฎร" ที่นำการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในช่วงปี 2563-2564 ถูกจองจำอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
26 ก.ย. 2566 คือวันที่ศาลอาญาพิพากษาโทษจำคุกต่ออานนท์ในคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นคดีแรก หลังจากถูกตัดสินความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ร่วมกันมั่วสุมชุมนุม ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เป็นเวลา 4 ปี ปรับ 20,000 บาท โดยไม่รอลงอาญา จากการจัดชุมนุมและปราศรัยในการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 14 ต.ค. 2563 หรือ #ม็อบ14ตุลา63
หลังจากนั้น ศาลชั้นต้นได้ตัดสินจำคุกอานนท์ รวมอีก 5 คดี ได้แก่ คดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊ก จำคุก 4 ปี, คดีปราศรัยใน ม็อบแฮร์รีพอตเตอร์ 2 จำคุก 2 ปี 20 วัน, คดีโพสต์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของกษัตริย์ จำคุก 4 ปี, คดีชุมนุมราษฎรสาส์น โพสต์จดหมายข้อความถึงกษัตริย์ จำคุก 2 ปี และล่าสุด ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อ 19 ธ.ค. 2567 คือ คดีชุมนุม "ม็อบแฮร์รีพอตเตอร์ 1" เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 โดยศาลตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า นอกจาก 6 คดีนี้แล้ว ยังมีคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่อานนท์ ถูกลงโทษจำคุก 2 เดือนด้วย ทำให้ปัจจุบันอานนท์มีโทษจำคุกรวมแล้ว 18 ปี 10 เดือน 20 วัน
ทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา ยังไม่มีคดีใดสิ้นสุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (UN Working Group on Arbitrary Detention) กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ให้ความเห็นในกรณีการคุมขังภายใต้มาตรา 112 ของ อานนท์ นำภา สืบเนื่องมาจากคดีการปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และคดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊กว่า "การควบคุมตัวในกรณีดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ ขัดกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ"
บันทึกสถิติทางคดีของคดี 112 จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึง 30 พ.ย. 2567 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแล้วอย่างน้อย 1,960 คน จาก 1,310 คดี และมีผู้ต้องขังคดีการเมืองอย่างน้อย 33 คน
สำหรับข้อหา "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศูนย์ทนายฯ ระบุว่ามีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 276 คน ในจำนวน 308 คดี (จำนวนนี้อย่างน้อย 162 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ)
ส่วนความคืบหน้าล่าสุดของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ประชุม สส. พรรคเพื่อไทย (พท.) มีมติให้เสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทางการเมือง โดยไม่มีการนิรโทษความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งไปประกบกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 4 ฉบับ ที่รอการพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร











