4 ปีผ่านพ้น สำรวจชะตากรรมแกนนำม็อบคนรุ่นใหม่ที่ “สถานการณ์คนที่อยู่ในเรือนจำแย่กว่าสมัยประยุทธ์”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, (จากซ้าย) ภาณุพงศ์ จาดนอก, พริษฐ์ ชิวารักษ์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ อานนท์ นำภา ทั้งหมดเคยเป็นแกนนำการชุมนุมเมื่อ 4 ปีก่อน และยังเผชิญกับคดีมากมายจนถึงตอนนี้
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา ในช่วงปี 2563-2564 ถือเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์การชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดของไทย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารปี 2557

แต่จนถึงตอนนี้ แกนนำจำนวนมากกำลังเผชิญคดีทางการเมือง และอย่างน้อย 37 คนอยู่ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ ขณะที่บางส่วนเลือกเดินทางออกนอกประเทศหรือลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอื่น โดยพวกเขาส่วนหนึ่งให้คำนิยามว่าสถานการณ์นักโทษทางการเมืองยังไม่ดีขึ้น แม้ไทยผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วปีกว่า และมีรัฐบาลพลเรือนแล้วก็ตาม

บีบีซีไทยสำรวจว่า 4 ปีผ่านไป แกนนำการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ต่างแตกฉานซ่านเซ็นอยู่ที่ใด และพวกเขามีความคาดหวังเช่นไรต่อประเด็นการนิรโทษกรรม

“ไมค์ ระยอง” เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแคนาดา

.

ที่มาของภาพ, HANDOUT/PANUPONG MANEEWONG

ภาณุพงศ์ จาดนอก (มะณีวงษ์) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ไมค์ ระยอง” ครั้งหนึ่งเคยเป็นแกนนำการประท้วงในนามกลุ่มราษฎรช่วงปี 2563-2564 จากนั้นตกเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 รวมถึงคดีอื่น ๆ ทั้งหมด 43 คดี เขาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยจากแคนาดาผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยเสื้อไหมพรมสีน้ำตาลและท่าทีที่ค่อนข้างดูผ่อนคลาย

เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เขาถูกศาลอาญารัชดาออกหมายจับ เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วว่าไมค์ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีละเมิด ม.112 และละเมิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ในครั้งนั้น เขาโต้ตอบศาลด้วยการโพสต์เฟซบุ๊กว่า “...คุกเคยเข้าแล้ว แต่ขอเลือกวันเข้าด้วยตัวเอง...”

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ภาณุพงศ์ขอสงวนไม่บอกข้อมูลการเดินทางจากไทยไปยังประเทศทางอเมริกาเหนือ แต่บอกว่าเพิ่งมาถึงที่นี่ได้ไม่นานและอยู่ระหว่างการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในฐานะผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent Residence)

“ผมประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงกับตัวเองเยอะมาก ว่าจะไปเจออะไรบ้างในทางข้างหน้า” เขาเล่าย้อนกลับไปช่วงเดินทางออกจากประเทศไทย

“ก่อนที่ผมจะออกมา ผมมีความหวั่นใจพอสมควรว่าจะถูกอุ้มหาย จากกระบวนการที่เราทราบกันดีว่ามันเคยเกิดขึ้นกับนักกิจกรรมไทยหลาย ๆ คน หลาย ๆ ท่าน ก็เลยมีการเตรียมพร้อมกับตัวเองในการบันทึกวิดีโอไว้ แล้วสั่งเสียกับคนสนิทไว้ว่าหากวันหนึ่งไม่สามารถติดต่อได้ ให้รู้เลยว่าเราถูกอุ้มหายไปแล้ว”

Anti-government protester Panupong Mike Jadnok confronts a policeman at the Ministry of Finance as demonstrators denounced Prime Minister Prayut Chan-O-Cha for allegedly neglecting to provide economic aid for the Thai people during the Covi-19 coronavirus epidemic in Bangkok on January 22, 2021.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาณุพงศ์เผชิญหน้ากับตำรวจในการชุมนุมประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน้ากระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2564

เขาบอกว่าได้บันทึกวิดีโอสั่งลาไว้หลายอัน ไม่ว่าจะเป็นการบอกลาแม่ มวลชน คนที่รักเคารพนับถือ หรือแม้กระทั่งตัวเอง รวมถึงวางแผนบันทึกนาทีสุดท้ายของชีวิต หากเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตัวเองขณะเดินทางไปยังประเทศแคนาดา

“ก็อยากจะทําทุกอย่างให้มีหลักฐานกับตัวเองหรือเพื่อที่จะชี้ตัวฆาตกร ถ้าสมมติว่ามันเป็นวินาทีสุดท้ายของชีวิต มันก็ต้องเป็นประโยชน์กับใครหลาย ๆ คนที่เขายังสู้อยู่หรือได้เสียชีวิตไปแล้ว”

“ไมค์มีสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิตตัวเองก็คือแม่ แม่ผมก็อายุ 60 ปีแล้ว ก็เลยตัดสินใจย้ายถิ่นฐานออกมาจากประเทศไทย เพื่อความสบายใจของคนรอบข้าง” เขาตอบ เมื่อบีบีซีไทยสอบถามถึงเหตุผลการเดินทางออกนอกประเทศในครั้งนี้

เขากล่าวต่อว่าในวันที่ม็อบซาลง ตัวเองได้หันมามองคนรอบข้าง และพบว่าแม่ทุกข์ใจอย่างหนักเมื่อต้องเห็นลูกชายถูกดำเนินคดีจำนวนมากจากการแสดงออกทางการเมืองและไม่มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความยุติธรรมได้ รวมถึงไม่สามารถทำใจได้หากต้องเห็นลูกชายกลับไปอยู่ในเรือนจำจนกระทั่งบั้นปลายชีวิตของผู้เป็นแม่

“พูดแบบภาษาชาวบ้าน ถ้าวันที่แม่ตาย แล้วเราอยู่ในคุกเนี่ย เราจะได้ลาแม่ไหม ? เทียบกับการไปอยู่ต่างประเทศ เรายังได้อยู่กับแม่ในวินาทีสุดท้ายถึงจะผ่านโทรศัพท์ก็ตาม”

เมื่อสอบถามว่าเหตุใดจึงมานึกถึงคนรอบข้างในตอนนี้ ภาณุพงศ์ยืนยันว่าตนเอง “ไม่ได้ต้องการจะหนี” ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของเขาและเพื่อน ๆ ก็เป็นการเรียกร้องรัฐสวัสดิการให้มวลชนและคนรอบตัวมาโดยตลอด ใช่ว่าเป็นการเรียกร้องให้ตนเองได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว

“การตัดสินใจครั้งนี้มันยากมาก ๆ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของแม่ตอนที่บอกว่าตัดสินใจจะทำอะไร ก็รู้สึกว่า ตัดสินใจถูกแล้ว นี่เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่อยากรักษาไว้” ไมค์ในวัย 28 ปี กล่าว

“เราไม่ได้มีใจที่จะมาสุขสบายแล้วเห็นเพื่อนอยู่ในความลำบาก แต่ถ้าเราไม่ตัดสินใจแบบนี้ คนที่ลำบากมากที่สุดคือแม่ของเรา คนรอบข้างของเราที่เขาจะต้องทนทุกข์กับการที่เห็นเราผ่านกระจกใส ๆ มองตากัน น้ำตาก็ไหลอยู่ตลอดเวลา นั่นคือความเจ็บปวด นั่นคือความจำเป็นที่เราตัดสินใจแบบนี้”

ยืนยันว่าหากย้อนเวลากลับไป ก็เคลื่อนไหวเช่นเดิม

.
คำบรรยายภาพ, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้รับการประกันตัวชั่วคราว และมีคดีติดตัวมากกว่า 20 คดีจากการชุมนุม

“สำหรับเราก็เคยมีคิดบ้างว่าใน alternative life จะมีชีวิตแบบไหนนะ ถ้าชีวิตฉันไม่เป็นแบบนี้ แล้วมันจะเป็นอย่างไรนะ” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง วัย 26 ปี จากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผู้มีคดี 112 และอื่น ๆ รวมกัน 23 คดีติดตัว กล่าวกับบีบีซีไทย

ทุกคนจดจำผู้หญิงคนนี้ได้จากการประกาศข้อเรียกร้องทะลุเพดาน 10 ข้อ ระหว่างการปราศรัยในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อปี 2563

ปัจจุบันเธอเป็นนักศึกษาปริญญาโท สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ด้วยความตั้งใจจะหาเครื่องมือและวิธีการใหม่ ๆ เพื่อสานต่อความเคลื่อนไหวของเธอและเพื่อน ๆ เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากในตอนนี้การเคลื่อนไหวเช่นเดิมทำได้ยากขึ้น ด้วยเงื่อนไขการให้ประกันตัวต่าง ๆ ของศาล รวมถึงบรรยากาศการเมืองของมวลชน

“พอได้มาเรียนมหิดลแล้วมันก็จี๊ดใจ เพราะส่วนตัวเลยอยากเรียนดุริยางคศิลป์เพราะเล่นดนตรีมาก่อน” เธอกล่าวยิ้ม ๆ

“ย้อนกลับไปถามตัวเองว่าทำไมเลือกทางนี้ ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือเสียใจ แต่อาจมาคิดบ้างในลักษณะแวบคิดเล่น ๆ เพราะช่วงที่ผ่านมานี้มีความเครียดสะสมจากการเคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงคดีความต่าง ๆ แต่กลับมาปัจจุบันว่าชีวิตเราเป็นอย่างนี้ แล้วเราเสียใจไหมที่รุ้งในวันนั้นทำให้รุ้งเป็นอย่างนี้ในวันนี้ ก็ไม่นะ เราค่อนข้างชอบตัวเองในตอนนั้นทีเดียว อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นมันย่อมดีอยู่แล้ว ไม่ควรคิดว่าจะกลับไปแก้ไขอะไร แต่คิดไปข้างหน้าว่าเราจะเดินหน้าต่ออย่างไร นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คิดเรียนต่อ ป.โท” ปนัสยา กล่าว

เมื่อสอบถามว่าเหตุใดเธอจึงเลือกเผชิญหน้าคดีความต่าง ๆ อยู่ในประเทศไทย เธอหัวเราะแล้วบอกว่า หากตอบเอาขำ ๆ ก็คงเป็นเพราะทิ้งแมวและหนูแกสบี้ไม่ได้เลยสักตัว แต่เหตุผลจริง ๆ คือรู้สึกว่าพ่อแม่เริ่มมีอายุมากขึ้นแล้ว จึงไม่อยากอยู่ห่างจากพวกเขาไป แต่เธอเข้าใจเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ตัดสินใจเลือกเดินทางออกนอกประเทศในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นไมค์ หรือ เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำการชุมนุมที่มีคดีความมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันได้ทุนศึกษาต่อในต่างประเทศและไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ท่ามกลางหมายจับและคดีความต่าง ๆ มากมาย

“เรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ว่าใครจะเลือกทางไหน ความคิด อุดมการณ์ที่เราเคยมีร่วมกัน มันยังคงมีอยู่ อยู่ที่ไหนก็ขับเคลื่อนได้ทั้งนั้น เอาที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและดำเนินชีวิตต่อได้ การเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ละคนก็มีหน้าที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ลูก หน้าที่การเป็นนักเรียน เป็นน้องของใครสักคน หรือเป็นเจ้าของแมวบางตัว”

ขณะที่ไมค์บอกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวเช่นเดิม

“นักกิจกรรมทุกคนรับรู้ความเสี่ยงว่ามีต้นทุนที่ต้องจ่าย ทุกคนทราบดีว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่สิ่งสําคัญที่สุดคือ หากวันนี้เราไม่เริ่มต้นกับการต่อสู้ แล้วเมื่อไหร่การเปลี่ยนแปลงมันจะเกิดขึ้น”

เขาบอกด้วยว่าการเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ผู้คนกล้าวิพากษ์สถาบันมากขึ้น รวมถึงตระหนักในเรื่องสิทธิและเสรีภาพด้านต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งเขามองว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง แม้ยังไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในเชิงโครงสร้างก็ตาม

การเคลื่อนไหวของม็อบคนรุ่นใหม่ สูญเปล่าหรือไม่ ?

Thai anti-government protesters march with inflatable rubber ducks during an anti-government protest at the 11th Infantry Regiment, the headquarters of the King's Guard regiment in Bangkok, Thailand, 29 November 2020. (Photo by Anusak Laowilas/NurPhoto via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงเดินขบวนพร้อมเป็ดยางเป่าลมระหว่างการชุมนุมประท้วงรัฐบาลหน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563

“จะเรียกว่าสูญเปล่ามันก็คงไม่ได้ แต่อยากจะเรียกว่ามันได้ส่งมรดกที่สำคัญให้กับการเมืองไทย” รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยและบอกว่า สิ่งที่เขาเห็นช่วงก่อนการเลือกตั้งเดือน พ.ค. 2566 คือพรรคการเมืองต่าง ๆ สืบทอดหรือรับลูกการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในปี 2563-2564

ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด พรรคการเมืองหลายพรรคหาเสียงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ปิดสวิตช์ สว. และระบอบประยุทธ์ รวมถึงเสนอแก้ไขมาตรา 112 เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับ 3 ข้อเรียกร้องหลักของผู้ชุมนุมที่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกและยุบสภา ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่

นอกจากนี้ นี่ยังถือเป็นครั้งแรกที่เห็นนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน หลังสิ่งที่ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ จากธรรมศาสตร์เรียกว่า “ฉันทมติภูมิพล (the Bhumibol consensus)” เริ่มสั่นคลอนลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนผลัดรัชสมัย

“ความสั่นคลอนที่สั่งสมมาทำให้เกิดการตั้งคำถามระหว่างสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ” รศ.ดร.ยุกติ ระบุ

.
คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์

เขามองว่าการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดนั้น หากกลับไปอ่านคำประกาศของคณะรัฐประหารก็จะพบว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการลงมือกระทำการยึดอำนาจคือการอ้างว่า เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

“โดยเฉพาะการรัฐประหารปี 2557 ที่นำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้นำความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการสถาปนาอำนาจของพระมหากษัตริย์ในลักษณะที่ผมคิดว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันฯ กับประชาชนในลักษณะใหม่ ในลักษณะที่พระมหากษัตริย์มีความเป็นอิสระหรือมีความเป็นเอกชนมากขึ้น ทั้งจากสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติอย่างชัดเจน มีความเป็นหน่วยงานของรัฐมากขึ้น อย่างเมื่อก่อนการจะทำอะไรก็ต้องมีผู้สนองพระบรมราชโองการ แต่ในตอนนี้เราเห็นพระบรมราชโองการจำนวนมากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยที่ไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”

อาจารย์ด้านสังคมวิทยาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือผู้รับผิดชอบ การไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ทำให้เกิดความเสี่ยงว่าหากพระบรมราชโองการไปก่อความเสียหายต่อประชาชน แล้วกลายเป็นว่าพระมหากษัตริย์จะกระทำการบางอย่างที่พระองค์ทรงต้องรับผิดชอบเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะที่ละเมิดมิได้ ถูกฟ้องร้องมิได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการ The king can do no wrong ที่หมายถึงพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรผิด เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรเลย ดังนั้นผู้รับสนองพระบรมราชโองการจึงเป็นผู้ต้องรับผิดชอบ

PATTAYA, THAILAND - JULY 22: Supporters of Thailand's Move Forward Party listen to a speech by party leader, Pita Limjaroenrat on July 22, 2023 in Pattaya, Thailand. Pita Limjaroenrat, leader of Thailand's Move Forward Party, greets supporters during a rally at Jomtien Beach in Pattaya, Thailand. Though Pita's party received the biggest share of the popular vote, his pathway to the prime ministership was blocked after the criminal court accepted a case alleging his election ineligibility and lawmakers denying him chance to stand for a second vote. (Photo by Lauren DeCicca/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลกำลังฟังการปราศรัยหาเสียงที่พัทยา ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566
.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งปี 2566 แต่จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ

รศ.ดร.ยุกติ กล่าวว่า หากพิจารณาผลการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ได้สะท้อนแล้วว่าประชาชนจำนวนมากต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง โดยส่วนหนึ่งผ่านการสั่งสมตั้งแต่ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาจนกระทั่งความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วง 4 ปีก่อน ซึ่งเขามองว่าอิทธิพลทางความคิดเหล่านี้ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

31 ม.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสั่งยุติการกระทำ ซึ่งนำไปสู่คำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ใน “คดีล้มล้างการปกครอง”

“ผมคิดว่าสิ่งนี้ทำให้เราเห็นการยุบพรรคเพื่อปกป้องสถาบันฯ ซึ่งสอดคล้องกับการรัฐประหารในช่วง 2 ครั้งหลังที่ผ่านมา มันทำให้เห็นความพยายามของชนชั้นนำไทยที่พยายามขีดเส้นความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันฯ กับประชาชนแบบใหม่ โดยชนชั้นนำที่นำโดยทหารและองค์กรอิสระได้สร้างขีดเส้นความสัมพันธ์แบบใหม่ ที่ทำให้สถาบันฯ ก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่การเมืองของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาได้เพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ ทำให้องค์กรอิสระหลุดลอยออกไปจากอำนาจของประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ และถึงตอนนี้เอง องค์กรอิสระก็ยังเป็นมรดกของคณะรัฐประหารอยู่ ดังนั้นอำนาจเผด็จการจึงฝังตัวอย่างถูกต้องตามกฎหมายในการเมืองไทย” อาจารย์จาก มธ. กล่าว

เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่ากลุ่มชนชั้นนำพยายามสร้างบรรยากาศการเมืองไทยให้ย้อนกลับไปราวปี 2520 ที่พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง เนื่องจากพรรคขนาดใหญ่ไม่ได้คุมอำนาจในรัฐสภาได้เบ็ดเสร็จ เช่น พรรคเพื่อไทยในขณะนี้ที่ตั้งรัฐบาลผสม ขณะที่พรรคก้าวไกลซึ่งถูกยุบไปนั้นได้เกิดใหม่เป็นพรรคประชาชนและกลายเป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้านที่ยังเผชิญมรสุมคดีทางการเมือง

“ผู้มีอำนาจนำพยายามเป็นลูกพี่ใหญ่และเป็นพี่เลี้ยงทางการเมือง โดยสร้างสภาวการณ์ให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีกัน และไม่สามารถให้ใครเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจนำได้ พอเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 มันเกิดฉันทานุมัติใหม่ แต่ฉันทานุมัตินั้นกลับถูกล้มโดยการรัฐประหารปี 2549 และชัดที่สุดคือการรัฐประหารปี 2557 ดังนั้นทั้งจากรัฐธรรมนูญปี 2560 กลไกการเลือกตั้ง อำนาจ สว. และอำนาจขององค์กรอิสระ มันทำให้อำนาจทางการเมืองไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะต่อรองอะไรได้” รศ.ดร.ยุกติ ระบุ

4 ปีผ่านไป แกนนำการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ แตกฉานซ่านเซ็นอยู่ที่ใด ?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 บริเวณสี่แยกปทุมวัน

ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ในปี 2567 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองรวมกันอย่างน้อย 37 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 ทั้งหมด 25 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 22 คนที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี เช่น ทนายอานนท์ นำภา หนึ่งในแกนนำกลุ่มราษฎร และ โสภณ หรือ เก็ท สุรฤทธิ์ธำรง จากกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งอยู่ในเรือนจำมากกว่า 1 ปีแล้ว โดยพวกเขายื่นขอประกันตัวชั่วคราวอยู่ตลอด แต่ศาลระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม และเมื่อราว 5 เดือนก่อน เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักกิจกรรมทางการเมืองจากกลุ่มทะลุวัง ก็เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง

หากไม่นับรวม ไมค์ ภาณุพงศ์ และ เพนกวิน พริษฐ์ ที่เพิ่งมีรายงานว่าเลือกเดินทางออกนอกประเทศ ก่อนหน้านี้พบว่ามีแกนนำผู้ชุมนุมจำนวนมากที่เลือกเส้นทางนี้ เช่น ทัตเทพ หรือ ฟอร์ด เรืองประไพกิจเสรี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเยาวชนปลดแอก รวมถึง เมลิญณ์-สุพิชฌาย์ ชัยลอม และ เบญจมาภรณ์ หรือ พลอย นิวาส อดีตสมาชิกกลุ่มทะลุวัง เป็นต้น

รุ้งยอมรับว่าการเคลื่อนไหวแบบเดิมในปัจจุบันทำได้ยากขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าศาลก็เร่งรัดพิจารณาคดีความต่าง ๆ ท่ามกลางคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมในหลายประเด็น แต่ที่แย่กว่านั้นคือสถานการณ์ของผู้ที่ถูกคุมขังจากคดีทางการเมือง แม้ผลัดชุดมาเป็นรัฐบาลจากพลเรือนแล้วก็ตาม

“สถานการณ์คนที่อยู่ในเรือนจำแย่กว่าสมัยประยุทธ์ อยากตบปากตัวเอง เพราะไม่ชอบ คือไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย” รุ้งบอก “พวกเขาต่างยื่นประกันอย่างต่อเนื่อง ซ้ำไปซ้ำมา และก็ได้เหตุผลแบบเดิมว่ามีพฤติกรรมเกรงว่าจะหลบหนี ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นไรหากใครที่คิดจะไปหรือใครคิดที่จะสู้อยู่ที่นี่”

.
คำบรรยายภาพ, นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม ยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้านนายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม ยืนยันว่าการที่มีผู้ต้องหาคดีทางการเมืองบางรายเดินทางออกนอกประเทศไปนั้นไม่มีผลต่อการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในเรือนจำ

“ไม่ได้นำปัจจัยของคดีอื่น หรือจำเลยผู้อื่นมาพิจารณา แต่จะพิจารณาคำร้องของแต่ละรายไป” เขาบอก

“การปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ” นายรัฐวิชญ์ ยืนยัน

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้ว่าในคดีอาญาทุกคดีนั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิด ก็ถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งตรงนี้ในการพิจารณาของศาลก็มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญารับรองไว้ว่ามีเหตุใดบ้างที่ศาลจะไม่ให้ประกัน (มาตรา 108/1) ซึ่งมีอยู่ 4-5 ประการ อย่างเช่นว่าปล่อยชั่วคราวไปแล้วจำเลยจะหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือว่าไปก่อให้เกิดความเสียหาย หรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือเหล่านี้ เป็นต้น”

นอกจากนี้ โฆษกศาลยุติธรรมยังยืนยันด้วยว่าศาลไม่ได้เร่งรัดการพิจารณาคดีแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบเวลาที่ระบุไว้ในกฎหมายและระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

Police water cannon truck sprays at protesters during the demonstration in Bangkok on August 29, 2021. Protesters demanding Thailand's Prime Minister, Prayut Chan-o-cha steps down and the government be held accountable for its gross mismanagement of the Covid-19 pandemic. (Photo by Chaiwat Subprasom/NurPhoto via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตำรวจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2564

ในอีกมุมหนึ่ง รศ.ดร.ยุกติ มองว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการปราบปรามการเคลื่อนไหวของประชาชนในระยะสั้น โดยอาศัยกลไกระบบยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย การห้ามวิจารณ์ศาล หรือห้ามละเมิดอำนาจศาล รวมไปถึงโครงสร้างอำนาจของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน

“เป็นกลไกที่ทำให้การปราบปรามประชาชนดูมีความชอบธรรม ดูมีอารยะสูงกว่าการปราบปรามประชาชนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยคนเสื้อแดงที่เคยถูกล้อมยิง ล้อมปราบ ขณะที่กลุ่มเยาวชนนักศึกษาคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกกระทำรุนแรงเช่นนั้น แม้เคยมีการใช้กระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงเท่ากับการใช้กระสุนจริงที่ใช้ปราบคนเสื้อแดง ประเด็นก็คือการใช้กลไกทางกฎหมาย มันทำให้การต่อสู้ของประชาชนยากยิ่งขึ้น หรือมันทำให้การอธิบายกับสังคมนานาชาติทำได้ง่ายขึ้นว่านี่คือการนำเขาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายนะ ”

“แต่ความสำเร็จ [ในการปราบปรามประชาชน] จะประเมินอย่างไร” อาจารย์จาก มธ. ตั้งคำถาม “ก็ต้องประเมินใน 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือต้นทุนของรัฐเองที่นำเอาสถาบันสูงสุดมาเป็นขั้วตรงข้ามกับประชาชน ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก อีกด้านหนึ่งคือการทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมันเป็นต้นทุนต่อความเชื่อมั่นของความยุติธรรม”

ขณะที่นายรัฐวิชญ์ ยืนยันว่าศาลยุติธรรมพิจารณาและพิพากษาคดีโดยยึดถือว่าต้องให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นโจทก์ จำเลย หรือผู้เสียหาย

“ในการพิจารณาของศาลนั้น นอกจากยึดตามหลักฐานพยานที่เข้าสู่สำนวนแล้ว ศาลก็ใช้ดุลยพินิจให้เกิดความเป็นธรรมภายใต้กฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ในแต่ละข้อหาหรือแต่ละมาตราที่โจทก์ฟ้องมา” เขาระบุ

ความคาดหวังต่อประเด็นนิรโทษกรรม

ปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรรับทราบรายงานผลการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเผชิญ “โรคเลื่อน” มาหลายครั้ง ทั้งที่เป็นเพียงวาระรับทราบและรับรองรายงาน ไม่ใช่พิจารณาร่างกฎหมาย

ในรายงานฉบับดังกล่าวของ กมธ. จัดให้คดี ม.112 เป็นคดีอ่อนไหว อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ จึงไม่ได้ชี้ชัดว่าจะรวมอยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ต่างเน้นย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยคดี ม.112 เพราะเห็นว่าไม่ใช่คดีทางการเมือง ซึ่งนักกิจกรรมที่เป็นผู้ต้องหาในคดีรู้สึกเห็นต่าง

“ธงมันต้องตั้งไปที่เราจะนิรโทษกรรมคดีการเมืองทั้งหมด... จริง ๆ นักกิจกรรมทุกคนจะต้องบอกว่า เรายืนยันว่าเราไม่ได้ล้มล้างการปกครอง แต่เราอยากอยู่กับสถาบันที่เข้าใจสถานการณ์ เข้าใจประชาชน” ไมค์ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยังมีการถกเถียงว่าคดี ม.112 เป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าการนิรโทษกรรมคดีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงทุกทีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ด้านปนัสยามองว่าพรรคเพื่อไทยอาจยังหวาดกลัวในแผลเก่าที่เคยผลักดัน “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” ในช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เธอมองว่าการผลักดันให้เกิดการนิรโทษกรรมถ้วนหน้าโดยรัฐบาลชุดนี้จะเป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า ทั้งในแง่การยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2549 และเป็นทางออกที่สันติสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

“มันก็มีลมพัดผ่านให้ได้ยินว่า ถ้านิรโทษกรรมเนี่ย แล้วจะกลับไปเย้ว ๆ เหมือนเดิมอีกหรือเปล่า คือรุ้งก็อยากพูดให้ชัดว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้นหรอกค่ะ”

เธอยังชี้ให้เห็นด้วยว่าการที่รัฐคุมขังแกนนำต่าง ๆ เอาไว้ในเรือนจำ ก็เป็นเพียงการกักขังชีวิต ๆ หนึ่ง แต่ไม่อาจหยุดกระแสความคิดของผู้คนได้

“มันมีแนวคิดบางอย่างที่พยายามชี้ให้เห็นว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเหล่านี้ เป็นคนแปลก คนบ้า คนที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรืออยากให้สังคมไม่ยอมรับเรา จริง ๆ เราก็เป็นคนอยู่ในกลุ่มสังคมของพวกคุณนั่นแหละ พวกคุณนั่นแหละที่สร้างให้เราเกิดขึ้น อยู่ ๆ เราไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง ถ้าคุณอยากยุติความขัดแย้งหรือแก้ปัญหา จะเรียกว่าเซ็ตซีโร่ (set zero) ก็ได้นะ มันทำได้ตอนนี้เลย หยุดตรงนี้ แล้วอะไร ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราค่อย ๆ หาวิธีไม่ให้มันเกิดปัญหาด้วยกัน” ปนัสยา กล่าวทิ้งท้าย